phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 13 October 2010 00:00

กีฬา ยาพิษ ทุนนิยม

Rate this item
(0 votes)

     สยามรัฐรายวัน 13 ตุลาคม 2553 

     เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ทีมฟุตบอลลิเวอร์พูล ที่มีแฟนทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทยต้องไปอยู่ท้ายตารางอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งๆ ที่มีนักเตะระดับโลกหลายคน ผู้จัดการทีมก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าทีมดังอื่นๆ         

     ใครจะวิเคราะห์อย่างไรก็ได้ แต่ที่เห็นๆ สะดุดหูสะดุดตา คือ เจ้าของทีมสองคนชาวอเมริกันที่เข้ามาซื้อทีมหลายปีที่ผ่านมาไม่น่าจะมีความชอบกีฬาฟุตบอลที่พวกเขาเรียกซอคเคอร์อะไรนักหนา ที่มาซื้อเพราะเป็นธุรกิจ และธุรกิจในโลกทุนนิยม คือ การทำกำไร ไม่ใช่มาทำงานพัฒนาหรือสังคมสงเคราะห์         

     ฟังที่ราฟาแอล เบนิเตซ อดีตผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลพูดถึงเจ้าของสองคนนี้แล้วก็เชื่อว่าจริง ว่าพวกเขาไม่มีความรู้เรื่องฟุตบอลเลย และการที่ไม่ได้เป็นมหาเศรษฐีอย่างเจ้าของทีมเชลซี หรือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ อเมริกันสองนายนี้ถึงได้เอาเงินกู้จากธนาคารมาลงทุน และที่ขายไม่ออกมานาน ทั้งๆ ที่มีคนสนใจ เพราะพวกเขาไม่ต้องการขายขาดทุน และต้องการกำไรให้มากที่สุด ถึงได้ยื้อมาจนวันนี้ที่ถูกบังคับ และกำลังฟ้องศาลจะเอาคืน         

     เรื่องหงส์แดงลิเวอร์พูลจะจบอย่างไรไม่ทราบ แต่ก็เป็นบทเรียนเก่าๆ เดิมๆ ที่เห็นกันมานานแล้วว่า ทุนนิยมไม่ว่าจะทำอะไรที่ไหนจะไม่ปรานีใคร ใครจะคลั่งไคล้กีฬาและอยากดูอย่างมีความสุขก็เรื่องของคุณ แต่ผมต้องการทำธุรกิจและต้องการกำไร ไม่ต้องมองไกลที่ไหน ที่เมืองไทยเราก็ไม่ได้แตกต่างกัน

     วันนี้ทีมฟุตบอลอาชีพของไทยกำลังไปได้ดี มีคนสนใจลงทุนทำทีม มีสปอนเซอร์มากมายให้การสนับสนุน มีการจัดการอย่างมืออาชีพมากขึ้น มีการจ้างโค้ชดีๆ ซื้อนักเตะเก่งๆ จากต่างประเทศ มีการปรับปรุงสนาม มีการถ่ายทอดสด เลียนแบบฝรั่งอังกฤษไม่ผิดเพี้ยน แม้แต่ชื่อชั้นชื่อทีมก็เรียกตามเขา

     วันนี้อาจจะอยู่ในยุคเริ่มต้น ไม่มีระดับพอที่จะไปเปรียบเทียบกับฟุตบอลอาชีพในประเทศต้นแบบได้ ยังมีปัญหาอีกมากมายที่ต้องแก้ไข ยังต้องยอมรับการกระแนะกระแหน “บอลไทยไปมวยโลก” ไปเรื่อยๆ เพราะเตะฟุตบอลไม่เก่ง แต่เตะต่อยคนเก่งกว่าไม่ว่าในหรือนอกสนาม         

     ที่น่าสังเกต คือ การที่มีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง มาเป็นเจ้าของสโมสรหรือให้การสนับสนุนอย่างเปิดเผย ฟุตบอลจึงไม่ใช่แค่เรื่องกีฬาธรรมดา แต่เป็น “เศรษฐศาสตร์การเมือง” ที่ต้องวิเคราะห์ให้เห็นผลตามมา(implications) มากมาย  กลายเป็นเรื่อง “อำนาจ” และ “ผลประโยชน์”         

     นอกจากจะ“ขอร้อง” ให้บริษัท รวมทั้งรัฐวิสาหกิจ และใครๆ ที่มีทุนให้สนุบสนุนทีมฟุตบอล “ของตน” ทั้งทางตรงทางอ้อม ทั้งการโฆษณาและการบริจาค หรือการจัดการแข่งขัน ยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนผลประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งอาจเป็นที่ฟอกเงินชั้นดีอีกที่หนึ่ง         

     คงไม่มีใครปฏิเสธว่า คนที่กระโดดลงไปเป็นเจ้างของทีมฟุตบอลเป็นคนชอบกีฬานี้เป็นชีวิตจิตใจ แต่ถึงขนาดลงไปเป็นเจ้าของเองย่อมต้องมีเหตุผลอะไรที่มากกว่าแค่การอยากส่งเสริมการกีฬาฟุตบอล ที่เรียกกันว่า synergy สร้างฐานเสียงทางการเมือง แต่อีกด้านหนึ่งก็คงไม่ผิดที่ใครๆ จะคิดไปให้ไกลว่า กีฬาชนิดนี้ คือ อีกเวทีหนึ่งของการคอร์รัปชั่น         

     กีฬาที่น่าจะเป็นยาวิเศษจึงกลายเป็นยาพิษ เช่นเดียวกับกีฬาอื่นๆ เช่น มวย ทั้งสากลและมวยไทย ที่ได้กลายเป็น “ธุรกิจ” ไปนานแล้ว ไม่ได้แตกต่างไปจากวงการกีฬามวยในสหรัฐอเมริกา นักมวยไทยไม่ได้ต่างจาก “หมาล่าเนื้อ” อย่างที่พูดๆ กัน เป็นเครื่องมือของการทำธุรกิจ หาผลประโยชน์มากกว่าเรื่อง “กีฬา”          

     ความจริง สังคมส่วนใหญ่คิดถึงกีฬาในด้านดี  และส่งเสริมให้มีการเล่นกีฬาให้เป็นยาวิเศษจริงๆ ด้วยวิธีการมากมาย เช่น มีการส่งเสริมมวยไทยในโรงเรียน ในสถาบันการศึกษา สถานประกอบการ รวมทั้งศูนย์สุขภาพต่างๆ เป็นอะไรที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะคนดูถูกมวยไทย ชื่นชมมวยต่างชาติ ยกย่องให้เป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีศักดิ์ศรีกว่ามวยไทย         

     การฟื้นฟูมวยไทยเริ่มจากการเรียนรู้คุณค่าของมวยไทย ปรัชญามวยไทยที่สอนให้คนเป็นคน มีวินัย มีคุณธรรม ทำให้แข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ มีน้ำใจนักกีฬาแปลว่าเคารพให้เกียรติคนอื่น มีเมตตาต่อผู้อื่น ปกป้องตนเองได้ ปกป้องผู้อื่นที่อ่อนแอกว่าได้         

     วิธีการเรียนมวยไทยที่ทำกันก็ไม่ได้รีบขึ้นเวทีชกกันเลย แต่เริ่มจากการทำกายบริหาร การประยุกต์เพื่อการออกำลังกาย การประกอบงานแสดง อย่างเป็นขั้นเป็นตอนไปจนถึงการเรียนรู้ท่ามวยไทยต่างๆ อย่างจริงจัง         

     บริษัทห้างร้านสนับสนุนกีฬาไม่ว่าฟุตบอลหรือมวยหรืออื่นๆ ได้มากมายหลายวิธี จะอวดอ้างได้ว่ากำลัง “รับผิดชอบต่อสังคม” (CSR) ไม่ได้ทำไปเพียงเพื่อจะได้มีหุ้นส่วนในอำนาจทางการเมือง หรือได้รับผลประโยชน์ต่างตอบแทนอื่น