phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 06 October 2010 00:00

ไสยศาสตร์ อำนาจและสังคมไทย

Rate this item
(0 votes)

      สยามรัฐรายวัน 6 ตุลาคม 2553 

     ไม่ว่าจะแก้ตัวเพราะเขินอายอย่างไร ใครๆ ก็รู้ว่าการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์หน้าทำเนียบรัฐบาลคงไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นเรื่องไสยศาสตร์ ที่พูดให้ฟังดูดีว่า เป็นการปรับฮวงจุ้ย จะเถียงว่าเรื่องชัยภูมิเป็นเรื่องของศาสตร์ที่มีมาแต่โบราณก็ว่ากันไป แต่โหราศาสตร์ก็ไม่ใช่ดาราศาสตร์วันยังค่ำ 

     ฮวงจุ้ยเป็น “ศาสตร์แห่งลมและน้ำ” ว่าด้วยความสมดุลของสรรพสิ่งในจักรวาล มีหลักการที่สรุปมาจากประสบการณ์หลายพันปีของคนจีนว่า จะอยู่ที่ไหนอย่างไรจึงจะ “ดี” และอยู่เย็นและเป็นสุข

     บางอย่างก็อธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ มีการนำมาประยุกต์ใช้ในสถาปัตยกรรมยุคใหม่ ใครไปเขาใหญ่ลองแวะไปดู DNA รีสอร์ท จะเห็นนวัตกรรมที่นำเรื่อฮวงจุ้ยมาใช้เป็นบางส่วน ที่ลูกศิษย์ของศาสตราจารย์ ดร. สุนทร บุญญาธิการ วิจัยปฏิบัติการเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก         

     ความรู้ภูมิปัญญาไทยในเรื่องนี้ก็มี เพียงแต่อาจจะไม่วิจิตรพิสดารและเป็นระบบเท่าของจีน คนไทยจะสร้างบ้านไม่ใช่ว่านึกจะสร้างที่ไหน อย่างไร เมื่อไรก็ทำเลย หากแต่ต้องดูที่ดูทาง ซ้ายขวา หน้าหลัง ล่างบน ว่ามีอะไรที่เป็นอัปมงคลหรือไม่ คนที่ดูก็ไม่ใช่คนทั่วไป แต่ต้องเป็น “หมอ” เป็นคนที่มีบารมี ที่ผู้คนเคารพนับถือว่ามีญาณพิเศษมองเห็นอะไรที่คนธรรมดามองไม่เห็น สื่อสารกับอำนาจศักดิ์สิทธิ์ได้         

     เมื่อดูทิศดูทาง ทางลม ทางแดด ทางน้ำ และดูฤกษ์ดูยามแล้วก็ลงมือสร้าง มีพิธีกรรมยกเสาเอก เป็นพิธีทำขวัญเสา ผูกต้นกล้วยต้นอ้อยไว้ที่ปลายเสา ซึ่งเปรียบเสมือนเจ้าที่ ผีบ้านผีเรือน มานุษยวิทยาถอดรหัสอธิบายว่า การลงเสาเอกเท่ากับเชื่อมโยงบ้านหลังใหม่ให้เข้าถึงศูนย์กลางแห่งจักรวาล เข้าสู่เอกภาพกับเอกภพ เพื่อให้เกิดความสมดุลแห่งชีวิต เพราะศูนย์กลางคือจุดสมดุล

     วิชาการสมัยใหม่อธิบายว่า ผีเป็นวิธีที่คนโบราณอธิบายความสัมพันธ์ของคนกับสิ่งต่างๆ ผีจึงเป็นกฎ ระเบียบ ทุกอย่างมีผี ทุกอย่างมีขวัญ ซึ่งมีความหม่ายเดียวกับผี เพียงแต่ผีมาจากความเชื่อเรื่องผีแต่โบราณก่อนที่ความเชื่อเรื่องขวัญ เรื่องเทวดา จะมาพร้อมกับศาสนาพราหมณ์

     ความจริง เรื่องราวที่เกี่ยวกับภูมิปัญญาของคนโบราณที่ถ่ายทอดกันมาหลายพันปีเป็น “ของดี” ที่มีคุณค่า อยู่ที่ว่าคนวันนี้รู้จักใช้เป็นหรือไม่ ใช้อย่างไร และเพื่ออะไรต่างหาก         

     สามร้อยกว่าปีมานี้ เราเอาวิทยาศาสตร์เป็นบรรทัดฐานของ “ความจริง” อะไรทิ่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้ หรือยังไม่ได้ แต่มีการใช้การปฏิบัติกันก็มักถือว่าเป็นไสยศาสตร์ ซึ่งในความเป็นจริง มีอะไรมากมายในชีวิตที่อธิบายไม่ได้ และน่าจะมากกว่าที่อธิบายได้เสียอีก สิ่งที่คนรู้มีน้อยกว่าสิ่งที่ไม่รู้มากนัก         

     วิทยาศาสตร์มาจากตะวันตก มาพร้อมกับความรู้สึกว่าคนเป็นนายเหนือจักรวาล คนไทยโบราณไม่ได้คิดเช่นนั้น มีความอ่อนน้อมถ่อมตน กลางคืนเขาแหงนมองดูฟ้ามืดที่เต็มไปด้วยดวงดาว มองเห็นความยิ่งใหญ่ของจักรวาลและรู้สึกว่าตัวเองเล็กเท่าผงธุลี ไม่ได้มีอะไรที่จะต้องหยิ่งผยอง         

     คนไทยวันนี้มีทั้งสองวัฒนธรรม ตะวันตกและตะวันออก วิทยาศาสตร์และไสยศาสตร์ อะไรก็ได้ขอให้ได้ประโยชน์ ไปหาหมอที่โรงพยาบาลก็ไป ไม่หายก็ไปรักษากับหมอยาพื้นบ้าน หมอผีหมอเหยา หมอลำผีฟ้า รอบๆ โรงพยาบาลศรีธัญญามีที่ทรงเจ้าเข้าผีรักษาคนเป็นโรคจิตนับสิบสำนัก ผู้คนเข้าออกระหว่างศรีธัญญากับสำนักเหล่านี้ วิธีไหนก็ได้ ขอให้หาย         

     ศาลพระภูมิหน้ามหาวิทยาลัยต่างๆ เต็มไปด้วยดอกไม้ พวงมาลัย ธูปเทียน รวมทั้งผ้าหลากสีพันรอบศาลพระภูมิ ต้นโพธิ์หรือต้นไม้ที่เชื่อว่ามีเทพมีผีศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถช่วยให้สอบได้ ไม่ต้องพูดถึงศาลพระภูมิหน้าโรงพยาบาล คณะแพทยศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ บางแห่งใหญ่กว่าคณะอื่นๆ ด้วยซ้ำ         

     ความเชื่อเรื่องผี เรื่องอำนาจในสังคมไทยมีให้เห็นมากในทุกวงการ ทุกกระทรวงมีศาลพระภูมิใหญ่ รัฐมนตรีเข้ากระทรวงวันแรกต้องดูฤกษ์งามยามดี ต้องไปกราบไปไหว้ไปบูชาเพื่อเป็นสิริมงคล   

     ด้านหนึ่ง ความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นความรู้สึกของคนที่อ่อนน้อมถ่อมตน ยอมสยบต่ออำนาจผู้ดลบันดาลให้ทุกสิ่งเป็นไปตามกฎ อีกด้านหนึ่งเป็นความรู้สึกของคนที่ไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ความอ่อนแอ ความไม่สามารถที่จะทำสิ่งที่ควรทำ อยากทำ อยากได้ จึงต้องอาศัยอำนาจศักดิ์สิทธิ์มาช่วยให้ทำให้ได้สิ่งเหล่านั้น         

     ประการหลังนี้ต่างหากที่คนวันนี้ทำกันมาก คนวันนี้จึง “ติดสินบนผี” เก่งกว่าคนสมัยก่อนมาก ไม่เฉพาะวันที่ 1 และวันที่ 16 ของทุกเดือน แต่ทุกวัน ทุกที่ ทุกโอกาส บางคนขนาดบนไว้ว่า ถ้าได้โน่นได้นี่จะแก้ผ้าวิ่งหรือแก้ผ้ารำแก้บน คิดว่าผีชอบสิ่งที่ตนเองชอบ         

     แทนที่จะย้ายต้นไม้หน้าทำเนียบ น่าจะย้ายคนบางคนที่เป็นเสนียด เป็นอะไรที่ขัดขวางความอยู่เย็นเป็นสุขของบ้านเมือง  ควรจะปรับเปลี่ยนระบบโครงสร้างที่เลวร้ายและอัปมงคลทั้งหลาย และควรจะอ่อนน้อมถ่อมตนยอมรับเรื่อง “กรรม” ตามคำสอนของศาสนาจริงๆ จะได้มีหิริโอตัปปะ หรือละอายต่อบาปมากกว่านี้