phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Saturday, 02 October 2010 00:00

ทำงานไม่เป็น ไม่อดทน ไม่รับผิดชอบ

Rate this item
(0 votes)

     สยามรัฐรายวัน 29 กันยายน 2553 

     ภาคธุรกิจเอกชนบ่นว่า นักศึกษาที่จบใหม่ “ทำงานไม่เป็น ไม่อดทน ไม่รับผิดชอบ” นับเป็นการกล่าวที่ “รุนแรง” และดูถูกอุดมศึกษาไทยเป็นอย่างยิ่ง แต่คงเป็นคำกล่าวที่มาจากประสบการณ์จริงที่ผิดหวังกับคนรุ่นใหม่และระบบการศึกษาไทยที่เอาแต่สอนหนังสือ สอนคนให้รู้หนังสือ ไม่ได้สอนคนให้เป็นคน มีทักษะที่จำเป็น มีความเพียรทน และมีความรับผิดชอบ         

     ผลผลิตจากระบบการศึกษาแบบนี้จึงไม่แปลกที่น่าผิดหวัง ทำงานไม่เป็น เพราะเขาไม่ได้สอนให้คิดเป็น ถ้าคิดเป็นย่อมจะคิดออกว่าจะเรียนรู้และปรับตัวทำงานได้อย่างไรแม้ว่าอาจจะไม่ตรงกับที่เรียนมาทั้งหมด เขาไม่ได้สอนโดยเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ไม่ได้สอนให้เอาปัญหาจริงๆ มาแก้          

     ทำงานไม่เป็นไม่ใช่เพียงเพราะไม่ได้เรียนเรื่องงานที่ทำ แต่เพราะไม่ได้เรียนเรื่องการเรียนรู้ ไม่รู้ว่าจะเรียนตลอดชีวิตจากการปฏิบัติ จากชีวิตจริงได้อย่างไร เพราะสี่ปีในมหาวิทยาลัยเอาแต่ท่องหนังสือไปสอบ และไม่เคยอดทนเรียนอย่างสม่ำเสมอตลอดปี เรียนก่อนสอบไม่กี่วันเท่านั้น เพราะท่องก่อนนานๆ ก็ลืม

     ความอดทนในคนรุ่นใหม่เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจ ยุคสมัยของพวกเขา ไม่มีใครรอจนอายุ 50-60 เพื่อจะได้มีเงินมีทอง ร่ำรวย ถ้าอายุเกิน 30 แล้วรวยถือว่าแย่ เพราะมหาเศรษฐีของโลกและคนที่ประสบความสำเร็จล้วนแต่ร่ำรวยก่อนอายุ 30 ทั้งนั้น ดูกูเกิ้ล ยาฮู ไมโครซอฟท์ ทำอย่างไรจึงจะได้งานดีๆ เงินเดือนสูงๆ ก้าวหน้าเร็วๆ งานที่ไม่ต้องออกแรงมากเกินไป เพราะไม่ได้เกิดมาเป็นกรรมกรจับกัง

     ความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน รับผิดชอบต่อคนอื่น ต่อสังคม ดูจะเป็นเรื่องอุดมคติเกินไป แค่เอาตัวรอดก็ดีแล้ว ต้องมีงานพิเศษ รายได้จะเร็ว เพราะเงินเดือนแค่นี้ไม่พอค่ามือถือและสารพัดที่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวัน เพราะต้องดูดี มีรสนิยม อยู่ในแทรนด์         

     ถ้าผลลัพธ์ของอุดมศึกษาไทยเป็นเช่นนี้ก็ไม่แปลกที่นักศึกษาเรียนจบแล้วตกงานหลายแสนคน ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจต่างๆ บ่นว่าขาดแรงงานหลายแสนคน ที่สวนทางกันเพราะการศึกษาที่ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคม ไม่มีการวางแผนร่วมกันว่าสังคมต้องการคนทำงานแบบไหนรวมทั้งผู้นำเองก็ขาดวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การพัฒนา         

     อุดมศึกษาไทยจึงผลิตออกมาเหมือนโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อเอาคน “ไปป้อน” ตลาดแรงงาน แต่เพราะไม่รู้ไม่เข้าใจตลาดแรงงานจริง จึงขาย “ผลิตภัณฑ์” ไม่ออก มหาวิทยาลัยมีครบทุกคณะ สถาบันอุดมศึกษาทั้งรัฐและเอกชนเกือบ 200 แห่ง แต่ก็ไม่มีแผนการจัดการศึกษาที่ตอบสนองแรงงานอุตสาหกรรม ภาคบริการได้

     ไม่ต้องพูดถึงภาคเกษตร ภาคชุมชนชนบท เพราะระบบอุดมศึกษาปัจจุบันไม่ได้คิดถึงอยู่แล้ว เพราะมีระบบเดียวสำหรับทุกคนที่ไล่คนเข้าเมือง ไล่ไปอยู่ห้องแอร์แทนท้องทุ่ง เป็นการดีไซน์หลักสูตรแบบ “ฟรีไซส์” คือใช้ได้สำหรับทุกคน ทุกสถานที่ ทุกภาคส่วน ทุกงาน เป็นการเอาหลักสูตร “เด็ก” ไปบังคับให้ผู้ใหญ่เรียน ให้ผู้ใหญ่ซึ่งความจำไม่ดีแล้วมาท่องหนังสือ

     หลักสูตรและการเรียนการสอนแบบนี้ไม่ได้คำนึงถึงความต้องการและศักยภาพที่แท้จริงของผู้ใหญ่ในชนบทที่ตอนยังเด็กยังหนุ่มขาดโอกาสในการศึกษาระดับอุดมศึกษา เมื่ออายุมาก อยากเรียนต่อ อยากได้ปริญญาก็ต้องกัดฟันยอมทุกอย่างเพื่อจะได้ปริญญาไปอวดลูกหลาน หรือเอาไปสมัครเป็นนักการเมือง แล้วจะมีกี่คนที่อดทนได้และเรียนแบบนี้จนจบ บางคนเรียนสามมหาวิทยาลัยยังไม่จบ

     เพราะอ่านหนังสือไม่แตก ท่องหนังสือไม่เก่ง เขียนหนังสือไม่เป็น เพราะเขาเน้นแต่สอนหนังสือและเรียนหนังสือกันทั้งๆ ที่ผู้ใหญ่เหล่านี้ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยประสบการณ์จากการทำงาน จากชีวิตจริง และถ้าหากมีระบบการเรียนรู้ที่ดีก็จะนำประสบการณ์มาจัดการให้เป็นความรู้ เป็นระบบและถ่ายทอดให้คนอื่นได้ แต่เมื่อระบบการศึกษาวันนี้ไม่ได้ดีไซน์เผื่อพวกเขา

     แล้วจะบ่นกันทำไมว่า ประชาธิปไตยไม่เกิด เพราะสังคมที่อาจจะเต็มไปด้วยคนมีปริญญาแต่ไม่มีความรู้แบบนี้ ต่อให้มีเต็มหมู่บ้านก็อาจจะได้แต่อันธพาลนักเลงที่ชาญฉลาด มากกว่าบัณฑิตชาวนา ปัญญาชนชาวบ้านที่จะช่วยกันพัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็งและพึ่งตนเอง

     อุดมศึกษาไทยวันนี้จึงค่อนข้างสิ้นหวัง จนธุรกินเอกชนอย่างซีพีตัดสินใจตั้งสถาบันปัญญาวิวัฒน์สถาบันการศึกษาของตนเอง เปิดตั้งแต่ปวช. ไปจนถึงปริญญาโทเพื่อสร้างคนที่เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย เรียนแล้วทำงานได้เลย เพราะสิ่งที่เรียนกับสิ่งที่ทำเป็นเรื่องเดียวกัน

     ถ้าสถาบันอุดมศึกษาไทยไม่ปฏิรูปตนเอง เพราะโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก คนวันนี้ฉลาดขึ้น และเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร มีวิธีการเรียนรู้มากมายหลายแบบ จนก้าวไปไกลกว่ามหาวิทยาลัย ที่ปรับตัวไม่ได้ ไล่โลกไม่ทันไม่ช้าไม่นานก็คงล่มสลาย