phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 22 September 2010 00:00

การวิจัย กุญแจการพัฒนา

Rate this item
(0 votes)

     สยามรัฐรายวัน 22 กันยายน 2553 

     มหาวิทยาลัยไทยเกือบ 200 แห่ง ติดอันดับ 400 แห่งแรกของโลกเพียง 2 แห่ง เพราะหลักๆ แล้วเขาวัดกันที่ “งานวิจัย”  มหาวิทยาลัยไทยมีที่ดินห้าหกพันไร่ก็มาก เกือบหมื่นไร่ก็มี มีงบประมาณปีละหลายพันล้าน มีเงินรายได้พิเศษอีกมากมาย แต่มีงานวิจัยน้อยมาก

     อาจารย์ส่วนใหญ่ทำอย่างเดียว คือ “สอนหนังสือ” หรือไม่ก็ไปทำงานอื่นจนงานสอนที่เป็นงานประจำกลายเป็นงานพิเศษไป ผู้บริหารส่วนใหญ่ก็หมกมุ่นอยู่กับการบริหารงบ หานักศึกษาให้ได้มากๆ แข่งขันกันที่จำนวนนักศึกษามากกว่าคุณภาพของการเรียนการสอน

     การสอนก็สอนให้คนท่องจำ สอนความรู้เก่า ไม่ได้สอนให้ตั้งคำถาม แต่ให้ท่องคำตอบ นักศึกษาจึงถามไม่เป็น วิจารณ์ไม่เป็น (การวิจารณ์ส่วนใหญ่กลายเป็นการ “ด่า” เพราะหาเหตุผลไม่ค่อยได้ มีอคติ) และอีกด้านหนึ่ง คนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ก็รับไม่ได้ เพราะรับความแตกต่างไม่ได้ รับเหตุผลอื่นไม่เป็น

     การวิจัยแทนที่จะเป็นเรื่อง “ธรรมดา” ถ้าหากเรียนแบบตั้งคำถาม ก็กลายเป็นเรื่องไม่ธรรมดา เป็นเรื่องยุ่งและยาก เป็นเรื่องลึกลับซับซ้อน เพราะอาจารย์เป็นคนทำให้เป็นเช่นนั้น ไป “หลอก” นักศึกษาให้กลัว สอนจนทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยาก เรื่องที่ควรถือว่าเป็นหัวใจของการเรียนรู้กลายเป็นเรื่องสูงส่งพิเศษของคนที่อยากทำอะไรไม่ธรรมดา

     นักศึกษาปริญญาโทเริ่มเรียนเรื่องระเบียบวิธีวิจัย ทฤษฎีการวิจัย เรียนจนวิจัยไม่เป็น นึกไม่ออกว่าจะทำเรื่องอะไร ตั้งคำถามงานวิจัย งานวิทยานิพนธ์ไม่เป็น หาโจทย์ไม่เจอ เพราะเรียนแต่ทฤษฎี เรียนแต่คำตอบที่คนอื่นเขาวิจัยไว้แล้ว แบบนี้เขาเรียกว่า ยิ่งเรียนยิ่งโง่ ยิ่งเรียนยิ่งคิดไม่ออก คิดไม่เป็น

     หัวใจของการวิจัย คือ การตั้งคำถาม ต้องการคำตอบในเรื่องที่ยังไม่มีคำตอบ หรือต้องการคำตอบใหม่ในเรื่องที่มีคำตอบอยู่แล้วแต่เชื่อว่ามีคำตอบที่ดีกว่าที่ต้องหาให้เจอ ส่วนระเบียบวิธีวิจัยก็สำคัญ เพียงแต่ไม่เอาเรื่องนี้มาไว้ก่อนจนกลบเรื่องโจทย์วิจัย

     ชาวบ้านแถวเขื่อนปากมูลไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อน ไม่เห็นด้วยกับการเปิดปิดเขื่อน ไม่เห็นด้วยกับข้อมูลและข้อสรุปเรื่องปลาเรื่องทรัพยากรในลำน้ำมูลจึงพากัน “วิจัย” เพื่อจะได้คำตอบที่ดีกว่า นำไปคัดค้านการกระทำของรัฐ กลายเป็น “งานวิจัยไทบ้าน” ที่โด่งดังและได้รับรางวัลจากองค์การอนามัยโลก

     ชาวบ้านแถวภูพาน “วิจัย” ประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของตนเอง ได้สืบสาวราวเรื่องจนรู้ว่าปอเข้ามาเมื่อไร มันสำปะหลังเมื่อไร ถนนเมื่อไร ไฟฟ้าเมื่อไร หนี้สินมาเมื่อไร จนได้คำตอบว่าทำไมป่าแถวภูพานที่อุดมสมบูรณ์ถึงหมด ทำไมชาวบ้านถึงได้ยากจน

     ชาวบ้านได้วิจัยจนพบไม่เพียงแต่ “ทุกข์” (หนี้สิน-ความยากจน) แต่ได้พบ “สมุทัย” (สาเหตุ) ทำให้รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะ “หลุดพ้น” ได้ ถึงได้ฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ “ยกป่ามาไว้บ้าน ยกภูพานมาไว้สวน” ปลูกไม้ใหญ่ไม้เล็กหลายระดับในสวนคนละ 200 – 300 ชนิด มีกินมีใช้ เหลือขาย ใช้หนี้ และหลุดพ้นจากหนี้และทุกข์ด้วยตนเอง โดยไม่ได้รอรัฐหรือใครมาช่วย

     นี่เป็นประวัติศาสตร์หรือตำนานของ “อินแปง” ที่สกลนคร ซึ่งอาจจะแตกต่างจากประวัติศาสตร์ของ “ไม้เรียง” ที่นครศรีธรรมราช แต่ก็เหมือนกันตรงที่ชาวบ้านที่นี่เป็น “นักวิจัย” ที่แสวงหาความรู้ใหม่ จนสามารถพัฒนาร่วมกับผู้นำเกษตรกรนครศรีธรรมราชทำ “แผนแม่บทยางพาราไทย” เมื่อปี 2538

     จากนั้นก็นำไปสู่ “แผนแม่บทชุมชน” วิสาหกิจชุมชน สภาผู้นำ ซึ่งสร้างสรรค์มาจากการเรียนรู้และการวิจัยของชุมชนที่ตั้งคำถามว่า จะแก้ปัญหายางพารา แก้ปัญหาหนี้สินและความยากจน ปัญหาสุขภาพ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาต่างๆ “ของเรา” ได้อย่างไร

     การทำประชาพิจัย (PR&D People Research and Development)  เป็นวิธีการค้นหาคำตอบสำหรับชีวิตของชุมชน โดยชุมชนและเพื่อชุมชน เป็น “นวัตกรรม” ของชุมชนไทยที่ UNDP รู้จักเพราะเคยนำไปเผยแพร่เองทั่วโลก และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดก็รู้จักดี เพราะเคยใช้วิธีนี้วิจัยในภาคเหนือของไทยและขอยืมไปใช้ในประเทศอื่น

      หัวใจของการทำประชาพิจัย การวิจัยไทบ้าน คือ การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน (community empowerment) ไม่ได้วิจัยเพื่อเอาไปขอตำแหน่งทางวิชาการแล้วเก็บไว้ในตู้หรือบนหิ้งแต่เพียงอย่างเดียว

     ถ้านักวิชาการไปเยี่ยมอบต.ปากพูน ที่นครศรีธรรมราชแล้วจะตกใจ ที่เห็นระบบข้อมูลของอบต.ชานเมืองแห่งนี้มีข้อมูลแบบ “เอ็กซ์เรย์” ทุกครัวเรือน และนำมาบริหารจัดการชุมชนแบบมีส่วนร่วม

     แล้วจะเข้าใจว่า “ชาวบ้าน” วันนี้เขาหลุดพ้นจากเรื่องการวิจัยแบบโบราณของนักวิชาการ พวกเขาบอกได้ว่า “ข้อมูลคืออำนาจ” แปลว่าอะไร เป็นนักวิจัยยุคใหม่ที่ไม่ได้ติดกับดักของทฤษฎีและระเบียบวิธีการวิจัย