phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 15 September 2010 00:00

ธนาคารคนจนและความอับจนทางปัญญาของการเมืองไทย

Rate this item
(0 votes)

     สยามรัฐรายวัน 15 กันยายน 2553 

     คนอย่างคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคุณกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีกระทรวงการคลังเรียนมาทางด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดอาจเคยได้ยินอมาตยา เซน บรรยายเรื่องระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง อาจจะเคยฟังและพบศาสตราจารย์ยูนุส แต่วีธีคิดเรื่องธนาคารคนจนแบบ “EMS” (ไปรษณียธนาคาร) ทำให้เห็นว่าเมื่อมาเป็นนักการเมืองก็ไม่ได้คิดอะไรแตกต่างไปจากนักการเมือง         

     นักการเมืองอ้างว่าต้องการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ความยากจน และต้องการเข้าถึงประชาชนโดยตรง แต่ที่ผ่านมาไม่เคยถามตนเองเลยว่า ความปราถนาดีที่ประสงค์ร้ายได้สร้างความหายนะให้คนจนที่จนซ้ำซากได้อย่างไร เอาหนี้ใหม่ไปใช้หนี้เก่าแก้ปัญหาได้จริงหรือ หรือทำให้หนี้สินเพิ่มขึ้น วงจรอุบาทว์ขยายตัวมากกว่าเดิม และคนจนไม่เคยออกจากวงจรดังกล่าว จนมากกว่าเดิมทุกข์มากกว่าเดิม          

     วันนี้มาอีกแล้วกับธนาคารคนจน อยากเลียนแบบโปรเฟสเซอร์ยูนุส ผู้ก่อตั้งกรามีนแบ็งค์ ธนาคารคนจนของบังคลาเทศ แต่เอารูปแบบภายนอกเพียงไม่กี่อย่าง ไม่เห็นว่า จะทำธนาคารคนจนแบบนั้นได้อย่างไร ได้แต่รูปแบบ ไม่สนใจเนื้อหาและกระบวนการ

     หลายสิบปีที่ผ่านมา เคยไปงานสัมมนาประเมิน micro-credit ในหลายประเทศที่พยายามเลียนแบบ กรามีนแบ็งค์ เห็นได้ชัดว่า ถ้าเข้าไม่ถึงหัวใจของแนวคิดธนาคารคนจนก็ล้มเหลวได้ในเวลาอันรวดเร็ว

     “ทุน” ของธนาคารคนจนบังคลาเทศไม่ใช่แค่เงิน แต่เป็น “ทุนทางสังคม” ขอให้นายกฯ และรัฐมนตรีคลังกรุณาเข้าไปอ่านหลักการ 16 ข้อ (16 decisions) ตัวชี้วัด 10 ข้อ (10 indicators) และวิธีปฏิบัติ (method of action) ของกรามีนแบ็งค์แล้วจะพบว่า งานของธนาคารแห่งนี้ไม่ได้ทำแค่เรื่องเงิน แต่ “ทำงานพัฒนา” ให้ชุมชนเข้มแข็งโดยอาศัย “เงิน” เป็นสื่อหนึ่งเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น

     อย่างวิธีการทำงานข้อ 1 บอกว่าให้เริ่มจากปัญหาแทนที่จะวิ่งไปหาทางออก ระบบเครดิตต้องอยู่บนฐานของการสำรวจภูมิหลังทางสังคมมากกว่าเทคนิกทางการธนาคารที่ตั้งไว้แล้ว         

     ตัวชี้วัด 10 ตัว หลักการหรือแนวทางปฏิบัติ 16 ข้อก็ไม่ได้เกี่ยวกับการเงินสักกี่อย่างล้วนแต่เป็นเรื่องทางสังคม เรื่องสุขภาพ เรื่องที่อยู่อาศัย เรื่องการพึ่งพาตนเองและพี่งพาอาศัยกัน มีการแบ่งกลุ่มเป็น 5 คน ที่ต้องดูแลกันเอง “ค้ำประกัน” กันเอง มี “ศูนย์” กว่า 6 หมื่นแห่งทั่วประเทศที่ดูแลเรื่องการจัดกระบวนการเรียนรู้ การอยู่ร่วมกัน ทำงานร่วมกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

     อย่างหลักการหลายข้อที่เป็นรูปธรรมมากๆ คือ สมาชิกต้องปลูกผักตลอดปี และกินผักของตนเองให้มากที่สุด ที่เหลือค่อยขาย หรือบอกว่า ระหว่างหน้าฝน เราจะปลูกต้นไม้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ข้อหนึ่งบอกว่า เราจะใช้จ่ายให้น้อยที่สุดและดูแลสุขภาพของตนเอง  เราจะสอนลูกเราให้หารายได้เพื่อจ่ายค่าเล่าเรียนของตนเอง เราจะปฏิเสธเรื่องสินสอด และการแต่งงานตั้งแต่ยังเด็ก ฯลฯ 

     เข้าใจดีว่า รัฐบาลนี้อยากช่วยคนจน อยากแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ แต่ถามจริงๆ ว่า เคยมีงานวิจัย โดยเฉพาะงานวิจัยเชิงปฏิบัติการที่ไหนที่ช่วยให้เกิดความมั่นใจว่า การใช้ไปรษณีย์เป็นธนาคาร ปล่อยกู้คนจนแบบที่กำลังจะลงมือทำนี้จะได้ผลจริง ปัญหาหนี้มีแค่ไม่มีคนเอาเงินไปให้ชาวบ้านกระนั้นหรือ         

     โครงการแบบนี้เป็น “ประชานิยม” ที่ไม่มีการทำ “SIA” (Social Impact Assessment) แบบเดียวกับ SML และกองทุนหมู่บ้าน 1 ล้าน ที่ไม่เคยคิดถึงเรื่องอื่นๆ นอกจากเงินเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินและความยากจน คิดแบบกลไก แยกส่วน ลดทอนเรื่องหนี้เป็นแค่เรื่องขาดเงิน         

     “เงินแก้ปัญหาความจนไม่ได้” เป็นวาทกรรมของธนาคารโลกที่ริเริ่มโดยนายเจมส์ วอลเฟอร์โซห์น อดีตประธานธนาคารโลก ผู้พูดประโยคนี้ที่งานประชุมที่เมืองดาวอสหลายปีก่อน เขาบอกว่า ถ้าแก้ได้คงแก้นานแล้ว เพราะโลกไม่ได้ขาดเงิน แต่ “อับจนทางปัญญา” มากกว่า          

     น่าจะเสนอให้ 200 สถาบันอุดมศึกษาหันมาสนใจเรื่องพวกนี้บ้างก็ดี ให้ลงไปทำการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) ทั้งในชุมชนเมืองและชนบท จะได้ “ปัญญา” เพื่อเป็นรากฐานให้การแก้ปัญหาหนี้สินและความยากจน 

     อยากทำธนาคารคนจนแบบกรามีนแบ็งค์ แต่ทำเพียงไปลอกรูปแบบบางอย่าง ไม่ได้ “วิญญาณ” ของศาสตราจารย์ยูนุส

     มองเห็นธนาคารคนจนเป็นเพียงสถาบันการเงิน และคิดแต่จะบริหารเงินกู้เพื่อทดแทนเงินนอกระบบ แก้ปัญหาความยากจนแบบบังคลาเทศ ซึ่งมีบริบทแตกต่างจากไทยมาก

     ที่สำคัญ ที่นั่นเขาไม่ได้เน้น “สถาบันการเงิน” เขาเน้น “ขบวนการทางสังคม” (social movement) ความเป็นสถาบันอยู่ได้เพราะกฎ ระเบียบ แต่ความเป็นขบวนการอยู่ได้เพราะ “จิตวิญญาณ” และใช้ “ทุนทางสังคม” มากกว่าทุนเงินตรา ไปรษณีย์ไทยมีแนวคิดและประสบการณ์แบบนี้ด้วยหรือ

     โครงการแบบประชานิยมได้ผลทันที (แบบ EMS) สร้างฐานทางการเมือง แต่ระยะยาวไม่ใช่การทำให้ชุมชนเข้มแข็ง (empowerment) แต่น่าจะเป็นการซ้ำเติมและบ่อนทำลาย (undermine) ชุมชน

     ศาสตราจารย์ยูนุสได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ไม่ใช่สาขาเศรษฐศาสตร์ เพราะท่านไม่ได้เพียงแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แต่ได้พัฒนาคุณภาพชีวิตในทุกๆ ด้านของคนยากคนจนให้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรีและมีกินอย่างพอเพียงต่างหาก