phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 08 September 2010 00:00

รัฐกับสวัสดิการชุมชน

Rate this item
(0 votes)

     สยามรัฐรายวัน 8 กันยายน 2553 

     การลดทอนชีวิตลงมาเหลือแค่เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องเงิน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า กลุ่มออมทรัพย์ในชุมชนที่ทำกันมานาน เป็น “ธนาคารชุมชน” ซึ่งไม่ใช่ เพราะกลุ่มออมทรัพย์เหล่านี้จำนวนมากไม่ได้จดทะเบียนเป็นอะไรเลย แต่อยู่ได้ไม่ล้มมา 20-30 ปี มีเงินหลายสิบถึงหลายร้อยล้าน

     กลุ่มออมทรัพย์ในชุมชนเป็นอะไรมากกว่าธนาคาร เป็นรูปแบบหรือกลไกหนึ่งของสวัสดิการชุมชน มีคุณค่าและยิ่งใหญ่กว่าสถาบันการเงิน เพราะกลุ่มออมทรัพย์เหล่านี้ “แม้มีเงินก็มิอาจสร้างได้” เพราะทุนที่ใหญ่กว่าเงินออม คือ “ทุนทางสังคม”

     อย่างกรณีกลุ่มออมทรัพย์คลองเปี่ยะ อำเถอจะนะ จังหวัดสงขลา ที่มีเงินวันนี้กว่า 250 ล้านบาท มีสวัสดิการรักษาพยาบาล 100% ไม่ว่ารักษาที่ไหน

     ทุนทางสังคม คือความเชื่อใจไว้ใจกัน การช่วยเหลือเกื้อกูลและเอื้ออาทรกันที่ยิ่งใหญ่และสำคัญกว่าการจดทะเบียนและการเอากฎหมายมา “ค้ำ” เพราะการทำให้กลุ่มออมทรัพย์เติบโตและมั่นคงมาจากสำนึกร่วมการเป็นเจ้าของและต้องการช่วยเหลือกันมากกว่าการตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อ “ค้าเงิน” หากำไร ทำธุรกิจ

     เช่นเดียวกับสวัสดิการอื่นๆ อย่างกองทุนข้าว ซึ่งแม้เรียกว่า “ธนาคารข้าว” ก็ไม่ได้เป็นการทำธุรกิจค้าขายข้าวเหมือนที่สหกรณ์หรือพ่อค้าทำกัน แต่เป็นการนำข้าวมารวมกันในรูปแบบต่างๆ เพื่อช่วยกันในยามขาดแคลน ยืมไปเท่าไรคืนเท่าไรก็กำหนดกันเองและอื่นๆ

     ในลักษณะเดียวกันที่เป็นการสร้างกลไกเพื่อให้เกิดสวัสดิการชุมชนตั้งแต่เกิดจนตาย และครอบคลุมประเด็นต่างๆ อย่างที่นาหว้า อำเภอจะนะ ซึ่งนำโดยลุงเคล้า แก้วเพชร มีกองทุนสวัสดิการกว่า 90 กองทุน ครอบคลุมตั้งแต่เข็มเย็บผ้า จานชาม ช้อนซ่อม โต๊ะเก้าอี้ เต้นท์ ไปถึงโรงสี โลงศพติดแอร์ การออมเงิน ออมข้าว ออมต้นไม้ และอื่นๆ

     แรกๆ ก็มีแต่การออมเงิน เป็นกลุ่มออมทรัพย์ที่เข้มแข็ง มีเงินกว่า 60 ล้านบาท ต่อมาก็เอาดอกผลของออมทรัพย์ไปตั้งกลุ่มสวัสดิการต่างๆ ไปจัดการทุกเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และหากมีการจัดการร่วมกันก็จะเกิดประโยชน์มากกว่าการที่ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างไปกู้ไปยืมไปเช่าข้าวของจากคนที่เขามีที่อื่น

     ที่นาหว้าไม่มีวัด ไม่มีจานชามข้าวโต๊ะเก้าอี้ให้เช่าให้ยืมเหมือนบ้านอื่น ชาวบ้านก็เอาเงินปันผลส่วนหนึ่งจากออมทรัพย์มาซื้อเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ที่ชุมชนต้องการใช้ร่วมกัน สมาชิกยืมไปก็จ่ายค่าเช่าแต่เพียงเล็กน้อย เพียงเพื่อการซ่อมบำรุงหรือซื้อมาเพิ่ม

     ถ้าไม่เป็นสมาชิกก็เช่าอีกอัตราหนึ่ง โดยมากเป็นคนจากที่อื่นมากกว่า เพราะคนในชุมชนเป็นสมาชิกกันทุกครัวเรือน และที่จริงก็เป็นกุศโลบายของนายเคล้า แก้วเพชรประธานกลุ่มออมทรัพย์ที่อยากให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการชุมชน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ กองทุนต่างๆ จึงเป็นกลไกที่ทำให้ชาวบ้านเป็นกรรมการกันถ้วนหน้า เพราะแค่ประธานก็กว่า 90 คนแล้ว ยังมีรองประธาน เหรัญญิก เลขานุการอีก

     ด้วยวีธีการดังกล่าว เมื่อมีการจัดประชุม “กองทุนรวม” คนก็แน่นศาลา เพราะมากันทั้งหมู่บ้าน แต่ละกองทุนก็รายงานให้ที่ประชุมทราบว่า กองทุนของตนเองดำเนินการไปอย่างไร เมื่อได้เงินมาจากการบริหารจัดการได้นำไปใช้ทำอะไร ส่วนใหญ่ก็ให้สมาชิกกู้ยืม เกิดดอกออกผล นำผลไปขยายกิจการในกลุ่มหรือกองทุนสวัสดิการของตนเอง

     การสร้างสวัสดิการไม่ได้หมายถึงแต่เรื่องในปัจจุบัน แต่หมายถึงการวางแผนไว้เพื่อสวัสดิการในอนาคตด้วย อย่างที่ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม “เจ้าสำนัก” วนเกษตรบอกไว้หลายสิบปีแล้วว่า ถ้าคุณอายุ 30 ปีวันนี้และลงมือปลูกต้นไม้แบบผสมผสานในที่ดินตนเองสัก 1,000 ต้น เลือกไม้เนื้อแข็งดีๆ ไม่ว่ายางนา มะค่า ตะเคียน ประดู่ และอื่นๆ 25-30 ปี จะมีมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท

     คุณอายุ 55-60 ปีอยากเกษียณก็ทำได้ด้วยความสบายใจ อยากทำบุญ อยากไปเที่ยว ทำอะไรก็ได้ เจ็บไข้ได้ป่วยก็มีเงินรักษาโดยไม่ต้องรบกวนคนอื่น ลูกหลานก็คงไม่ทอดทิ้ง อย่างน้อยพวกเขาก็จะแวะเวียนมาดูพ่อดูแม่ หรือดูต้นไม้ในสวนที่อยากได้เป็นมรดก

     คนจำนวนมากมีดิน ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญอย่างยิ่งในวันนี้ที่คนต้องการสวัสดิการ ความมั่นคงด้านอาหาร ซึ่งก็สามารถผลิตได้ตลอด 25-30 ปีที่รอให้ต้นไม้ 1,000 ต้นเติบโต ประเด็นอยู่ที่การปรับวิธีคิดให้เห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ และเข้าใจเรื่องการจัดการสวัสดิการชีวิตของตนเองทั้งระยะสั้นระยะยาว

     วันนี้คนจำนวนมากอยู่อย่างไม่มีเป้าหมาย ไม่มีแบบไม่มีแผน รอแต่รัฐและคนอื่นมากำหนดให้ มาสร้างให้ มามอบให้ บางเรื่องรัฐอาจทำได้ดี แต่หลายเรื่องเราต้องคิดเอง ทำเอง และจะทำได้ดีกว่ารัฐ