phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 01 September 2010 00:00

คืนสุขภาพให้ประชาชน

Rate this item
(0 votes)

     (สยามรัฐรายวัน 1 กันยายน 2553) 

     การตื่นตัวดูแลสุขภาพตนเองของคนไทยในระยะสิบปีที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่น่ายินดี เห็นคนเดิน คนวิ่ง คนเต้นแอโรบิก รำมวยจีน เห็นห้องยิมตามโรงแรม ศูนย์การค้าตอนแรกๆ ต่อมาก็ย้ายอุปกรณ์ออกกำลังกายหลากหลายรูปแบบออกไปวางไว้ตามสวนสาธารณะ เมดอินไทยแลนด์ สู้แดดสู้ฝนได้สบาย         

     เห็นการเอาใจใส่ในการกินการอยู่มากขึ้น ไปซื้ออาหารก็เลือกที่ปลอดสารเคมี ไม่มีสารกันบูด แม้ว่าจะไม่มีใครมั่นใจร้อยเปอร์เซนต์ แต่อย่างน้อยก็ใส่ใจไม่กินง่ายๆ เหมือนเมื่อก่อน เพราะกินง่ายก็อาจตายง่าย มีการปลูกผักกินเองมากขึ้นเรื่อยๆ ฝากท้องไว้กับรถพุ่มพวงรถกับข้าวที่เข้าออกหมู่บ้านน้อยลง         

     ใครจะเชื่อว่าวันนี้มีคนกล้ากินข้าวราคากิโลกรัมละ 150-250 บาท ข้าวเปลือกอย่างข้าวสังข์หยดที่พัทลุง ราคาอยู่ที่ 35,000 บาทต่อเกวียน ข้าวก่ำดอยสะเก็ด ข้าวเหนียวดำจากดอยราคา 30,000 บาทต่อเกวียน หาข้าวเหนียวดำสังขยาและข้าวหลามดำจริงๆ ยากขึ้นทุกที มีแต่เอาข้าวเหนียวขาวมาผสมข้าวเหนียวดำ         

     ที่หากินยากคนขายบอกว่า ข้าวสารเหนียวดำราคาแพงกว่าข้าวขาวสองเท่า ทำไปก็ไม่ได้กำไร เคยบอกคนขายว่า ให้ติดป้ายไว้ว่า ข้าวเหนียวสังขยาดำแท้ ข้าวหลามเหนียวดำ 100% และขึ้นราคาจากเดิมได้โดยไม่ต้องกลัว เพราะเคยเห็นคนขายที่กล้าทำเช่นนี้มาแล้วและขายได้ดีด้วย  

     ที่ขายดีเพราะผู้บริโภคเข้าใจ “คุณค่า” ของสิ่งที่เขาซื้อ และยินดี “ลงทุน” ซื้อข้าวเหนียวดำในราคาที่แพงกว่า เพราะรู้ว่า นอกจากอร่อยแล้วยังมีสารอาหารอย่างลูทีนที่ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นต้อกระจก และบำรุงตาให้แข็งแรงอีกด้วย และข้าวเหนียวดำก็มีสารดังกล่าวสูงกว่าข้าวทั่วไป 25 เท่า เป็นข้อมูลจากการวิจัย

     วันนี้คนกินมะพร้าวมากขึ้น กินน้ำมะพร้าวและเนื้อของมันทั้งอ่อนทั้งแก่ รวมทั้งน้ำมันมะพร้าวก็ยังกล้าหาญกินกันวันละสองสามช้อนโดยไม่กลัวอ้วนหรือไขมันในเลือดเพิ่ม เพราะหลังจากถูกฝรั่งหลอกมานานเราก็เพิ่งมาพบว่า มะพร้าวให้วิตามินอีสูงมาก ทำให้เป็นหนุ่มเป็นสาวได้ยาวนาน ไม่เหี่ยวง่ายและตายยากกว่าเดิม และแปลกแต่จริงที่กินน้ำมันมะพร้าวแบบสะกัดเย็นทำให้น้ำหนักลดลงอีกต่างหาก เพราะไปช่วยเผาผลาญพลังงานได้ดีขึ้น

     วันนี้คนกินผักกินผลไม้มากขึ้น เริ่มเห็นคุณค่าของผักป่าผักทุ่งและผลไม้ไทยๆ ที่อุดมไปด้วยสารอาหาร โดยเฉพาะที่เรียกกันว่า “สารผัก” ที่ไม่ใช่หนึ่งใน 5 หมู่อาหาร เป็นอะไรที่ให้สารที่ร่างกายต้องการ ทำให้แข็งแรง ภูมิคุ้มกันดี ไม่เจ็บป่วยง่าย ป่วยไข้ก็หายเร็ว         

     เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานหนักของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพในระยะสามสี่สิบปีที่ผ่านมา ที่ไม่ได้เน้นแต่เพียงการรักษา แต่ส่งเสริมการดูแลสุขภาพด้วยตนเองของประชาชน จนกลายเป็นนโยบายที่วันนี้เรียกกันว่า “สร้างนำซ่อม”          

     นับเป็นวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและมีพลังมาก เพราะถ้าหากไม่ทำเช่นนี้ ผู้คนที่เอาชีวิตทั้งหมดไปฝากไว้กับแพทย์พยาบาล กับโรงพยาบาล สถานีอนามัย โดยไม่ตระหนักว่า แท้ที่จริงแล้ว โรคส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้ และรักษาเองได้ ถ้ารู้จักกินเป็นอยู่เป็น และหาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ         

     การพัฒนาประเทศในระยะ 50 ปีที่ผ่านมาทำให้เราได้โรงพยาบาล ได้สถานีอนามัย ได้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขเต็มบ้านเต็มเมือง ได้ระบบการดูแลสุขภาพที่ดีกว่าเดิม แต่การพัฒนาแบบที่ผ่านมาก็ได้ทำลายความเชื่อมั่นของผู้คนในเรื่องสุขภาพไปเกือบหมด ทำให้พึ่งพาตนเองไม่ได้ เป็นอะไรมาไม่ว่าหนักหรือเบาก็คิดถึงแต่หมอ คิดถึงแต่ยา         

     วันนี้เมืองไทยได้พัฒนาระบบสุขภาพที่ประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศยังต้องมาศึกษาดูงาน แต่กระนั้น การแพทย์ การสาธารณสุขกระแสหลักก็ยังเป็นหลักอยู่ต่อไป ยังเน้นการรักษา หมอยังเป็นเทวดา ยายังเป็นของวิเศษ หมอยังเป็นเจ้าของชีวิต เจ้าของสุขภาพของประชาชน         

     การมองชีวิตแบบแยกส่วนทำให้หมอจำนวนมากคิดว่าตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญและต้องเป็นผู้มีสิทธิ์มีส่วนมากที่สุดในการตัดสินเรื่องราวที่เกี่ยวกับสุขภาพของประชาชน ลดทอนชีวิตจากองคาพยพหรือระบบชีวิตที่ซับซ้อนหรือองค์รวมของกาย ใจ สังคม จิตวิญญาณลงมาเหลือเพียงเชื้อโรค ความเจ็บป่วยทางกายที่ต้องการยา ผ่าตัด ฉายแสง เคมีบำบัดและอื่นๆ          

     การลดทอนชีวิต (reductionism) การคิดแบบกลไกและแยกส่วนทำให้พูดกันคนละภาษา คนละตรรกะกับแพทย์ บุคลากรทางสาธารณสุข และคนในสาขาอาชีพต่างๆ รวมทั้งประชาชนคนธรรมดาที่มองชีวิตเป็นองค์กรวม เป็น ”ความสัมพันธ์” ที่แยกมิได้ระหว่างส่วนต่างๆ ซึ่งแพทย์ไม่ได้รู้ไปเสียทุกเรื่อง         

     คนที่เข้าใจแบบแรกจะอ้างตัวเป็นเจ้าของชีวิต เจ้าเของสุขภาพของประชาชน ขณะที่คนที่เข้าใจแบบหลังเขาคืนสุขภาพให้ประชาชน และเน้นการดูแลสุขภาพด้วยตนเองมากกว่าการพึ่งพาโรงพยาบาล