phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Saturday, 02 February 2013 05:54

ทุนนิยมกับการศึกษา อุดมคติกับความเป็นจริง

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 30 มกราคม 2556


สังคมทุนนิยมได้ครอบงำทุกภาคส่วนของชีวิต แม้แต่ในแวดวงศาสนา แวดวงการศึกษาที่ไม่น่าจะเกี่ยวกับการแข่งขัน กำไรสูงสุด แต่ที่สุดก็มีการขายบุญ ชำระบาปด้วยเงิน ซื้อตั๋วขึ้นสวรรค์ ขายใบปริญญา ขายชื่อโรงเรียน รับนักเรียนแบบจ่ายใต้โต๊ะ แต่เรียกสวยงามว่าบำรุงการศึกษา

     สังคมไทยแต่โบราณ เด็กผู้ชายไปบวชเรียน เรียนกันในวัด เมื่อมีการตั้งโรงเรียนขึ้นมาก็ยังอยู่ในวัด จนเมื่อสังคมเปลี่ยนไป รัฐจัดการการศึกษาเต็มตัว ดึงโรงเรียนออกจากวัด โรงเรียนก็กลายเป็นเครื่องมือของสังคม อยู่ใต้อำนาจรัฐ

      แต่เพราะรัฐไม่สามารถจัดการการศึกษาได้ทั่วถึง หรือจัดไม่ได้ตามอุดมคติ จึงมีสถาบันการศึกษาเอกชนขึ้นในทุกระดับและทุกรูปแบบ ดูเหมือนว่าอยากเสริมส่วนที่ขาด ส่วนที่รัฐทำไม่ได้ แต่ท้ายที่สุดก็รู้กันดีว่า สถานศึกษาทั้งหลายได้กลายเป็นธุรกิจการศึกษาไปเกือบหมด อยู่ใต้อำนาจทุน

      ถ้าเป็นโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาของคนคนหนึ่ง ครอบครัวหนึ่ง คนกลุ่มหนึ่ง ก็ยังพอเข้าใจ แต่สิ่งที่เกิดกับโรงเรียนและสถาบันการศึกษาที่เป็นของนักบวช ของสถาบันทางศาสนาที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือสังคม ไม่ใช่เพื่อการทำธุรกิจ ก็ยากจะเข้าใจ

      กรณีที่เกิดขึ้นกับโรงเรียนอัสสัมชัญ ที่เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วประเทศ ที่นักเรียน ครู ผู้ปกครองรวมทั้งบรรดาศิษย์เก่าร่วมกันประท้วง น่าจะมีเหตุผลที่ควรศึกษา เพราะโรงเรียนแห่งนี้ที่มีอายุถึง 127 ปี มีประเด็นให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องคลางแคลงสงสัยและรับไม่ได้

      ในทางกฏหมาย โรงเรียนอัสสัมชัญเป็นของมูลนิธิเซนต์คาเบรียล แต่วันนี้โรงเรียนแห่งนี้เป็นสมบัติสาธารณะไปแล้วก็ว่าได้ ได้สร้างรากฐานการศึกษาไทย ได้สร้างคน สร้างผู้นำสังคมไทยจำนวนมาก เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีถึง 4 คน (พระยามโนปกรนิติธาดา, นายควง อภัยวงศ์, ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช, ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์) ยังไม่ได้รวมโรงเรียนเซนต์คาเบรียลและโรงเรียนอื่นๆ ในเครือ

      เดิมที บาทหลวงคอลมเบต์ มิชชันนารีชาวฝรั่งเศส เจ้าอาวาสวัดอัสสัมชัญได้ก่อตั้งโรงเรียนขึ้นในปี 2420 สำหรับเด็กคาทอลิก ก่อนที่จะขยายรับเด็กทั่วไปไม่จำกัดศาสนา และเมื่อปี 2444 ได้โอนให้บราเดอร์ (หรือแฟร์หรือภราดา) คณะเซนต์คาเบรียลจากประเทศฝรั่งเศสให้มารับช่วงต่อ หนึ่งในบราเดอร์รุ่นแรกที่เข้ามาวางรากฐานให้อัสสัมชัญ คือ บราเดอร์ฮีแลร์ ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังรำลึกถึงท่าน ในฐานะ “บรมครู” คนหนึ่งของการศึกษาไทย และครูในอุดมคติของการศึกษา

 

     คณะเซนต์คาเบรียลเป็นคณะนักบวชที่ก่อตั้งโดยนักบุญหลุยส์ เดอ มองฟอร์ต เมื่อปี ค.ศ.1711 ที่ฝรั่งเศส โดยก่อตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กกำพร้า เด็กยากจน ต่อมาได้พัฒนาสมาชิกของคณะให้เป็น “บราเดอร์” (ซึ่งแตกต่างจากบาทหลวง ซึ่งเป็นนักบวชที่มีศักดิ์และสิทธิ์ทำพิธีกรรมต่างๆ ขณะที่บราเดอร์ไม่ใช่นักบวชแบบบาทหลวง แต่เป็น “ฆราวาส” ที่ปฏิญาณตนรับใช้สังคมตามระเบียบของคณะที่ได้รับการอนุมัติจาก “วาติกัน” และปฏิญาณตนถือ 3 ข้อ คือ ความยากจน ความบริสุทธิ์ และความนบนอบ)

      มีคณะนักบวชที่เป็นบาทหลวงและเป็นซิสเตอร์ (ที่เรียกเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า มาเซอร์ หรือมาแมร์ หรือเรียกภาษาไทยว่า ภคิณี) ที่ทำงานด้านการศึกษา มีโรงเรียนในสังกัดมากมาย เช่น คณะซาเลเซียน ซึ่งเป็นเจ้าของโรงเรียนดอนบอสโก เซนต์ดอมินิกและอื่นๆ นอกนั้น เป็นโรงเรียนของมิสซังคาทอลิกแต่ละแห่งทั่วประเทศ ซึ่งบริหารเอง หรือมอบหมายให้ซิสเตอร์คณะต่างๆ บริหารจัดการ

      โรงเรียนในเครือของคณะซิสเตอร์มีอยู่หลายแห่ง เช่น คณะเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร์ เจ้าของโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์และในเครือ ซิสเตอร์คณะอูร์ซูลิน เจ้าของโรงเรียนมาแตร์เดอีและในเครือ เป็นต้น

     ทุกคณะนักบวชที่ทำงานเกี่ยวกับการศึกษาล้วนมีประวัติความเป็นมาคล้ายกัน คือ ผู้ก่อตั้งคณะเมื่อหลายร้อยปีก่อน (ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการสถาปนาเป็นนักบุญ) ล้วนแต่ตั้งโรงเรียนเพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้า เด็กยากจน คนชายขอบ คนที่ถูกทอดทิ้งเป็นอันดับแรก ก่อนจะขยายไปสู่คนอื่นๆ

 

     สมาชิกของคณะผู้สืบทอดจิตวิญญาณของผู้ก่อตั้งก็ได้ทำงานตามเจตนารมณ์ของคณะ เมื่อขยายไปสู่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกก็ได้ทำหน้าที่ดังกล่าวเป็นอย่างดี มีชื่อเสียงว่า เป็นผู้ที่สร้างคน สร้างรากฐานให้กับสังคม ทำงานด้วยความเสียสละ

      โลกเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน คนเปลี่ยน นักบวชก็เปลี่ยน การศึกษาก็เพี้ยน กลายเป็นธุรกิจ กลายเป็นแหล่งอำนาจวาสนา แทนที่จะเป็นแหล่งสร้างคนให้ดีและเก่ง มีความรู้ มีคุณธรรม กลับเป็นเครื่องมือสร้างผลประโยชน์ทางโลก แทนที่จะทำเพื่อคนจนเป็นหลักก็กลับทำเพื่อคนรวย คนมีฐานะทางสังคม

      ความจริง เมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว โรงเรียนมาแตร์เดอีก็เคยคิดจะขายโรงเรียน แต่ไม่ใช่เพื่อจะไปสร้างอาณาจักรใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม แต่เพราะมาคิดว่า คณะซิสเตอร์น่าจะเลิกทำโรงเรียนเพื่อคนรวย คนมีฐานะในเมือง ไปทำงานช่วยคนจนในชุมชนตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมของผู้ก่อตั้งคณะจะดีกว่า

      แต่ที่สุดก็ขายไม่ได้ เพราะนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ศิษย์เก่าได้บอกว่า โรงเรียนแห่งนี้ก็เป็นของพวกเขา ของสังคมโดยรวมด้วย เป็นสมบัติสาธารณะเพราะมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนแห่งนี้) ถ้าจะขายก็ขอให้ทุกฝ่ายเห็นด้วยจึงควรขาย

      โรงเรียนอัสสัมชัญไม่น่าจะลืมอดีต รากเหง้า ฐานคิดและจิตวิญญาณของตนเอง ควรสืบทอดจิตวิญญาณของผู้ก่อตั้งคณะและบราเดอร์กลุ่มแรกๆ อย่างบราเดอร์ฮีแลร์และคนอื่นๆ ที่ศิษย์เก่าต่างก็มีความทรงจำที่ดี เพราะท่านเหล่านั้นได้ให้ทั้งชีวิตเพื่อลูกศิษย์และเพื่อสังคมจริงๆ