phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (532)

สยามรัฐรายวัน 19 กันยายน 2561

อันวาร์ อิบราฮิม ที่ได้เห็นได้ยินในคืนวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๑ ในไทยพีบีเอสที่สัมภาษณ์โดยคุณสุทธิชัย หยุ่น เป็นนักการเมืองที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

                ชีวิตของเขาเกี่ยวข้องกับการเมืองตั้งแต่ยังหนุ่ม เคยเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลังในรัฐบาลของนายกฯ มหาเธร์ โมฮัมหมัด ถูกจำคุก ๑๑ ปี ด้วยข้อหาที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง หลังจากที่พรรคร่วมของเขาชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เขาได้รับพระราชทานอภัยโทษจากกษัตริย์ของมาเลเซีย

                เขาเล่าว่า การอภัยโทษได้ลบล้างความผิดทั้งหมด ด้วยเหตุผลว่า “เขาบริสุทธิ์” ซึ่งเขาเองก็ยอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในการเมืองมาเลเซียเป็นอะไรที่ประหลาด การที่ ดร.มหาเธร์ที่กำจัดเขาทางการเมือง ทำให้เขาติดคุก กลับมาเป็นพันธมิตรและล้มรัฐบาลของนายนาจิบ ราซัค “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูทางวรในการเมือง” เป็นจริงไม่ว่าที่ไหน

                ฟังอันวาร์ อิบราฮิมคืนนั้นด้วยความรู้สึกหลายอย่าง อย่างหนึ่งเหมือนว่าเขาไม่ใช่นักการเมือง รู้สึกได้ว่าเขาเปิดเผย จริงใจ เล่าอะไรตรงไปตรงมาเหมือนกำลังสนทนากับเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งเขารู้ดีว่า สิ่งที่เขาพูดทั้งหมดแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างแน่นอน ทั้งมิตรและศัตรูจะรู้ความในใจของเขา

                อีกความรู้สึกหนึ่ง คือ ยินดีกับประเทศมาเลเซียที่มีนักการเมืองเช่นนี้ และกำลังอยู่ในยุคที่พูดกันในการสัมภาษณ์ว่า “รุ่งอรุณของมาเลเซีย” ที่มีการเตรียมการปฏิรูปในลักษณะ “ฟื้นฟูบูรณะ” ประเทศครั้งใหญ่ เพราะบอบช้ำจากปัญหาคอร์รัปชั่นและปัญหาต่างๆ มานาน ตามสัญญาสุภาพบุรุษ มหาเธร์จะเป็นนายกรัฐมนตรีเพียง ๒ ปี จากนั้นก็จะเป็นอันวาร์ อิบราฮิม ซึ่งเป็นผู้นำพรรคร่วมที่ชนะการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้

               ถ้าจะให้บอกว่า อันวาร์ อิบราฮิม เป็นคนอย่างไร ขอใช้คำภาษาอังกฤษก่อนว่า เป็นคนที่มี integrity และขอแปลง่ายๆ ว่า “เป็นคนดี” จริงอยู่ เขายังต้องพิสูจน์ตัวเองอีก โดยเฉพาะเมื่อจะได้ทำหน้าที่ผู้นำสูงสุดของประเทศในอีกปีเศษ ว่าเขาจะดีสม่ำเสมอ มีความกล้าหาญทางจริยธรรม เหมือนที่เขาได้แสดงให้เห็นมาตลอดหรือไม่ หรือเขาจะเป็นเหมือนนางอองซาน ซูจี ที่เคยได้รับการยกย่อง แต่กลับเป็นคนที่น่าผิดหวังทางการเมือง

                ในอาเซียน มีนักการเมืองที่เป็น “คนดี” ที่ผู้คนเคารพนับถือทั้งในอดีตปละปัจจุบัน อย่างโฮ จิ มินท์ อดีตประธานาธิบดีของเวียดนาม รามอน แมกไซไซ อดีตประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ รวมทั้งนักต่อสู้เพื่อปลดปล่อยฟิลิปปินส์อย่างเบนิโญ อากิโน และนางกอราซอน อากิโน ภรรยาของท่านที่ได้เป็นประธานาธิบดี หลัง “การปฏวัติพลังประชาชน” ที่ขับไล่เฟอร์ดินันด์ มาร์กอส ออกไป

                คนอย่างลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ที่เป็นคนเก่ง ก็อาจนับได้ว่าเป็นคนดี เป็นบิดาของประเทศเล็กๆ ที่ได้กลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาในอันดับต้นๆ ของโลกที่ไม่มีการคอร์รัปชั่น คนที่ทำให้เห็นว่า “หัวไม่กระดิกหางต้องไม่ส่าย” ด้วย ประเทศชาติจึงจะปลอดการโกงกิน

                สิ่งที่เห็นได้จากชีวิตของอันวาร์ อิบราฮิม คือ การต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมด้วยความกล้าหาญ แม้จะต้องติดคุกเพราะถูกกลั่นแกล้ง เขาน่าจะอยู่ในสายเดียวกับคนอย่างมหาตมะ คานธี คิม แดจุง หรือเนลสัน แมนเดลา แม้ว่าเขายังต้องพิสูจน์ตัวเองจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

                นักการเมืองดีที่จะก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำ ต้องเป็น “คนดี” (มีพร้อม : integrity) อย่างน้อย ๔ ใช่ ๔ ไม่ ที่สรุปจากคุณสมบัติที่พึงปรารถนาของนักการเมือง ผู้นำในอุดมคติดังกรณีตัวอย่างข้างต้น

      ๑. เคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน ของสื่อ เป็นนักประชาธิปไตยโดยไม่มีอะไรแอบแฝงที่ชอบทำการเมืองแบบศรีธนญชัย ไถไปเรื่อย ไม่บ้าอำนาจ (despotic) ไม่หลงตัวเอง (narcissistic) ไม่หวงอำนาจแต่กระจายอำนาจ

      ๒. เป็นนักยุทธศาสตร์ มีวิสัยทัศน์ ใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาและการพัฒนาบ้านเมือง มีเป้าหมายให้ประชาชนเป็นสุข ไม่ใช่เอาแต่จีดีพี ไม่เอาเงินนำหน้าแบบ “ประชานิยม” เพื่อความมั่งคั่งยั่งยืน แต่รากหญ้ายากจนถาวร

      ๓. ซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีความรับผิดชอบทั้งตนเองและหมู่คณะ ไม่เล่นพรรคเล่นพวก ไม่คอร์รัปชั่นทั้งทางนโยบายและทางปฏิบัติ ทั้งตัวเอง คนรอบข้าง หมู่คณะ องค์กรหน่วยงาน “ทั้งหัวถึงหางไม่กระดิก”

      ๔. อยู่ข้างประชาชน คนจน คนชายขอบ ผู้ยากไร้ ฟังเสียงของประชาชน เสียสละเพื่อส่วนรวม ไม่ใช่เห็นใจนายทุน แต่ไม่เห็นหัวชาวบ้าน ไม่เป็น demagogue หลอกชาวบ้านเชิงนโยบายเพื่อสร้างความชอบธรรมและความนิยม ปลุกระดมและใช้กลยุทธไม่ซื่อสัตย์ทางการเมือง

                กระนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะต้องมี “พระเอกขี่ม้าขาว” หรือผู้นำในอุดมคติเท่านั้นบ้านเมืองจึงจะไปรอด ผู้นำที่ดีและเก่ง คือ คนที่มองเห็นศักยภาพของคนดีคนเก่งทั่วแผ่นดิน และเชิญชวนคนเหล่านั้นมาร่วมมือ ผนึกพลังช่วยกันสร้างสรรค์สังคมให้เจริญพัฒนา หรือสร้างเงื่อนไขให้โอกาสพวกเขาได้แสดงศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หรือแวดวงใด

                สังคมพัฒนาเป็นสังคมที่มี “พลเมือง” มากกว่า “มวลชน” พลเมืองเป็นประชากรที่เป็นอิสระตื่นรู้สังคมประชาธิปไตยเกิดจากฐานพลเมือง ไม่ใช่ฐานมวชนที่มักบอดและเป็นเครื่องมือทางการเมือง นักการเมืองและผู้นำที่ดีดูได้จากนโยบายว่าส่งเสริมสังคมพลเมือง หรือสังคมมวลชน

นบรรดาสุดยอดนักเรียนรู้และนักสู้ชีวิตที่ผมรู้จัก หนึ่งในนั้น คือ คุณคณิสร ครูใหญ่โรงเรียนแก้หนี้แก้จนแห่งวังน้ำเขียว ทุกครั้งที่พบกันเป็นอันได้ข้อมูลความรู้มากมาย

เรียกว่าซอยสามัคคี ที่จริงเป็นถนนสายหลักสายหนึ่งของวังน้ำเขียว ที่นำไปสู่ผาเก็บตะวัน อุทยานแห่งชาติทับลาน เป็นถนนสายท่องเที่ยวสำคัญผ่านหมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ที่ถูกตั้งให้เป็นหมู่บ้านโอทอปการท่องเที่ยว โรงเรียนแก้หนี้แก้จน เครือข่ายมหาวิทยาลัยชีวิตแห่งแรกตั้งอยู่ที่นี่หลายปีแล้ว

ครูคณิสรบอกว่า นอกจากอากาศเย็นสบายตลอดปี มีภูมิประเทศสวยงาม ที่ผู้คนชอบไปพักเป็นโฮมสเตย์ บ้านสุขสมบูรณ์ยังมีผลผลิตจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ป็นนวัตกรรมอีกหลายตัว ซึ่งครูคณิสรเองเป็นผู้นำในกระบวนการพัฒนา

อย่างชาหม่อนที่ขายกันกิโลละ ๘,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ บาท ส่งออกไปต่างประเทศด้วย ทำจากหม่อนเลี้ยงไหมพันธุ์โคราช 60 ซึ่งมีรสหวาน ผสมกับใบหม่อนกินลูกซึ่งมีรสมัน ก็จะได้ชารสหวานมัน ที่เกิดจากกระบวนการหมักบ่มและใช้จุลินทรีย์น้ำมะพร้าวช่วย เห็นคุยว่า หอมตั้งแต่ยังไม่อบ รสชาติดีว่าชาอูหลง เวลาชงใบจะดำ น้ำจะเขียว ถ้าได้ยอดหม่อนยิ่งดี แต่ยอดจะมีน้อย ผลิตออกมาราคาก็แพงกว่า

ยังมีชาหยินหยางที่รสเผ็ด ทำจากผักสมุนไพรหลายตัวอย่างตะไคร้ ข่า กระเพราแดง ผสมใบหม่อน เหมาะสำหรับผู้สูงอายุเพราะช่วยปรับสมดุลในร่างกาย ช่วยชะลอวัยและอายุยืน มีคนแก่เป็นพาร์กินสันกินแล้วหายมือสั่น ถ้าผสมใบดาวอินคาเข้าไปด้วยจะช่วยลดเบาหวาน

ครูคณิสรเป็นผู้เชี่ยวชาญการเกษตร ทำมาหลายสิบปีโดยเน้นอินทรีย์ เขาใช้ผักสมุนไพรป้องกันศํตรูพืชได้ผลวันนี้มีเคล็ดลับใหม่ คือการนำเอาอะไรที่รสจัด เผ็ด เหม็น ร้อน และที่แมลงไม่กิน ราไม่เกิด เพลี้ยยังกลัว นำผักสมุนไพรเหล่านั้นมาตากแห้ง บดเป็นผง เวลาจะใช้ก็ผสมน้ำ ทำให้ขนส่งได้สะดวกเพราะไม่เป็นของเหลวที่พร้อมฉีดพ่นเหมือนเมื่อก่อน นำไปใส่ชมพู่ ฝรั่ง ไม่ต้องห่อ

ลองหาผักสมุนไพรที่แมลงไม่กิน เพลี้ยไม่มา ราไม่เกิดแถวๆ บ้าน นำมาทำเองก็ได้ อย่างผกากรองที่กลิ่นฉุน เครือตดหมา รวมไปถึงบอระเพ็ดและอื่นๆ ผสมรวมกันได้หมด เขาทดสอบมาหมดแล้ว ที่ว่าแน่ๆ อย่างสาบเสือก็ไม่แน่จริง เพราะตัวมันเองยังโดนเชื้อรา เอาตัวไม่รอด จะมาเป็นพระเอกช่วยชาวบ้านได้อย่างไร

ยังมีการแปรรูปผลผลิตจากสวนอย่างเลม่อน มะนาวลูกโต ที่ปลูกแล้วขายไม่ค่อยออก ครูคณิสรได้โอกาสนำไปสาธิตที่เซ็นทรัล ประกาศว่านี่คือมะนาวอินทรีย์ของแท้ หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ สี่เหลี่ยมลูกเต๋า ให้ชาวเมืองชิมจิ้มเกลือน้ำตาล รสชาติเปรี้ยวหวานมันเค็ม ติดอกติดใจขายไม่เหลือ กิโลละ ๕๐ บาท ถามหาต้นเอาไปปลูกจนขยายพันธุ์ไม่ทัน คนเราถ้าไม่โปรโมตบ้างก็คงไม่ถึงผู้บริโภค โฆษณาดีๆ มีเท่าไรก็ขายได้

วังน้ำเขียวมีหน่อไม้ป่าและปลูกเองมาก หน้าฝนราคาถูกจนไม่อยากเก็บไปขาย หน้าแล้งแพงมาก จึงมักปลูกไผ่กิมซุงกัน รดน้ำหลอกให้คิดว่าเป็นหน้าฝน มันก็จะออกหน่อให้ทั้งปี แต่กระนั้นก็สู้เอามาแปรรูปเป็นซุบหน่อไม้กึ่งสำเร็จรูปไม่ได้ แพ็คขายได้ทั้งปี ส่งออกได้อีกต่างหาก เพราะคนไทยไปทั่วโลก โดยเฉพาะคนอีสานที่อยากกินซุปหน่อไม้ มีเครื่องปรุงให้พร้อมสรรพ แกะห่อแช่น้ำอุ่นหน่อยก็ปรุงรสกินได้เลย

ครูคณิสรบอกว่า ข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่วังน้ำเขียวดีที่สุดอร่อยที่สุดในประเทศไทย เพราะดินฟ้าอากาศที่เย็นและเหมาะมาก เขาพูดถึงการแปรรูปที่พิสดารกว่าอาจารย์ชนะแห่งมหาวิทยาลัยชีวิตแพร่เสียอีก ต้องหุงให้สุก นำไปตากให้แห้งแล้วอบ ไม่มีเชื้อราเหลือ แล้วสกัดเอาผิวข้าวกล้องออกมาเป็นผง

วิธีแบบคณิสรนี่เอาผงข้าวกล้องงอกไปใส่แคปซุล ขายแคปซุลละ ๕ บาท คนที่กินข้าวกล้องไม่เป็นก็กินข้าวกล้อง ๒ แคปซุลสักก็ได้สารอาหารที่จำเป็น ข้าว ๑ กิโลจะได้ผงข้าวกล้องที่เป็นสารอาหารชั้นดีที่สุดของข้าวประมาณ ๔ ขีด ทำได้ ๑,๕๐๐ แคปซุล คูณด้วย ๕ บาท จะได้ ๗,๕๐๐ บาท

ทำนาได้ข้าว ๑ ตัน สีแล้วจะได้ข้าวกล้อง ๗๐๐ กิโล ขูดเอาส่วนผิวที่ดีที่สุดออกได้ ๓๐๐ กิโล คูณด้วย ๗,๕๐๐ บาท จะได้ ๒,๒๕๐,๐๐๐ บาท ถ้าทำนาระดับอุดมแบบอาจารย์ชนะ ทำนาในมุ้ง ๑ ปี ๑ ไร่ ได้ข้าว ๖ ตัน เอา ๖ ไปคูณ ๒,๒๕๐,๐๐๐ ได้ ๑๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท (ทำให้ได้สักครึ่งเดียวหรือหนึ่งในสี่ก็พอมั้ง !!)

แต่ที่ผมประทับใจมากที่สุดที่วังน้ำเขียว คือ หมูดำที่เป็นนวัตกรรมการผสมพันธุ์ของครูคณิศรและคณะ ยืนพื้นด้วยหมูป่า แต่ผสมอะไรกับอะไรก็ไปถามเอาหลังไมค์จะดีกว่า สรุปว่า ผมได้ไปทานมาแล้ว อร่อยมากๆ อร่อยกว่าหมูคูโรบูตะ (ภาษาญี่ปุ่น แปลว่า หมูดำ) ที่เขาโฆษณากัน เนื้อแน่น แม้ติดมันติดหนังไปย่างนี่สุดยอดจริงๆ ทำสเต็คก็ได้ อาหารไทยก็ดี ไม่ว่าจะผัดเผ็ด หรือเมนูใดๆ

แผนพัฒนาท่องเที่ยวเกษตรสร้างสุขกำลังจะมีรูปแบบชัดเจนที่บ้านสุขสมบูรณ์ รถบัส รถยนต์ทุกคันที่ไปผาเก็บตะวัน ไปเที่ยวฟาร์มเห็ดวังน้ำเขียวต้องผ่านหมู่บ้านสุขสมบูรณ์ แวะชิมอาหารและซื้อผลิตภัณฑ์ชาวบ้านได้ เริ่มจากเดือนตุลา ปลายฝนต้นหนาวนนี้

เสรี พพ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๑

สยามรัฐรายวัน 5 กันยายน 2561

คำว่า “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” มีมานานแล้ว เมื่อประมาณ 35 ปีก่อน ผมได้ใช้คำว่า “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” และไม่นานหลังจากนั้นได้ใช้คำว่า “ถอดรหัสภูมิปัญญา” ในข้อเขียนเวียนกันอ่านระหว่างคนทำงานพัฒนาชนบท และบางชิ้นตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ และจุลสารไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

            ต่อมาไม่นานคุณอาทร เตะธาดา สำนักพิมพ์เทียนวรรณได้รวมเล่มพิมพ์เป็นหนังสือที่ผมได้ตั้งชื่อว่า “คืนสู่รากเหง้า – ทางเลือกและทัศนะวิจารณ์ว่าด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน” (2529) โดยได้เพิ่มบทสัมภาษณ์ที่คุณคมสัน หุตะแพทย์ ได้สัมภาษณ์ผมในภาคผนวกชื่อว่า “เชิงอรรถว่าด้วยภูมิปัญญา”

            ขณะที่สอนที่ธรรมศาสตร์ ได้ออกไปทำงานพัฒนาชนบทด้วย ได้เรียนรู้วิถีชุมชน ทำอยู่ไม่กี่ปีก็ได้สรุปบทเรียนร่วมกับผู้นำองค์กรพัฒนาเอกชนในขณะนั้นว่า การที่เราทำงานช่วยชาวบ้านด้วยโครงการต่างๆ ล้มเหลวเป็นเพราะจริงๆ แล้ว เราไม่ได้เข้าใจชาวบ้าน ไม่ได้เข้าใจชุมชน จึงคิดแทนเขา ตัดสินใจแทนเขา ไปบอกให้เขาทำโน่นทำนี่ ซึ่งชาวบ้านก็ทำ เพราะมีงบประมาณให้

            จากนั้นจึงปรับวิธีคิดวิธีทำงานกับชาวบ้าน โดยหันไปศึกษาวัฒนธรรมชุมชน เพื่อจะได้เรียนรู้ว่า ทำไมชาวบ้านในอดีตจึงอยู่รอดมาได้ นั่นคือที่มาของการค้นพบ “ภูมิปัญญาชาวบ้าน”

            ผมได้รู้จักกับผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม เมื่อประมาณปี 2524 ตอนที่เขากำลังพบวิกฤติ เป็นหนี้และกำลังเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเอง หลายปีต่อมาเขาอธิบายให้ผู้คนฟังว่า “เมื่อเดินไปถึงทางตัน ผมก็หันหลังกลับ” ซึ่งก็คือ “การคืนสู่รากเหง้า” ซึ่งไม่ได้หมายถึงคืนสู่อดีต แต่ไปค้นหาคุณค่าของวิถีแห่งอดีตและนำมาฟื้นฟูให้อยู่รอดได้ในปัจจุบัน นั่นคือวิถีแห่งวนเกษตรที่เขาได้พัฒนาขึ้นมา

            เมื่อประมาณปี 2526 ได้ยินว่ามีหมอหนุ่มคนหนึ่งเอาหมอลำผีฟ้าไปรักษาคนไข้ในโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งที่โคราช ผมไปสัมภาษณ์คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และชวนหมอที่คิดอะไรไม่เหมือนใครคนนี้มาร่วมขบวนการทำงานพัฒนา “บนฐานภูมิปัญญาชาวบ้าน” ร่วมกันไปศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น ถอดรหัสและพัฒนา

            ที่ผมสนใจหมอลำผีฟ้าเพราะก่อนหน้านั้นได้ไปขอวิชาจากคุณหมอสงัน สุวรรณเลิศ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญา ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช ผู้วิจัยเรื่องผีปอบอย่างน่าสนใจ ทำให้ได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่า ชาวบ้านไม่ได้สนใจเอาหลักวิทยาศาสตร์มาอธิบายว่าผีมีจริงหรือไม่ พิสูจน์ได้หรือเปล่า เพราะวิธีวิทยาทางวิทยาศาสตร์กับวิถีชุมชนนั้นแตกต่างกัน คนละ “กระบวนทัศน์”

ชาวบ้านเชื่อเรื่องผี “เพราะผีมีความหมาย” สำหรับพวกเขา เมื่อมีความหมายก็มีจริง เช่นเดียวกับสิ่งที่เราเรียกว่า “ตำนาน” กับ “ประวัติศาสตร์” ซึ่งสำหรับชาวบ้าน ตำนานคือประวัติศาสตร์ โดยไม่ต้องไปหาหลักฐานวิชาการอะไรเลย (ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์เคยบอกว่า ประวัติศาสตร์คือสิ่งที่คนเชื่อว่าเกิดขึ้นจริง)

บทความเริ่อง “หมอน้อย : สัญลักษณ์การต่อต้านการครอบงำ” ในมติชนสุดสัปดาห์เมื่อปี 2528 ทำให้ผมได้รับเชิญไปร่วมอภิปรายที่หอประชุมโรงพยาบาลรามาร่วมกับคุณหมอสงัน สุวรรณเลิศ คุณหมอสันต์ หัตถีรัตน์ โดยทั้งสามคนมองปรากฎการณ์หมอน้อยในเชิงบวกและวิพากษ์ระบบสาธารณสุขไทย ขณะที่ผู้ได้รับเชิญที่เห็นต่างไม่ได้ไปร่วมอภิปราย

คุณหมอสงัน สุวรรณเลิศ คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และผู้หญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ทำให้ผมพบว่า เพื่อจะเข้าใจ “ชาวบ้าน” จำเป็นต้อง “ถอดรหัส” โดยไปยืนอยู่จุดเดียวกับพวกเขาเพื่อจะได้มองเห็นความหมายของโลกและชีวิต ไม่ใช่เอาวีธีคิดของเราไปวัด ไปตัดสิน ไปยัดเยียดให้พวกเขา

หลายปีต่อมา ผมได้รู้จักกับ ดร.สุนทร บุญญาธิการ ศาสตราจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชื่นชมในงานของท่านที่ไปศึกษาปริญญาโทและเอกที่อเมริกาและสอนที่นั่นเกือบ 20 ปี ก่อนจะกลับเมืองไทย ท่าน “ถอดรหัส” บ้านเรือนไทยให้ฝรั่งเข้าใจว่า ทำไมคนไทยจึงสร้างบ้านแบบนั้น โดยให้รายละเอียดถึงบริททางภูมิสังคม รวมไปถึงโลกทัศน์ชีวทัศน์ของคนไทย

ภูมิปัญญา คือ มรดกทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของสังคม แต่เราจะไม่เข้าใจคุณค่าที่แท้จริงถ้าหากไม่มีการถอดรหัส ซึ่งก็คือกระบวนการ “ตีความ” เพื่อเข้าถึงความหมายเชิงลึก ไม่หยุดอยู่แค่พื้นผิว สิ่งที่ปรากฎภายนอก ตีความแบบแยกส่วน ไม่เชื่อมโยงให้รอบด้านทุกมิติ

การถอดรหัสที่ถูกต้อง จะทำให้ความหมายและคุณค่าของภูมิปัญญาปรากฎ ไม่เช่นนั้นก็จะมีการสรุปแบบผิวเผิน รวบรัด และบิดเบื่อนคุณค่าและความหมาย นำไปสู่การใช้ประโยชน์ที่อาจทำให้สูญเสียคุณค่าและความหมายดั้งเดิมไป

อย่างการนำเอาภูมิปัญญามา “เด็ดยอด” แทนที่จะ “ต่อยอด” อาจทำให้ได้ผลทางเศรษฐกิจ ได้โอทอปหลายดาว แต่บางอย่างก็ปล่อยให้นายทุนไทยและต่างชาตินำไปผูกขาด ดังกรณีเหล้าพื้นบ้านไทย ที่นายทุนไทยและญี่ปุ่นนำไปใช้ประโยชน์โดยเรียนรู้จากภูมิปัญญาไทย หรือสูตรเด็ดเคล็ดลับอาหารไทยที่นายทุนใหญ่จัดประกวดแข่งขันให้รางวัล แล้วเอาไปผลิตแบบอุตสาหกรรมขายในร้านสะดวกซื้อ

การถอดรหัส เกิดจากการตั้งคำถามว่า “ทำไม” จึงเกิดปรากฎการณ์นั้น ทำไมคนจึงทำสิ่งนั้น ดังที่เห็นได้ในปัจจัย 4 ที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีที่มาที่ไปอย่างลึกซึ้ง สะท้อนโลกทัศน์ชีวทัศน์ที่มีตรรกะที่แตกต่างอย่างซับซ้อนจากคนวันนี้

แก่นของภูมิปัญญาอยู่ที่วิถีชุมชนคนรากหญ้า ภูมิปัญญามีค่ามากกว่ารายได้และเศรษฐกิจ แต่ต้องถอดรหัส จึงจะเข้าถึงและสืบทอดพลังอันยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ภายใน ส่งเสริมฐานรากนี้ให้แข็งแรงเท่านั้น ประเทศชาติจึงจะพัฒนาและมั่นคง

๔ กันยายน ๒๕๖๑

แต่โบราณมา ชาวบ้านจะทำข้าวเม่าจากข้าวที่ออกรวงยังไม่สุกดี จึงได้กินข้าวเม่ากันเฉพาะปลายฝนต้นหนาว จะเป็นข้าวเม่าที่หอมและอร่อยมาก ใส่น้ำตาล งา มะพร้าวขูด เป็นของหวานของว่างชั้นยอด

วันนี้เราเห็นข้าวเม่าขายกันทั้งปี ตามตลาด ในห้างและข้างถนน เพราะชาวบ้านก็มีพัฒนาการ มีการปรับประยุกต์ อย่างข้าวเม่าที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยมากและโด่งดังจากบ้านพุปลาไหล ตำบลสุขเกษม อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ที่ร้อยตรีศรีวุธ ครองสุข ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยชีวิตไปทำรายงานในวิชาภูมิปัญญา

ชาวบ้านที่นี่ทำกันเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน บางครอบครัวทำวันละกว่า ๒๐๐ กิโล ขายเองที่ตลาดเพียง ๕๐-๖๐ กิโล ที่เหลือมีพ่อค้าแม่ค้ามาซื้อไปคนละ ๔๐-๕๐ กิโล มีการจัดส่งไปตามอำเภอต่างๆ ฝากรถตู้ส่งไปให้ลูกหลานขายถึงในกรุงเทพฯ ข้าวเม่าแห้งกิโลละ ๑๒๐ ข้าวเม่าคลุก ๘๐ บาท

สาเหตุที่ข้าวเม่าพุปลาไหลอร่อยน่าจะมีหลายปัจจัย รวมไปถึงสูตรเด็ดเคล็ดลับที่ค้นพบพัฒนาขึ้นมาเอง นี่คือเอกลักษณ์ของภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น บางอย่างอาจบอกกันได้ บางอย่างบอกไม่ได้

แต่เดิมชาวบ้านพุปลาไหลทำข้าวเม่าจากข้าวในนาที่สุกปลายรวงเหลือง นำมานวดให้ได้แต่เม็ดข้าวเหลืองๆ นึ่งให้เกือบสุก นำมาคั่วในกะทะประมาณ ๕-๑๐ นาที นำไปตำในครกกระเดื่อง แล้วฝัดเอาแกลบเอารำออก จะเหลือเมล็ดข้าวเหนียวนุ่มแบนๆ นำไปทำข้าวเม่าคลุกต่อไป

ที่จริงการทำแบบโบราณก็มีเสน่ห์ เพียงแต่หาครกกระเดื่องยากมากแล้ว และผู้คนก็มักจะรู้สึกว่าโบราณและเหนื่อย ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการท่องเที่ยวชุมชน ลองไปพิจารณาดูนะครับ

วันนี้ชาวบ้านพุปลาไหลทำข้าวเม่าทั้งปีด้วยข้าวเหนียวที่ซื้อจากจากอำเภอบ้านเข้ากับหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ เพราะเป็นข้าวที่หอม ไม่แข็ง เก็บไว้ได้นาน นำมาล้างน้ำสะอาด แช่ไว้จนข้าวอิ่มน้ำ เอามาผึ่งตากลมให้แห้ง แล้วนำไปคั่วในกะทะประมาณ ๕-๑๐ นาที นำมาใส่กระสอบปุ๋ยอบไว้ ๒๐ นาที เพื่อให้ข้าวระอุสุกทั่วกัน นำไปสีในเครื่องสีข้าวเม่า แล้วเข้าเครื่องรีดทำให้เมล็ดข้าวแบน แล้วนำไปทำข้าวเม่าคลุกต่อไป

ถ้าส่งไปขายไกลๆ ชาวบ้านมักจะส่งเป็นข้าวเม่าแห้งเพราะจะเก็บไว้ได้นาน หรืออย่างมากก็ใส่น้ำเตยหอมพอให้นุ่มๆ และมีกลิ่นหอม ผสมน้ำตาลกับงา แล้วแพ็คส่งไปไกลๆ ก็ได้ ถ้าจะขายในตลาดหรือหน้าบ้านก็คลุกน้ำมะพร้าวจะยิ่งหวานมันพร้อมมะพร้าวขูดที่ไม่แก่เกินไป พอดีกรุบๆ จะอร่อยมาก (ผมเคยเอาไปฝากเพื่อน ปรากฎว่าเมียเพื่อนกินคนเดียวหมดทั้งกิโล น่าจะเรียกว่าข้าวเม่าลืมผัว)

อุปกรณ์ทำข้าวเม่ามีเครื่องสีข้าวเม่า เครื่องรีดข้าวเม่า (บางแห่งใช้เครื่องทุบข้าว) เครื่องขูดมะพร้าว เครื่องคั้นน้ำกะทิ กะทะและเตา ถ้ามีทุนน้อยก็รวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน รวมกันซื้ออุปกรณ์และวัตถุดิบ แยกกันทำ แยกกันขาย หรือถ้ามีคนสั่งจำนวนมากก็รวมกันขายได้

รายละเอียดเป็นอย่างไรควรไปขอความรู้จากชาวบ้านที่เขาทำมาก่อน เจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชนน่าจะส่งเสริมและช่วยได้ เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาลที่อยากให้ชาวบ้านทำวิสาหกิจชุมชน

เดี๋ยวนี้มีข้าวเม่าขายกันทางเน็ต ส่งถึงบ้านราคากิโลละ ๘๐-๙๐ บาท พร้อมรับประทาน ค่าส่งขึ้นอยู่กับระยะทาง ถ้าข้าวเม่าแห้งก็แพงกว่า ก็เป็นอีกทางหนึ่งให้ลูกหลานที่ไปทำงานกรุงเทพฯ มีรายได้เสริม หรือถ้าทำได้ดี ติดตลาด อาจกลายเป็นอาชีพหลักไปเลยก็ได้

อันนี้ต้องขยายการขายไปอีกหน่อย เอาข้าวเม่ากึ่งสำเร็จรูปมาขายก็ได้ มีหลายเจ้า หาได้ง่ายในอินเทอร์เน็ต รับมาขายต่อได้ เป็นของกินที่อยู่ได้หลายเดือน คุณค่าอาหารมีมากเหมือนข้าวเม่าดั้งเดิม อย่างเบต้าแคโรทีน วิตามินอี คลอโรฟีล อะมิโนกาบา สารต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง บำรุงสมอง บำรุงประสาท (แบบว่า กินแล้วไม่แก่ง่ายตายยาก – อยากแนะนำว่าอย่ากินข้าวเม่าทอดบ่อยนะครับเพราะน้ำมันที่ใช้ซ้ำมีสารก่อมะเร็ง)

ส่วนข้าวเม่าสำเร็จรูปเป็นของว่างและอาหารเช้าก็มีมากมายหลายรูปแบบ อย่างกลุ่มแม่บ้านที่ตำบลน้ำอ้อม อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยชีวิต มีศิษย์เก่าและปัจจุบันทำวิสาหกิจชุมชน สืบสานภูมิปัญญาการทำข้าวเม่าแต่โบราณ จนประยุกต์มาเป็นอีกหลายอย่าง

เช่น กระยาสารทข้าวเม่า ข้าวเม่าหมี่ ข้าวเม่าตุ ข้าวเม่าบ้าบิ่น คุกกี้ข้าวหอมมะลิ ข้าวเม่าอาหารเช้า ข้าวเม่าอาหารเช้าผสมธัญพืช ข้าวเม่าอาหารเช้าผสมผลไม้ และข้าวเม่าอาหารเข้าผสมธัญพืชและผสมผลไม้ ส่งไปขายทั่วประเทศ เป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่และคนต่างชาติ ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนี้มีสมาชิก ๑๐๐ กว่าคน ผลิตภัณฑ์ได้รับรองคุณภาพจากหลายหน่วยงาน รวมทั้งได้เป็นโอทอป ๕ ดาว

ผมได้ของฝากจากกลุ่มนี้มาบ่อยครั้ง อร่อยมากครับ จึงกล้าประชาสัมพันธ์ให้ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านน้ำอ้อม ตำบลน้ำอ้อม อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โทร. ๐๘๙-๘๙๘-๑๘๗๗

มีอีกหลายเจ้า อย่าง แบรนด์ “สุพิชชา” ที่ทำซีเรียลอาหารเช้าจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ วิสาหกิจชุมชนบ้านท่าทอง จังหวัดพิษณุโลก ที่อ้างว่าเพิ่มมูลค่าให้ข้าวถึง ๕๐-๖๐ เท่า ลองคูณดูว่า ข้าวกิโลละ ๖๐-๗๐ บาทได้เท่าไร

ทำข้าวเม่าให้ดี มีรายได้มั่นคงแน่ ที่บ้านพุปลาไหล หลายครอบครัวที่ช่วยกันทำงาน มีรายได้ต่อเดือนหักรายจ่ายแล้วกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้ครอบครัวก็อยู่รวมกันได้ ไม่ต้องแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง เพื่อไปหาเงินมาใช้หนี้อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ตามหมู่บ้าน

ผมชวนฝันหลายอย่างเกี่ยวกับข้าว เพราะข้าวคือชีวิต วันนี้โลกเปลี่ยน ถ้าพี่น้องชาวนาจะอยู่รอด คงทำนาให้ได้ข้าวไร่ละ ๓๐๐-๔๐๐ กิโลกแบบเดิมต่อไปไม่ได้แล้ว มรดกจากบรรพบุรุษไม่ได้มีแต่ “นา” เท่านั้น แต่มีภูมิปัญญาในการแปรรูปรูปข้าวที่เราต้องเอามา ”ต่อยอด” ด้วยความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ให้ตอบสนองความต้องการของคนยุคใหม่

วันนี้ผู้คนโหยหาธรรมชาติ อยากไปสัมผัสกับทุ่งนา ป่า เขา กินข้าวเม่า เหล้าพื้นบ้าน อาหารจากท้องนา สูตรคุณย่า แก่งป่าคุณยาย ปัจจัย ๔ ของดีๆ กำลังกลับมา คนที่ทำได้ดีที่สุด คือ พี่น้องชาวบ้านเราเอง อย่านิ่งดูดายให้นายทุนมา “ทำนาบนหลังเรา” นะครับ

เสรี พพ ๑ กันยายน ๒๕๖๑

Page 1 of 67