phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (567)

สยามรัฐรายวัน 20 มีนาคม 2562

ในยามที่นักการเมืองต่างก็ชวนฝันถึงสังคมไทยในอุดมคติ เสนอแนวทางแก้ปัญหาและพัฒนาบ้านเมือง หลายครั้งก็ให้คิดถึง ดอน กิโฆเต้ อัศวินแห่งลามันชา ผู้ที่เกิดมาได้ 400 ปีเศษ แต่ยังเป็นอมตะ และโลดแล่นอยู่ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติในหลากหลายรูปแบบจนถึงวันนี้

ดอน กิโฆเต้ (Don Quixote) เป็นนวนิยายเรื่องแรกของโลก รจนาโดยมิแกล เด แซร์บันเตส (Miguel de Cervantes) ชาวสเปน เขาเล่าเรื่องชายผู้หนึ่งที่คิดว่าตนเองเป็นอัศวิน เดินทางไปทั่วกับคนรับใช้เพื่อปกป้องความยุติธรรม ช่วยเหลือคนดี ลงโทษคนเลว เขามองเห็นโรงเตี๊ยมเป็นปราสาท เห็นสาวชาวนาเป็นเจ้าหญิง เห็นฝูงแกะเป็นกองทหาร เห็นกังหันลมเป็นยักษ์ปักหลั่นที่กดขี่ผู้คน

หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องการเดินทาง การผจญภัยในโลกกว้างของอัศวินผอมแห้ง ขี่ม้าผอมโซ พร้อมกับซันโจ ปันช่า ข้ารับใช้อ้วนเตี้ยผู้ซื่อสัตย์

ดอน กิโฆเต้ อาจดูเป็นคนบ้าในสายตาของผู้คนทั่วไป ในความเป็นจริง เขาคือคนที่มองโลกมองชีวิตอย่างที่มันควรจะเป็น เปิดเผยธรรมชาติที่แท้จริงเบื้องหลังสิ่งที่ปรากฎภายนอก เขาอยากบอกว่า ชีวิตจะสุขจะทุกข์ จะเป็นอย่างไร อยู่ที่ว่าเรามองชีวิตอย่างไรต่างหาก อยู่ที่ความฝันและจินตนาการที่เราใช้ในการมองภาพที่น่าเบื่อหน่าย ไร้สาระ มีข้อจำกัด ให้เป็นโลกที่บรรเจิด เฉิดไฉไล ไร้พรมแดน

ไม่มีพลังดังกล่าว เราจะมองเห็นชีวิตเหมือนโรงเตี๊ยมโกโรโกโส เห็นหญิงสาวชาวบ้านต่ำต้อยด้อยคุณค่า เห็นเทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นผู้มีบุญมาโปรดสัตว์ ยอมสยบต่อผู้กดขี่ เพียงเพราะเขาให้การอุปถัมภ์ค้ำชู

ในภาพแห่งฝันและจินตนาการเช่นนี้ เราไม่มีวันพ่ายแพ้ในโลกที่ดูเหมือนรุนแรงและโหดร้าย เพราะเราสร้างโลกใหม่ โลกแห่งจินตนาการที่ไม่มีวันดับสูญ

ได้มีการนำนวนิยายของเด แซร์บันเตส ไปทำเป็นหนังเป็นละครทั่วโลก ที่โด่งดังมาก คือ Man of La Mancha ละครร้องบรอดเวย์เมื่อปี 1965 ที่มีการนำมาดัดแปลงเป็นไทยในชื่อว่า “สู่ฝันอันยิ่งใหญ่” เป็นละครออกโรงที่ธรรมศาสตร์โดยมัทนี เกษกมลและรัศมี เผ่าเหลืองทองกับคณะ

เป็นการตีความของคนวันนี้ที่อ่านดอน กิโฆเต้ แล้วได้แรงบันดาลใจ ได้อะไรบางอย่างที่คนวานนี้กับวันนี้มีเหมือนกัน คือ “ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร ก็ไม่อาจขวางกั้นขอบเขตแห่งจินตนาการ แม้ในยามอับจนสิ้นไร้ ความฝันใฝ่ก็ปราศจากเขตแดน”

ตอนหนึ่งในละคร พูดถึงทหารและคนที่กำลังจะตาย “คนเหล่านี้มองชีวิตอย่างที่มันเป็น กระนั้นก็ตายอย่างสิ้นหวัง ไม่เคยรู้จักความรุ่งโรจน์ ไม่เคยเอ่ยคำอำลาอย่างกล้าหาญ...”

“มีแต่ดวงตาที่เต็มไปด้วยความสับสน เฝ้าสะอึกสะอื้นถามว่า “ทำไม” เขาคงไม่ได้ถามว่าทำไมเขาต้องตาย หากปรารถนาจะถามว่า ทำไมต้องมีชีวิตอยู่ด้วยเล่า ในเมื่อชีวิตคือความบ้า”

“ใครจะบอกได้ว่า ความวิกลจริตมันอยู่ตรงไหน บางทีการพยายามปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เป็นอยู่นี้แหละคือความบ้า การไขว่คว้าหาดวงแก้วในที่มีแต่สิ่งปฏิกูล การพยายามเหนี่ยวรั้งสติสัมปชัญญะไว้ในโลกแห่งเหตุผลนั่นแหละคือความวิกลจริต และสุดท้าย ความบ้าทั้งปวงคือการมองโลกอย่างที่มันเป็น แทนการมองโลกที่มันควรจะเป็น”

บุรุษแห่งลามันช่า สนทนากับอัลดอนซา บอกว่าต้องการจะเพิ่มความสง่างามแก่โลกบ้าง อัลดอนซาเย้ยหยันว่า “ไม่มีทาง สุดท้ายคุณนั่นแหลจะพ่ายแพ้อย่างยับเยิน” กิโฆเต้ตอบว่า “ชนะหรือแพ้ไม่สำคัญ ขอเพียงให้ดำเนินตามรอยฝัน”

เพลง The Impossible Dream อันโด่งดังของละครบรอดเวย์ มีการแปลเป็นไทยหลายเวอร์ชั่น ที่เห็นว่า น่าจะ “แปล-แปลง” ได้ดีที่สุด คือ ของท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เมื่อปี 2512 โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติย์ พระบรมราชินีนาถ ทรงให้เขียนขึ้นเพื่อส่งเสริมอุดมคติของคนในชาติ

ขอให้นำเนื้อเพลงภาษาอังกฤษมาเทียบคำแปลแต่ละประโยค จะเห็นความงดงามของภาษาไทยและ “ความเป็นไทย” ที่ซ่อนไว้อย่างกลมกลืน ไม่ได้แปลตาม “คำ” แต่ตาม “ความหมาย” จากฝรั่งเป็นไทยได้อย่างแนบเนียน ประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของสังคมไทยได้อย่างน่าชื่นชม

To dream the impossible dream  ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ To fight the unbeatable foe  ขอสู้ศึกทุกเมื่อไม่หวั่นไหว   To bear with unbearable sorrow  ขอทนทุกข์ รุกโรมโหมกายใจ To run where the brave dare not go  ขอฝ่าฟันผองภัยด้วยใจทะนง To right the unrightable wrong  จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด ....

เพลงนี้ยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธ์ เพราะเป็นบทเพลงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชนิพนธ์ทำนอง ที่ไพเราะและทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง

เราจะไม่ดูถูกความฝันของใคร แต่เราจะไม่หลงไหลไปกับร้อยเรื่องพันคำของวิมานลอยฟ้า และคาถามหานิยมของนักการเมือง ที่แต่งตัวเป็นอัศวินมากอบกู้บ้านเมือง แต่ขาดวิญญาณของ “กิโฆเต้”

ในแวดวงการเมืองและสื่อทั่วไป มีการใช้คำ “วาทกรรม” อย่างฟุ่มเฟือยและผิดความหมาย ถูกลดทอนทำให้กลายเป็นเพียงวาทศิลป์ การตีฝีปาก การแสดงโวหาร ไปจนถึงการเล่นลิ้นแบบศรีธนญชัย ตรรกะแบบฉลาดแกมโกง

เมื่อมีการบอกว่า คำ วลี หนึ่ง “เป็นเพียงวาทกรรม” แสดงว่า ผู้พูดสับสนความหมายของวาทกรรม ที่แปลมาจาภาษาฝรั่งว่า discourse

            ความหมายของ “วาทกรรม” ดั้งเดิมในแวดวงปรัชญาและมานุษยวิทยา สังคมวิทยาที่มาจากตะวันตกนั้นลึกกว่า ซับซ้อนกว่า วาทกรรมเป็นการแสดงออกถึงแนวคิด ตรรกะ และพลังอำนาจแบบหนึ่ง

อย่างคำว่า “โง่ จน เจ็บ” เป็นวาทกรรม เพราะแสดงถึงวิธีคิดแบบหนึ่ง วิธีมองของผู้มีอำนาจ แบบ top down ในการพัฒนา ที่นำมาซึ่งแผนการทำงานที่สะท้อนวิธีคิด ที่มองชาวบ้านต่ำกว่า โง่กว่า จนกว่า จึงไปยัดเยียดการพัฒนาให้ชาวบ้าน หลายอย่างเป็นความปรารถนาดีที่ประสงค์ร้าย

ชาวบ้านจึงไม่เคยพ้นจากความยากจน และนักการเมืองก็ได้แต่ “ตีฝีปาก” เสนอนโยบายแบบขายฝัน ที่พอไปเป็นรัฐบาลก็ไม่ได้ทำ สิ่งที่นักการเมืองพูดนั้นเป็น ”การแสดงโวหาร” หรือ “การอวดวาทศิลป์” หรือ “การตีฝีปาก” มากกว่า ไม่ใช่วาทกรรม

(เสรี พพ 15 มีนาคม 2562)

Wednesday, 13 March 2019 15:10

DNA ความรุนแรง

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 13 มีนาคม 2562

องค์การอนามัยโลกให้ข้อมูลว่า ความรุนแรงทางเพศต่อสตรีในไทยที่มีการแจ้งความร้องทุกข์ปีหนึ่ง 30,000 ราย โดยเป็นเด็กและเยาวชนอายุ 5-20 ปี ร้อยละ 60 ไม่ร้องทุกข์อีกเท่าไรไม่ทราบ   

                เวปไซต์ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ www.violence.in.th ให้ตัวเลขสถิติละเอียดมากมายและน่าตกใจ

                เช่น ความรุนแรงทางเพศที่มีการแจ้งความร้องทุกข์ ปี 2558 จากการให้ความช่วยเหลือเด็กและสตรีที่มาขอรับบริการที่ศูนย์พึ่งได้ โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขว่า ความรุนแรงต่อเด็กเป็นความรุนแรงทางเพศมากที่สุด คือร้อยละ 62.55 รองลงมาคือความรุนแรงทางกาย ร้อยละ 22.92

ในขณะที่ความรุนแรงต่อสตรี เป็นความรุนแรงทางกายมากที่สุด คือร้อยละ 67.18 รองลงมาคือทางเพศ ร้อยละ 22.56 ความรุนแรงต่อสตรีและเด็กส่วนใหญ่เกิดในยครอบครัว สามีภรรยา ลูก คนรัก ญาติ

ที่ปรากฎเป็นข่าว ยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาความรุนแรงในสังคมไทย ไม่ว่าอาชญากรรมรายวัน การตีกันของนักเรียนกลางถนน ไปจนถึงกรณีการบุกโรงเรียนทำร้ายครูนักเรียนที่กำลังสอบ ที่บางคนเรียกว่า “2562 อันธพาลครองเมือง”

ในวัฒนธรรมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ไม่ว่าประเทศไหน ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหากันทั้งนั้น เพราะความรุนแรงอยู่ใน DNA ของมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ชาย ถ้าไม่มีวิธีการควบคุมที่ดี ก็จะมีลักษณะเหมือนสัตว์ป่าม้าพยศที่แสดงออกด้วยสัญชาติญาณดิบ

อ้างปัญหาสาเหตุสารพัดอะไรก็ได้ ไม่ว่าแอลกอฮอล์ อารมณ์ทางเพศ ความเครียด ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาต่างๆ นานา แล้วทำไมคนที่มีปัญหาเช่นนั้นจึงไม่สร้างความรุนแรงกันทุกคน ทำไมคนส่วนใหญ่ที่มีปัญหาเดียวกันจึงสามารถควบคุมได้ ทั้งป้องกันและแก้ไข

โทษโครงสร้างก็ได้ เพราะสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง สถิติอาชญากรรมและความรุนแรงมากใน 20 อันดับแรกจึงเป็นประเทศยากจน ประเทศกำลังพัฒนา ยกเว้นสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรงในอันดับต้นๆ ของโลก โชคดีที่ไม่มีชื่อประเทศไทยใน 20 อันดับแรก

เขียนเรื่องความรุนแรง เพราะไม่เห็นนโยบายของพรรคไหนที่เกี่ยวโยงไปถึงแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรง การละเมิดทางเพศ ดูเหมือนว่าปัญหาของคนไทยมีแต่ปากท้องเท่านั้น จึงเห็นแต่นโยบายลดแลกแจกแถมกันทุกพรรค

วันนี้ขอเสนอให้ทำอะไรเล็กๆ ให้ลูกให้หลานก็แล้วกัน แนะนำไปอ่านหนังสือเล็กๆ 2 เล่ม ต้นส้มแสนรัก กับเจ้าชายน้อย ถึงเคยอ่านแล้วก็อ่านอีกได้ เพราะอ่านทุกครั้งจะได้อะไรใหม่ๆ เสมอ

ต้นส้มแสนรัก เป็นเรื่องของเซเซ่ เด็กน้อยในสลัมเมืองใหญ่ของบราซิล ตัวแทนของเด็กจำนวนมากที่เกิดในครอบครัวยากจน เขาถูกตี ถูกทำโทษเกือบทุกวัน ผิดเล็กผิดน้อยเป็นโดนหมด

เซเซ่มีความฝันเหมือนเด็กทั้งหลาย แต่ถูกทำลายโดยผู้ใหญ่ โดยคนในครอบครัว คนในสังคม เรื่องราวของเขาน่าสะเทือนใจมาก ในสายตาของผู้ใหญ่เ ขาเป็นเด็กดื้อ เด็กซน แต่จริงแล้ว เขามีความใฝ่ฝัน ความปรารถนาชีวิตที่ดีกว่า และพยายามไขว้คว้าทุกวิถีทาง แต่ล้วนเป็นทางที่แคบและตีบตัน จึงได้แต่ฝัน เพราะขาดโอกาส

ฉากสุดท้ายที่บีบน้ำตาผู้อ่านได้ทั่วโลก คือ เซเซ่กลับบ้าน พบว่า ต้นส้มที่อยู่หลังบ้านถูกตัดทิ้งไป เพราะทางการจะขยายถนน ต้นส้มเป็นเพื่อนแสนรักของเซเซ่ เป็น “คนเดียว” ที่เขาพอจะพูดระบายความในใจ ความทุกข์ และความฝันของเขาได้ สังคมได้ทำลายเพื่อนดีที่สุดคนเดียวของเขาไป

ต้นส้มแสนรักมาจากชีวิตของผู้เขียน โฆเซ เดอ วาสคอนเซลอส เอง เขาจึงเขียนได้อย่างถึงเลือดถึงเนื้อแบบถอดวิญญาณมาเขียน เป็นกระจกเงาที่เราอาจจะเห็นตัวเอง เห็นครอบครัวไทยและสังคมไทยในนั้น

เช่นเดียวกับ “เจ้าชายน้อย” ของอองตวน เดอ แซงเต็กซูเปรี ที่สะท้อนจินตนาการและความฝันของเด็กๆ และของผู้คนจำนวนมาก ที่อยากเห็นชีวิตด้วยสายตาของเด็ก เรียบง่ายและมีความหมาย “แก่นแท้ของชีวิตเราไม่เห็นด้วยตา แต่เห็นด้วยใจ”

เจ้าชายน้อยเดินทางผ่านดวงดาวมาหลายดวง พบคนมากมายหลายประเภท มาถึงโลกด้วยความตื่นเต้นว่าจะได้พบผู้คนเต็มถนนหนทาง แต่ผิดหวัง ได้เห็นคนเพียง 6-7 คนเท่านั้น จึงถามดอกไม้ว่า คนหายไปไหนหมด ดอกไม้ตอบว่า “คนไม่มีรากเหง้า ลมพัดมาแรงๆ หายไปในทะเลทรายหมดเลย”

กระแสงสังคมวันนี้โหดร้ายมาก ล้วนแต่ส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง สังคมทุนนิยม สังคมบ้าบริโภค ที่สอนว่า “โลภแหละดี” ให้อยากได้มาก อยากมีมาก ชนิด “เป็นหนี้ไม่ว่า ขอให้ได้หน้าเป็นพอ” หรือเป็นหนี้หลายแสนจัดงานบวชลูกไม่ว่า ขอไม่ให้เสียหน้าเป็นพอ อ้างว่า “ทั่วไปเขาทำกันอย่างนี้”

สังคมไทยจึงเต็มไปด้วยประเพณีที่แสดงออกภายนอก อวดร่ำอวดรวย สนุกสนานเฮฮา กินเหล้าเมายาอย่างไม่มีขอบเขต เลยเถิดไปละเมิดสิทธิ ละเมิดร่างกาย ทำร้ายคนอื่นอย่างไรก็ไม่สนใจ เพราะไม่ได้สติ ถูกล้างสมองด้วยค่านิยมผิดๆ ตัวอย่างเลวๆ ของสังคมรอบข้าง

สังคมไทยบ่มเพาะวัฒนธรรมที่มีพันธุกรรมความรุนแรง เป็นวัฒนธรรมที่เอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง เอาเงินเป็นเป้าหมาย แลกกับศักดิ์ศรี สิทธิ เสรีภาพ และศักยภาพของผู้คน ที่ถูกครอบงำให้คิดและทำตามกระแสหลักที่ “อำนาจกับทุน” สร้างและส่งเสริม กำกับและสนับสนุน

ไม่ถึงกับต้องเอาศาสนามาหาเสียงก็ได้ ถ้าเมืองไทยเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องสิทธิ เสรีภาพ มีกฎหมาย ระบบสังคมที่เป็นธรรม มีระบบการศึกษาที่ดี มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมอันดีงาม ไม่ต้องถึงมั่งคั่งยั่งยืนก็ได้ ขอให้ผู้คนอยู่เย็นเป็นสุข ในสังคมที่น่าจะมีคนดีๆ มากกว่า 6-7 คน

สยามรัฐรายวัน 6 มีนาคม 2562

การตั้งคำถามเป็นศิลปะแห่งการเรียนรู้ การเรียนรู้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่คำถามก็มีทั้งดีและเลว ถามประเทืองปัญญาก็ได้ปัญญา ถามหาเรื่องก็อาจได้เรื่อง

          อย่างรายการสดทางช่อง ๙ อสมท.เมื่อวันที่ ๒๘ ก.พ. ที่นำนักศึกษา ๑๐๐ คนที่จะเลือกตั้งเป็นครั้งแรกมาร่วมรายการ แล้วตั้งคำถาม เช่น เห็นด้วยหรือไม่ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจไม่ร่วมดีเบต เห็นด้วยหรือไม่ที่ให้ ส.ว. 250 คน โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เห็นด้วยหรือไม่ เรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จำเป็นสำหรับประเทศไทย (โดยที่ไม่ได้ถามเลยว่า มีกี่คนในห้องนั้นที่ได้อ่านและรู้ว่า ยุทธศาสตร์ที่ว่านั้นมีเนื้อหาสาระอะไรบ้าง)

รวมไปถึงเห็นด้วยหรือไม่ ว่าประเทศไทยจะมีการปกครองแบบประชาธิปไตยเต็มใบหรือครึ่งใบ ก็ได้ ถ้าทำให้ปากท้องประชาชนดีขึ้น พบว่า “เกือบร้อยคน” ในห้องส่งไม่เห็นด้วย 

จึงไม่แปลกที่มีปฏิกิริยาจากสังคม เพราะการทำรายการแบบนี้ก่อนการเลือกตั้งไม่กี่วันเป็นการถามนำที่มีอคติ ลำเอียง หรือถ้าจะให้แฟร์ ควรตั้งคำถามให้รอบด้านมากกว่านี้ เช่น เห็นด้วยหรือไม่ที่อดีตผู้นำประเทศถูกดำเนินคดีแล้วหนีไปต่างประเทศ เห็นด้วยหรือไม่ที่ทำโครงการจำนำข้าวให้ประเทศชาติเสียหายหลายแสนล้าน เห็นด้วยหรือไม่ที่นักการเมืองโกงได้ ขอให้พัฒนาประเทศก็พอ ฯลฯ

ถ้าทำโพลถามคนไทยไม่ว่าอายุเท่าไร อาชีพอะไร ทั่วประเทศว่า คุณเชื่อในศาสนาไหม เกือบทั้งร้อยจะเชื่อ แต่ถ้าถามว่าที่คุณบอกว่านับถือศาสนาพุทธ คุณถือศีล ๕ ได้กี่ข้อ คุณไปวัด ทำบุญ คุณทำสมาธิ สวดมนต์หรือไม่ แล้วลองมาประเมินใหม่ว่านับถือศาสนาจริงหรือ

ถามคนไทยสิว่า รักสันติหรือไม่ ทุกคนจะบอกรักสันติภาพ และชอบอ้างว่าประเทศนี้รักสันติ แต่บ้านเมืองนี้มีเหตุการณ์ที่น่าสลดหดหู่ที่ฆ่ากันตายมากมายอย่าง ๑๔ ตุลา ๖ ตุลา และที่ฆ่ากันตายเกือบทุกวันที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งฆ่ากันตายทั่วประเทศที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าวอีกเท่าไร

คำถามเลวอาจเป็นคำถามฉลาดก็ได้โง่ก็ได้ คำถามที่ฉลาดแต่โง่ก็มี คนถูกถามมักจะพยายามหาคำตอบที่มีในใจคนถาม เป็นคำถามที่โง่ เพราะไม่ได้ทำให้เกิดความรู้เกิดปัญญา ไม่ได้ทำให้คิดได้ คิดเป็น เพราะได้แต่พยายามตอบสิ่งที่คาดว่าอยู่ในใจผู้ถาม หรือมีในตำราหรือที่ไหนสักแห่ง

ปัญหาการศึกษาไทย คือ การสอนให้คนรู้แต่คำตอบ แต่ไม่สอนให้ตั้งคำถาม ผลจึงออกมาเป็นอย่างที่เห็นในบ้านเมือง คือ การคิดอะไรใหม่ คิดนวัตกรรมไม่ค่อยได้ เพราะไม่มีการเรียนรู้มีแต่เลียนแบบ เฮกันไปเฮกันมา เห็นเขาปลูกอ้อยก็อ้อย มันก็มัน ปาล์มก็ปาล์ม ทำธุรกิจก็ทำตามๆ กัน เจ๊ง เป็นหนี้

คำถามที่เลวมักจะถามให้คิดไปข้างหลัง ไม่ปลุกเร้าให้คิดไปข้างหน้า ให้เป็นแบบรุก (active) ไม่ใช่ แบบรับ (passive)

รายการทีวีที่สร้างสรรค์ปัญญาก็มีแต่น้อยมาก ที่นำคนมาตอบคำถามแบบที่ต้องคิดเอง เช่น ถ้าคุณได้เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย คุณจะทำอะไรกับการปกครอง ถ้าเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ คุณจะทำอย่างไรกับการศึกษาไทย ไม่แน่ อาจจะได้ความคิดดีๆ ที่นอกกรอบ ทวนกระแส และเป็นอะไรที่มีพลังเพื่อสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงก็ได้ ทำไมรายการแบบนี้ไม่มีให้เห็น หรือคิดว่าคนทั่วไปคิดไม่เป็น ได้แต่ยิ้มอย่างเดียว

บ้านเมืองนี้ต้องการคนทุกสาขาอาชีพมานำเสนอทางสื่อสาธารณะ ไม่ใช่ทางโซเชียลมีเดียอย่างเดียวที่ด่ากันไปด่ากันมา ไม่ได้ประเทืองปัญญาอะไรเลย ถ้าให้ตัวแทนของคนสาขาอาชีพต่างๆ มานำเสนออย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลต่อไปอาจได้อะไรดีๆ ไปคิดต่อทำต่อก็ได้

คนที่อยากทำสิ่งดีๆ ให้สังคมมีมาก แต่ก็ลองฟังเสียงของ เจ เค โรลิง นักเขียนที่รวยที่สุดในโลก ที่เคยจนมาก อยู่ได้ด้วยเงินสวัสดิการของรัฐ ไปเขียนหนังสือในร้านกาแฟ เธอบอกว่า

“ถ้าคุณเลือกที่จะใช้สถานภาพและอิทธิพลของพวกคุณในการเปล่งเสียงแทนคนที่ไม่มีเสียง ถ้าคุณเลือกที่จะไม่อยู่ข้างผู้มีอำนาจฝ่ายเดียว แต่อยู่ข้างผู้ไร้อำนาจด้วย ถ้าคุณทำอย่างนั้นได้ คนที่จะสรรเสริญการดำรงชีวิตของคุณจะไม่จำกัดอยู่เพียงครอบครัวของคุณ แต่รวมถึงคนนับพันและนับล้านที่คุณช่วยเปลี่ยนแปลงความจริงของพวกเขาให้ดีกว่าเดิม เราไม่ต้องใช้เวทมนตร์ในการเลี่ยนแปลงโลกใบนี้หรอก เรามีพลังที่จะทำอย่างนั้นอยู่ในตัวเราทุกคนแล้ว - เรามีพลังที่จะจินตนาการโลกที่ดีกว่าเดิม”

ไอนส์ไตน์บอกว่า “ถ้าผมมีเวลา ๑ ชั่วโมงเพื่อแก้ปัญหา และชีวิตของผมขึ้นอยู่กับคำตอบนั้น ผมจะใช้เวลา ๕๕ นาทีแรกเพื่อค้นหาคำถามที่เหมาะสม เพราะถ้าผมรู้คำถามที่เหมาะสม ผมจะสามารถแก้ปัญหาได้ภายใน ๕ นาที”

คล้ายกับที่อาบราฮัม ลินคอล์น บอกว่า “ให้เวลาผมตัดต้นไม้ ๘ ชั่วโมง ผมจะใช้เวลา ๗ ชั่วโมงเพื่อลับขวาน”

คนทำ “สื่อมวลชน” ควรเตรียมตัว ทำการบ้านให้ดี ไม่งั้นจะถูกโซเชียลมีเดียประเมินเอาว่า “เราไม่ได้กินหญ้ากินแกลบหรอกนะ” ที่คุณจัดรายการแบบนั้น เราคิดได้ คิดเป็น คุณควรคิดคำถามให้ดี ให้พลังสร้างสรรค์ ที่ไม่ตั้งธงและถามหาคำตอบที่คุณคิดไว้ในใจ

เพราะคุณตั้งธงได้ มีอคติได้ คนอื่นก็ทำแบบคุณได้ นั่นคือที่มาของความขัดแย้งไม่รู้จบ คำถามที่สร้างสรรค์มีพลังไม่ใช่แค่บวก แต่เป็นทวีคูณ เป็น synergy การผนึกกำลัง การสนธิกำลัง จะทำให้มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาบ้านเมืองได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะชอบหรือรังเกียจเพียงใด

Page 1 of 71