phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (573)

วันปาสกา วันชีวิตใหม่

วันปาสกา วันอีสเตอร์ วันรำลึกถึงการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า หลังจากสัปดาห์ศักดิสิทธิ์ ที่รำลึกถึงวาระสุดท้ายของพระองค์ที่ทรงถูกจับ ถูกทรมานและถูกตรึงกางเขน สิ้นพระชนม์

ผมคิดถึงประสบการณ์ที่ทำงานกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี คนเป็นเอดส์เมื่อกว่า 25 ปีก่อนที่ภาคเหนือ ได้ส่งเสริมการรวมตัวกันของผู้ติดเชื้อ สร้างเครือข่าย ให้พวกเขามีพลังเพื่อช่วยเหลือตนเอง และช่วยผู้อื่น ทั้งผู้ติดเชื้อและสังคมโดยรวม

ผมได้ขอให้พวกเขาเขียนเรื่องชีวิตตนเอง ผมปรับปรุงแล้วส่งไปตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ จากนั้นได้รวมเล่ม พิมพ์เผยแพร่เพื่อระดมทุนเข้ากองทุนยาเพื่อผู้ป่วยเอดส์ ได้เงินกว่า 500,000 บาท

หลังจากนั้น หนังสือ “บันทึกเพื่อนชีวิตใหม่” ได้รับการตีพิมพ์จากกระทวงศึกษาธิการและคุรุสภา เผยแพร่ไปทุกโรงเรียนทั่วประเทศ

บุคลากรในแวดวงสาธารณสุขบอกว่า หนังสือเล่มนี้ได้เปลี่ยนทัศนคติของผู้คนเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อ คนเป็นเอดส์ ฝรั่งทำงานในเมืองไทยบอกว่า ผมมีส่วนในการเปิดเผย “โฉมหน้ามนุษย์” ของเอดส์ (human face of aids)

หนังสือเล่มนี้ ผมเป็นบรรณาธิการและได้เขียนต่อจากบันทึกชีวิตของผู้ติดเชื้ออีกหลายบท ตีพิมพ์ในมติชนด้วย ผมสรุปตอนท้ายบทความหนึ่งว่า

 

“ความเจ็บป่วยเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์

            แต่มนุษย์สามารถเอาชนะทั้งความเจ็บป่วยและความตายได้

            เราจึงมีนิพพาน มีการกลับคืนชีพ มีความหลุดพ้น

            มีชีวิตใหม่ แล้วแต่ศาสนาไหนจะสอนอย่างไร

            เอดส์อาจจะฆ่าร่างกายของมนุษย์ได้ แต่ไม่อาจฆ่าตัว “มนุษย์” ได้

            ความตายของหลายคนได้หว่านเมล็ดแห่งชีวิตลงบนผืนดิน

            อย่างที่จำลอง, วิทยา, สุทัศน์, ไสว และอีกหลายคนได้กระทำ” (หน้า 79)

 

ผมได้ขอให้คุณหมอประเวศ วะสี เขียนคำนำให้ สุดท้ายกลายเป็น “บทนำ” เพราะมีเนื้อหาที่ได้เปิดเผยให้เห็นสัจจธรรม อันเป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์ชีวิตของผู้ติดเชื้อเลยทีเดียว ท่านเริ่มต้นว่า

“หนังสือที่อยู่ในมือของท่านเล่มนี้เ ถ้าอ่านอย่างเชื่อมโยงทั้งทางจิตใจ จิตวิญญาณ และปัญญาแล้วลองสร้างจินตนาการดังต่อไปนี้” แล้วท่านก็แนะนำเป็น 5 หัวข้อ คือ

“หนึ่ง ถ้าผู้ติดเชื้อที่เผชิญหน้ากับความตาย แล้วเกิดไม่กลัวตายขึ้นมา” ท่านบอกว่า “คนติดเชื้อเอดส์ที่เผชิญกับความตายซึ่งๆ หน้า จนหลุดพ้นจากความตาย ก็คือคนที่ “บรรลุธรรม” เกิดพลังชีวิต และพลังสร้างสรรค์ทางสังคม”

“สอง ถ้าครอบครัวของผู้ติดเชื้อสลัดปมด้อย ไม่กลัว ไม่ทุกข์ เผชิญกับทุกอย่างด้วยความองอาจเยี่ยงแม่หม้ายดอยสะเก็ด...เรียกว่าเขาบรรลุอิสระภาพ คือหลุดพ้นจากความบีบคั้น จากความรู้สึกของตนเอง และความรู้สึกของสังคมที่มีต่อเรา อิสระภาพคือภูมิคุ้มกันของเรา แม้ความรู้สึกไม่ดีของสังคมซึ่งเปรียบเสมือนเชื้อโรคก็ทำอะไรเขาไม่ได้”

“สาม ถ้าชุมชนเข้มแข็ง” ท่านอธิบายว่า “วิกฤติการณ์ในสังคมเกิดจากปรากฎการณ์ที่ความชั่ว organized หรือรวมตัวเป็นโครงสร้างที่มีพลังทำอันตราย แต่ควมดีไม่ organized หรือไม่รวมตัวกันเป็นโครงสร้างจึงไม่มีภูมิคุ้มกัน ระบบสังคมจึงเป็นระบบที่ขาดภูมิคุ้มกัน หรือสังคมนั่นแลที่เป็นโรคเอดส์ เปิดโอกาสให้เชื้อโรคทางสังคมต่างๆ ลุกลามจนเจ็บป่วยและวิกฤติ” แล้วท่านก็อธิบายว่าชุมชนเข้มแข็งเป็นอย่างไร

“สี่ ถ้าสังคมเข้าใจธรรมชาติแห่งการบำบัด” ท่านอธิบายเรื่องความสมดุลของชีวิต ปัญหาสุขภาพที่ลำพังแพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถเผชิญกับเรื่องนี้ได้ ที่สังคมต้องร่วมมือกันใช้หลากหลายวิถีทางวัฒนธรรมในการบำบัดโรคร้ายนี้ ทำให้ผู้คนเอื้ออาทรต่อกัน

“ห้า ถ้าสังคมทั้งหมดซึ่งรวมถึงรัฐบาลและสื่อมวลชนด้วยมีความเข้าใจที่ถูกต้อง (สัมมาทัศนะ) ท่านบอกว่า ทั้ง 5 ข้อ เป็นพลังแห่งความหลุดพ้นจากความไม่รู้หรืออวิชชาที่ครอบงำมนุษย์ “เป็นเบญจวิมุติทางสังคม”

ท่านเสนอในตอนท้ายว่า ยุทธศาสตร์ใหม่ในการต่อสู้เอดส์คือการทำให้สังคมทั้งสังคมมีภูมิคุ้มกัน ท่านสรุปว่า “การระบาดของโรคเอดส์เกิดขึ้นในช่วงที่มนุษย์มีวิกฤติการณ์จากความแตกสลายทางสังคม (Social Disintegration) ในการเผชิญกับวิกฤติการณ์โรคเอดส์ ปัญหาที่ไม่มีทางออกจะกระตุ้นให้มนุษย์เกิดปัญญาใหม่ นำความรัก ปัญญา และความเป็นประชาสังคม ขึ้นมาสร้างสรรค์สังคมขึ้นใหม่ อันเป็นการอภิวัฒน์ ”มนุษยชาติ (Humanity Revolution)

“หนังสือเล่มนี้.....ไม่ใช่หนังสือธรรมดา แต่มีความลึกซึ้งทางจิตวิญญาณที่ซ่อนอยู่เบื้องลึก ถ้าผู้อ่านได้สัมผัสสิ่งที่ลึกอยู่ในจิตวิญญาณ การสัมผัสนั้นจะเป็นประดุจทิพยสัมผัสที่มาปลดปล่อยผู้อ่าน ให้ธรรมชาติที่แท้แห่งความเป็นมนุษย์ หลุดออกจากมายาอวิชชาที่ครอบคลุมชีวิตและสังคม เกิดพลังชีวิตและพลังสร้างสรรค์ อันจะทำให้มนุษยชาติพบอิสรภาพและศานติสุข”

 

ผมขอบคุณพระที่ได้มีโอกาสทำงานกับผู้ติดเชื้อ คนเป็นเอดส์ ได้ประสบการณ์ ได้พบเห็น ได้สัมผัสกับชิวิตจริงของคนที่ “ตายแล้วเกิดใหม่” คนที่อาจไม่ได้เปลี่ยนโศกนาฎกรรมให้เป็นสุขนาฎกรรม แต่ได้มองเห็นคุณค่าจากที่เห็นว่าไร้ค่า เห็นควาหมายของชีวิตจากความไร้เหตุผล

มองเห็นแสงสว่างในความมืด แม้พียงเล็กน้อย แต่เพียงพอเพื่อนำไปสู่ทางออก หลุดพ้นจากทางตันและกับดักของชีวิต

พวกเขาได้เรียนรู้ ได้พบว่า แม้แต่ความทุกข์ ความเจ็บป่วยและเจ็บวดก็สามารถเปลี่ยนเป็นยาขมที่รักษาบาดแผลทางจิตวิญญาณได้ ประสบการณ์นี้ทางศาสนาคริสต์เรียกว่าเป็น “พระหรรษทาน” (Grace of God) สิ่งที่พระประทานให้เกิดสุข

ขอให้ศานติสุขจงมีแด่ทุกท่านในวันปาสกาครับ Happy Easter !

เสรี พงศ์พิศ วันปาสกา 21 เมษายน 2019

(อีกไม่นาน ผมจะนำหนังสือ “บันทึกเพื่อนชีวิตใหม่” เล่มนี้มาทำเป็น E-book ที่ใครๆ ก็อ่านได้ฟรีครับ)

สยามรัฐรายวัน 17 เมษายน 2562

ความหลากหลายทางภาษาเป็นความงดงาม ความร่ำรวย ถ้าเรียบเรียงให้สัมผัสสัมพันธ์กันได้ดีและมีความหมายก็กลายเป็นศิลปะ เป็นสุนทรียะ สะท้อนความละเอียดอ่อนของจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์

          ภาษามีคุณค่ามากกว่าเพียงการสื่อสาร มี “พลังอำนาจ” ที่สามารถกำหนดความสัมพันธ์และพฤติกรรมทางสังคมของผู้คนได้

จึงมีคนที่อยากลดทอนความหลากหลายของภาษาลง ด้วยเหตุผลทางสังคมการเมือง อ้างเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ อย่างคำสรรพนามต่างๆ ที่อยากให้เรียบง่ายไม่วุ่นวายยุ่งยาก แสดงออกถึงความเท่าเทียม ด้วยเห็นแบบอย่างที่ภาษาฝรั่งใช้กัน

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เผด็จทุกยุคสมัย ไม่ว่าบุคคลหรือลัทธิ ต่างก็พยายามกำหนดภาษา สรรพนาม เพื่อแสดงออกถึงอำนาจ ดูภาษาที่เกิดในยุคของฮิตเลอร์ มุสโสลินี หรือพรรคอมมิวนิสท์ รวมไปถึงของไทยในสมัยจอมพลป.พิบูลย์สงคราม ที่พยายามทำให้สรรพนามไทยเหลือเพียง “ข้าพเจ้า-ท่าน” เพื่อแสดงถึง “ความเจริญ”

จนมีหนังสือพิมพ์เขียนล้อเลียนว่า พ่อตีลูก ลูกถามว่า “ทำไมท่านจึงตีข้าพเจ้า” พ่อตอบว่า “ข้าพเจ้าตีท่าน เพราะท่านไม่ไปโรงเรียน” คล้ายกับวันนี้ที่มีนักการเมืองหน้าใหม่อยากให้คนในพรรคของตนเลิกใช้คำนำหน้าว่า พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา ให้มีเพียง คุณ ผม ดิฉัน ก็พอ เมื่อเรี่มที่พรรคได้ก็จะขยายไปสู่สังคม

การลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการปฏิเสธความหลากหลายของภาษา ก็คล้ายกับการถางสวนป่าหลังบ้านที่งดงามและเต็มไปด้วยพืชพันธุ์ที่ให้ปัจจัย ๔ ให้เหลือเพียงมันสำปะหลังกับยางพารา

ความเท่าเทียมคงไม่ได้อยู่ที่ภาษาสรรพนามที่ถูกลดทอนลงมาเท่านั้น แต่อยู่ที่กฎหมาย ระบบโครงสร้างและจิตสำนึกของผู้คนมากกว่า ประเทศสหราชอาณาจักรที่เป็นแม่แบบของประชาธิปไตย ไม่มีรัฐธรรมนูญ แต่มีกฎหมายที่ทำให้คนอยู่ร่วมกัน เคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นคน รวมทั้งยังมีระบบกษัตริย์ ยังมีภาษาราชาศัพท์

ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษายุโรปต่างก็มีคำสรรพนามที่ให้เกียรติ ยกย่องคนอื่นด้วยความสุภาพ ความเท่าเทียมอยู่ที่ตัวบทกฏหมายและการบังคับใช้กฎหมาย จิตสำนึกและวินัยของคนในชาติ ดังมาตราแรกของรัฐธรรมนูญเยอรมันที่บอกว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ย่อมละเมิดมิได้ รัฐมีหน้าที่เคารพและปกป้อง”

การที่นักการเมืองบางคนอยากลดความหลากหลายของสรรพนามลงมา อ้างว่าเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ให้เกิดความเท่าเทียม น่าจะมาจากโลกทัศน์ชีวทัศน์ธุรกิจ ที่มองโลกแบบแยกส่วนและลดทอน เหลือเพียงกลไก ที่ทำให้สังคมไทยกลายเป็นเพียงเวทีอำนาจและผลประโยชน์ พรรคการเมืองกลายเป็นเหมือนบริษัท

ความสัมพันธ์เชิงธุรกิจแบบทุนนิยมสามานย์ มีเรื่องกำไร ผลประโยชน์เป็นหลัก ไม่มีคำว่าเมตตา เอื้ออาทร ขอให้ได้กำไรเป็นพอ คุณจะเป็นจะตายก็ช่างปะไร จึงไม่อยากนับญาติกับใคร ไม่อยากให้ใครมานับญาติ มาเรียกพี่ ลุง ป้า น้า อา เอาแค่คุณ ผม ดิฉัน ก็พอ

วันนี้สังคมทั่วไปก็กลายเป็นบริษัท เป็นธุรกิจ เป็นความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์ คุณเป็นเพียง “ลูกค้า” เป็น “ผู้โดยสาร” ที่พนักงานเขาเรียก สูญเสียความงดงาม ความร่ำรวยของภาษาไป ที่สำคัญ ได้สูญสียคุณค่าที่ดีงามของสังคมไทย คือ ทุนทางสังคม อันหมายถึงความไว้วางใจกัน (trust) ความสัมพันธ์อันดีของผู้คนในสังคม ความเป็นพี่น้อง ที่สะท้อนออกมาทางภาษา ซึ่งเป็นหน้าต่างของวิญญาณ

การที่คนเรียกสรรพนามว่า พี่ ลุง ป้า น้า อา เป็นสัญลักษณ์ของความเคารพนับถือกัน ยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย เหมือนไม้ในป่าที่มีนานาพันธุ์ มีหลายระดับ ที่ต่างก็เกื้อกูลกันให้อยู่เป็นป่าที่ให้ชีวิตแก่พืชสัตว์และอื่นๆ ป่าไม้เศรษฐกิจเดี่ยวๆ ทั้งหลายไม่ได้เอื้อความหลากหลายแก่ชีวิตอะไรอื่นนอกจากตัวเอง

เมื่อผู้ใหญ่เรียกเด็กว่า “ลูก” คงไม่มีใครไปตู่เอาว่าเป็นลูกตัวเอง แต่แสดงถึงความเอ็นดูเด็ก เช่นเดียวกับคนหนุ่มคนสาวเรียกคนที่ไม่ใช่ญาติทางสายเลือด เป็นญาติทางวัฒนธรรมว่า พ่อ แม่ ลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นความเคารพนับถือ คือความร่ำรวยของภาษาไทยที่ภาษาฝรั่งไม่มี หรือมีน้อยกว่ามาก

สรรพนามที่หลากหลายสะท้อนความละเอียดอ่อนในความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้คน ที่ให้เกียรติกัน ยอมรับนับถือกัน เคารพผู้ใหญ่กว่า อาวุโสกว่า คือกาละเทศะทางวัฒนธรรมที่ดีงาม ไม่ใช่ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมซึ่งอยู่ที่พฤติกรรม อยู่ที่ท่าที อยู่ที่จิตใจของผู้คนต่างหาก ซึ่งไม่ว่าจะใช้สรรพนามหลากหลายหรือเพียงไม่กี่คำก็เหลื่อมล้ำได้ เอาเปรียบได้ กดขี่ข่มเหงได้

คำพูด สรรพนามก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่พฤติกรรมสำคัญกว่า ในสังคมก็เช่นเดียวกัน ระบบโครงสร้างที่เป็นธรรมสำคัญกว่า สรรพนามในภาษาฝรั่งเศสไม่ได้ช่วยให้ “เสื้อกั๊กเหลือง” หยุดประท้วงทุกเสาร์มาได้ห้าหกเดือน เพราะชาวบ้านฝรั่งเศสทนไม่ได้กับความเหลื่อมล้ำที่รัฐบาลมาครงซ้ำเติม

ของฝรั่งที่ดีๆ ก็มี กลับไปเอาเรื่องเลวๆ ของเขา อย่างประเพณีรับน้องแบบรุนแรงในสถาบันการศึกษาเพื่อให้ยอมสยบอยู่ในอำนาจ สร้างระบบอาวุโส สั่งสมเป็นฐานวัฒนธรรมความรุนแรงและความเหลื่อมล้ำ ทีแบบนี้ไม่สนใจไปล้มเลิก ยังไปยอมให้นักศึกษาเรียก “พ่อของฟ้า” แบบไม่เขินอายอีกต่างหาก

ในทุนนิยมสามานย์และการเมืองสามานย์ ผลประโยชน์และอำนาจไม่ปรานีใคร ทำลายได้แม้กระทั่งมรดกอันยิ่งใหญ่ที่สุดของสังคมไทย คือ ทุนทางสังคม ความเป็นพี่เป็นน้อง ความเอื้ออาทร การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ลดสังคมไทยลงไปให้เป็นเพียง “บริษัทไทยแลนด์จำกัด (มหาชน)”

สยามรัฐรายวัน 10 เมษายน 2562

น้ำมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์เพียงใด เห็นได้จากวัฒนธรรมวิถีของมนุษยชาติ ปรัชญาแนวคิดพื้นฐานของทุกเผ่าพันธุ์และอารยธรรมล้วนสัมพันธ์กับน้ำ

            น้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดปัจจัยหนึ่งทของชีวิต น้ำอยู่ในความเชื่อ ในประเพณีพิธีกรรมทางศาสนา ทางไสยศาสตร์ เชื่อมโยงสรรพสิ่งเข้าด้วยกัน เชื่อมมนุษย์กับธรรมชาติและกับเหนือธรรมชาติ

            น้ำในปรัชญาอินเดียและจีนเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการของจักรวาล น้ำในปรัชญากรีก ในความคิดของทาเลส คือ สิ่งทีเชื่อมโยงสรรพสิ่งเข้าด้วยกันให้เป็นหนึ่ง

ทาเลส ได้ชื่อว่าเป็นนักปรัชญาคนแรกของกรีกและอารยธรรมตะวันตก คือคนที่คิดนอกกรอบตำนานเทพปรณัม ที่อธิบายโลกและสรรพสิ่งว่าเกิดขึ้นดำเนินไปด้วยอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของทวยเทพ มีคนเรียกทาเลสว่าบิดาของ “วิทยาศาสตร์” คือ คิดด้วยเหตุผลและหลักฐานทางธรรมชาติ

หลังจากทาเลส นักปรัชญากรีกคนอื่นได้ขยายจากน้ำไปเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ ใกล้เคียงกับปรัชญาตะวันออก อินเดีย จีน และอื่นๆ แนวคิดกรีกกลายเป็นฐานคิดที่แตกหน่อเป็น “วัตถุนิยม” ด้วยแนวคิด “อะตอม” ของเดโมครีตุส ที่พัฒนาไปสู่วัตถุนิยมสูงสุดในลัทธิมาร์กซ์ รากฐานสังคมนิยมตอมมิวนิสท์

ก่อนที่จะมีนักปราชญ์อย่างเพลโตที่บอกว่า “จิต” หรือ “ความคิด” ต่างหากที่เป็นรากฐานของทุกสิ่ง ที่ทำให้ทุกอย่างสัมพันธ์เป็นหนึ่ง นั่นคือกำเนิด “จิตนิยม” ขั้วตรงกันข้ามกับ “วัตถุนิยม” สองขั้วแนวคิดที่ครอบงำและกำหนดความเป็นมาของโลกจนถึงทุกวันนี้

(วิเคราะห์เรื่องน้ำ นำไปสู่ความเข้าใจการแตกขั้วของสังคมที่ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่ก่อกำเนิดมาหลายพันปีแล้ว อาจเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ที่รูปสามเหลี่ยมเอาหัวลงของพรรคอนาคตใหม่ คือ สัญลักษณ์ของน้ำ ในศาสตร์ อัลเคมี (Alchemy) ที่เฟื่องฟูในยุคกลางของยุโรป นี่คือวิชาลูกครึ่งระหว่างวิทยาศาสตร์กับไสยศาสตร์ ว่าด้วยการเล่นแร่แปรธาตุ)

น้ำปรับตัว ยืดหยุ่น เปลี่ยนแปลงแปรสภาพได้ดีกว่าทุกปัจจัยในโลก น้ำจึงเป็นได้ทั้งปัจจัยตามธรรมชาติและเหนือธรรมชาติ เป็นของธรรมดา (profane) และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (sacred) ทั้งทางโลกและทางธรรม ในพิธีกรรมทางศาสนา น้ำชำระล้างบาป ล้างมลทินในชีวิตจิตใจของคนได้

ไม่ว่าจะเพียงไม่กี่หยดหรือมากมายอย่างคงคามหานทีอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ชำระทั้งภายนนอกภายใน การลงไปในแม่น้ำคงคา เป็นการเข้าสู่เอกภาพกับสิ่งสูงสุด เป็นหนึ่งกับ “Brahman” จิตวิญญาณแห่งจักรวาล พระพรหมผู้ทรงเป็น เหมือน “ลมหายใจ” ของสรรพสิ่ง

            การค้นหาสัญญาณชีวิตในดวงดาวต่างๆ จึงเล็งไปที่ “น้ำ” เป็นสำคัญ ถ้ามีน้ำก็แปลว่ามีอากาศ มีสิ่งมีชีวิตอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะอยู่บนพื้นผิว อยู่ใต้ดิน หรือในอวกาศที่เหมือนกับไม่มีอ็อกซิเจน ไม่มีแม้แต่ละอองน้ำความชื้น แต่มนุษย์ที่ฝันจะไปอยู่ต่างดาวก็คิดหาวิธีให้มีน้ำมีอากาศจนได้

            สงกรานต์ การเริ่มต้นปีใหม่ เริ่มชีวิตใหม่ไทยจึงมีน้ำเป็นปัจจัยสำคัญ มีการสรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ อันเป็นเครื่องหมายถึงการเชื่อมต่อขอพลังชีวิตจากท่าน เพื่อจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยมีน้ำเป็นปัจจัยเชื่อมต่อ เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตและความสัมพันธ์ การสืบสานและการสืบทอด

            นอกจากการรดน้ำที่มือ หลายแห่งลูกหลานยังรดเท้า ล้างเท้าบุพการี แล้วเอาน้ำล้างเท้านั้นมารดศรีษะตน เป็นการขอขมาพ่อแม่ตามธรรมเนียมโบราณ ล้างอาถรรพ์เสริมมงคลชีวิต

            ในยุคที่ผู้คนสัมพันธ์กันด้วยโซเชียลมีเดีย ส่งต่อภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหว ไม่ว่าสดหรือแห้ง พิธีกรรมเหล่านี้เริ่มกลับมา มีการเลียนแบบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ในสังคมที่คนต่างวัยไม่เข้าใจกัน สื่อสารกันไม่ติดเพราะกลายเป็นคนต่างยุคต่างสมัย ต่างความรู้สึกนึกคิด

            น้ำเชื่อมคนหลายวัย ผู้ใหญ่กับเด็ก คนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ไม่ถึงกับต้องไปล้างเท้าก็ได้ ให้รดน้ำดำหัวแบบธรรมดาแต่ด้วยความจริงใจ ก็จะทำให้พ่อแม่ ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุมีความสุข อย่างน้อยได้รับรู้ถึงความรักและห่วงใย ความกตัญญูรู้คุณของลูกหลาน สายสัมพันธ์ดีๆ ที่ยังคงอยู่

            สงกรานต์เป็น “วันเกิด” ของครอบครัว ของชุมชน ของสังคมไทย ที่ต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในปีใหม่พร้อมกันอย่างมีความสุข เป็นวันที่เราทุกคนคิดถึงกัน คิดถึงพ่อแม่ พี่น้อง ญาติมิตร คิดถึงคนอื่น เพราะถ้าไม่มีเขาก็ไม่มีเรา เราเป็นเราเพราะ “เขาทั้งหลาย” ได้ช่วยกันอุมชู เลี้ยงดู ช่วยเหลือ ให้โอกาส

            วันสงกรานต์ วันเกิดของส่วนรวม เราควรคิดถึงคนอื่น คิดถึงส่วนรวม เริ่มด้วยความคิดดีๆ ลดละเลิกความเกลียดชัง ความเคียดแค้น ความร้อนแรงเหมือนไฟสุมอก อย่าให้ระเบิดออกมาเป็นความรุนแรง

วันสงกรานต์ หาอ่านอะไรดีๆ ที่ให้แรงบันดาลใจ ให้พลังทางใจ อย่างฟังเนลสัน แมนเดลา บอกไว้ใน “หนทางไกลสู่เสรีภาพ” ว่า

            “คนไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความเกลียดชัง ถ้าเรียนรู้ที่จะเกลียดได้ก็เรียนรู้ที่จะรักได้ เพราะความรักเป็นอะไรที่อยู่ในธรรมชาติของมนุษย์มากกว่าความเกลียด ความดีของคนเป็นประกายไฟที่อาจจะหลบซ่อนได้ แต่ไม่มีวันดับ”

ทางอีศาน เมษายน ๒๕๖๒

อยากชวนดูหนัง ๓ เรื่อง “ทองปาน” “ประชาชนนอก” และ “ลูกอีสาน” ที่สัมพันธ์กันทั้งในเนื้อหาและภาษาภาพยนต์

            ทองปานเป็นภาพยนต์กึ่งสารคดีสร้างเมื่อปี ๒๕๑๘ เสร็จก่อน ๖ ตุลาฯ ๒๕๑๙ เพียงวันเดียว     ด้วยเนื้อหาที่เป็น “ปฏิปักษ์” ต่อการปกครองในระบอบเผด็จการ ไพจง ใหลสกุล ผู้กำกับคนหนึ่งจึงต้องเอาฟิล์มไปตัดต่อที่อังกฤษ เปิดตัวที่งานแสดงภาพยนต์ลอนดอน (London Film Festival) และได้รับรางวัลภาพยนต์ดีเด่นแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

                เป็นหนังความยาวเพียง ๖๐ นาที ที่ผู้นำขบวนการทางสังคม นักคิด นักเขียน อาจารย์ นักศึกษา ทั้งไทยและเทศร่วมกันสร้าง เพื่อสะท้อนความเป็นจริงอันเจ็บปวดของสังคมไทย ความขัดแย้งที่แปลก ความจริงที่ประหลาด (paradox) ของสิ่งที่เรียกว่า “การพัฒนา” ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงความทันสมัยที่ไม่พัฒนา (modernization without development) ที่สร้างผลกระทบ สร้างความทุกข์ให้ชาวบ้าน

            หนังนำเอาชีวิตจริงขององอาจ มณีวรรณ ชาวนากาฬสินธุ์ มาเป็นทองปาน โพนทอง สองสามีภรรยาที่ปากกัดตีนถีบเหมือนชาวนาทั่วไป เขาต้องดิ้นรนขึ้นเวทีชกมวยเพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว มารักษาภรรยา ภาษาหนังทำให้เห็น “การพัฒนา” เป็นหมัดเท้าเข่าศอกที่ระดมใส่เขาจนถูกน็อคในที่สุด

ภาพเวทีมวยสลับกับเวทีสัมมนาว่าด้วยการพัฒนาของนักวิชาการ นักการเมือง และผู้นำทางสังคม บอกว่า โครงการพัฒนาทั้งหลายที่ประดังเข้ามาเป็นเหมือนพายุหมัดที่ระดมใส่ชาวบ้านจนถูกหามลงจากเวทีชีวิต คือความล้มเหลวของการพัฒนา คือความพ่ายแพ้ของชาวไร่ชาวนาและประเทศชาติบ้านเมือง

การสัมมนาถกเถียงกันเรื่องเขื่อนผามอง ที่อเมริกาเสนอให้สร้างที่แม่น้ำโขงตอนล่าง แถวๆ เชียงคาน ทองปานและชาวบ้านบางคนก็ไปร่วม แต่แทบไม่ได้พูดอะไรเลย มีเสียงชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาว่า “ น้ำก็อยากได้ ดินก็อยากได้อยู่  แต่ปัญหาอื่นของชาวบ้าน เช่น ขโมยขโจร  ราคาข้าวตกต่ำ สัมประทานทางเดินรถถูกเอารัดเอาเปรียบ ขาดแคลนหมอ ถ้าสร้างเขื่อนมาแล้วจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้บ่”

            แต่ภาพของทองปานและภรรยาที่ไปอาศัยอยู่ใต้เขื่อนแสดงให้เห็นการขาดน้ำเพราะทางการกักเก็บในหน้าแล้ง และน้ำท่วมนาเมื่อมีการระบายน้ำลงมากลัวเขื่อนแตก พวกเขาทำกินอยู่ในความมืด ภายใต้สายไฟแรงสูงพาดผ่านหัว

ดูรายชื่อของคนที่เกี่ยวข้องกับหนังทองปานแล้วคงไม่แปลกใจที่เป็นหนังที่ไม่เหมือนหนังทั่วไปเลยจริงๆ : ไพจง ไหลสกุล สุรชัย จันทิมาธร ยุทธนา มุกดาสนิท รัศมี เผ่าเหลืองทอง คำสิงห์ ศรีนอก วิทยากร เชียงกูล เรืองยศ จันทคีรี เสน่ห์ จามริก สุลักษณ์ ศิวรักษ์ พัทยา สายหู Peter F.Bel เทพศิริ สุขโสภา ทรงยศ แววหงษ์ และชาวบ้านจากบัวใหญ่ รวมทั้งภารโรงที่ธรรมศาสตร์ที่เข้าฉากด้วย

ไม่กี่ปีให้หลัง ทองปานไปโด่งดังในหนัง “ลูกอีสาน” ของวิจิตร คุณาวุฒิ ที่สร้างจาก “ลูกอีสาน” นวนิยายรางวัลซีไรท์ ของคำพูน บุญทวี

ลูกอีสานเป็นหนังที่น่าดูมาก เล่าเรื่องด้วยภาพได้ไม่แพ้ด้วยภาษาของคำพูน บุญทวี ได้เห็นชีวิตของ “บักคูณ” ลูกชาย ซึ่งก็คือชีวิตของคำพูนเอง กับพ่อของเขาที่แสดงโดยองอาจ มณีวรรณ ที่เคยเป็นทองปาน นั่นเอง หนังได้รับรางวัลมากมาย ภาพยนต์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับ นักแสดงนำองอาจก็ได้รับด้วย

แต่ชีวิตจริงของนักแสดงสมัครเล่นอย่าง “ทองปาน” ก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น วันประกาศรางวัลเขาก็ไม่ได้ไปรับ เพราะไปขายแรงงานที่ประเทศลิเบีย ชิวิตจริงยิ่งกว่าหนังทองปานและลูกอีสานรวมกัน

เรื่องที่ ๓ ที่อยากแนะนำให้ดู คือ “ประชาชนนอก” ที่มานพ อุดมเดช กำกับการแสดง เอาเรื่องของ ๒ คนมาผสมผสานเป็นเนื้อหาการดิ้นรนต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคม

คนหนึ่งเป็นลูกชาวบ้านจากยโสธร เรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ แต่กลับไปอยู่หมู่บ้าน ชาวบ้านสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เพราะคนมีปริญญาเขาทำงานในออฟฟิศ หรือเป็นเจ้าคนนายคน ไม่กลับไปทำไร่ไถนา เป็นชีวิตจริงของคนชื่อสำเนียง ทานระ

อีกคนหนึ่งเป็นเป็นชีวิตจริงของจำรัส ม่วงยาม ผู้นำชาวนาที่ระยอง ที่เสี่ยงตายนำชาวนาต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม และที่สุดก็ถูกยิงตาย

สำเนียง ทานระ เป็นคนบ้านซ่งแย้ อำเภอเลิงนกทา (วันนี้ขึ้นกับอำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร) เป็นรุนพี่ของมานพ อุดมเดช ตอนไปเรียนที่สกลนคร เป็นคนบ้านเดียวกันกับ ดร.พีระพันธ์ พาลุสุข เพื่อนรุ่นเดียวกับผม

ฉากจริงๆ ที่เกี่ยวกับสำเนียงไปถ่ายทำที่บ้านซ่งแย้ มีชาวบ้านมาแสดงโดยไม่ต้องเตรียมอะไรมาก มานพบอกวว่า ยิ่งซ้อมยิ่งเตรียมยิ่งแสดงไม่ออก เลยให้ทำอย่างเป็นธรรมชาติดีกว่า

เป็นหนังกึ่งสารคดีคล้ายกับทองปาน สะท้อนภาพหลัง ๑๔ ตุลาและ ๖ ตุลาได้เป็นอย่างดีจนถูกแบนห้ามฉายในโรง แต่คนไทยส่วนหนึ่งก็ได้ดูที่มหาวิทยาลัยและงานสัมมนา

ผมหิ้ว “ประชาชนนอก” ไปฉายที่งานแสดงภาพยนต์เมื่อง Pesaro ประเทศอิตาลีเมื่อปี ๒๕๒๖ งานที่หนัง “เพื่อนแพง” ของคุณเชิด ทรงศรี ได้ฉายเป็นปฐมฤกษ์

ขณะที่ทองปานและประชาชนนอก เป็นหนังกึ่งสารคดีและเป็นหนัง “การเมือง” สะท้อนปัญหาความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้อย่างลุ่มลึกและเจ็บปวด ลูกอีสาน เสนออีกด้านหนึ่งของชีวิต ที่แม้จะลำบากเพียงใดก็สู้ทน ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด สีสันของวิถีชีวิตของคนอีสาน แม้จะทุกข์ยากลำบากเพียงใดก็ “อดเอา” สู้ไม่ถอย ด้วยความหวังให้ได้ชีวิตที่ดีกว่า

ลูกอีสานเล่าเรื่องสองพ่อลูก ตัวแทนของครอบครัวอีสานจำนวนมาก ที่สะท้อนความสุขในความทุกข์ น้ำตาในรอยยิ้ม อารมณ์ขันในยามลำบาก เหมือนน้ำเย็นดับกระหาย เสียงแคนที่เริ่มลีลาช้าๆ โหยหาความสุข และเร็วขึ้นจนเข้าจังหวะที่คนฟังนั่งไม่ติด ต้องลุกขึ้นมาเต้น

ชีวิตก็เป็นเช่นนี้ มีโศกนาฎกรรมและสุขนาฎกรรม ทุกวันมีข่าวสังคมที่เป็น “ดราม่า” ซึ่งแปลว่าการแสดงออกเหมือนว่าเกินจริงยิ่งกว่าละครหรือภาพยนต์ แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธ “ความเป็นจริง” ที่ซ่อนยอยู่เบื้องหลัง ที่หลายครั้งก็จริงเสียยิ่งกว่าละครและภาพยนต์

ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูสังคมไทยวันนี้กับเมื่อ ๔๐ ปีที่หนังทั้ง ๓ เรื่องออกมาไล่เลี่ยกัน ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรแตกต่างกันนัก มีความทันสมัย แต่ไม่ใช่ “ความพัฒนา” ในความหมายที่แท้จริง ชาวไร่ชาวนาก็ยังทุกข์ยากลำบาก อาจมากกว่เดิมด้วยซ้ำเพราะหนี้สิน ส่วนหนึ่งอพยพไปหางานทำในเมืองและต่างถิ่น

สังคมไทยเหมือนเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ อยู่ในวงจรอุบาทว์ของการเลือกตั้งกับรัฐประหาร การเมืองก็เหมือนกับละครน้ำเน่าที่นำมาทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ได้ยินได้ฟังนโยบายหาเสียงจนหูชา อมาตยา เซน บอกว่า “เมื่อความฝันสิ้นสุดลง คนก็เริ่มค้นหาความจริงกันใหม่”

ความจริงที่คนมีอำนาจอยากให้เห็น เป็นความจริงอีกแบบหนึ่ง ความจริงสำเร็จรูปที่เตรียมไว้แล้ว ที่ไม่ต้องตั้งคำถาม ไม่ต้องโต้แย้ง เพราะถ้าถาม ถ้าเถียง คุณก็กลายเป็นศัตรู ไม่รักชาติ ไม่ปรารถนาดี

เหมือนอย่างที่บิชอป เฮลเดอร์ คามารา ชาวบราซิลว่าไว้นานแล้วว่า “เมื่อข้าพเจ้าให้อาหารคนจนเขาก็เรียกข้าพเจ้าว่านักบุญ เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ทำไมเขาถึงจน คนก็เรียกข้าพเจ้าว่าคอมมิมนิสต์”

มีหนังดีๆ มากมายที่ดูแล้วได้ความรู้สึกนึกคิดดีๆ ได้แรงบันดาลใจ ควรเลือกให้ดี เพราะหนังดีดูแล้วฉลาดขึ้น หนังละครน้ำเน่าดูแล้วอาจโง่ลง กระตุ้นความรุนแรง ส่งเสริมสัญชาติญาณดิบ

ถ้า “กินอะไรก็จะเป็นอันนั้น” (You are what you eat) สำหรับการดูหนัง “ดูอะไรก็จะได้อันนั้น”

Page 1 of 72