phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (548)

สยามรัฐรายวัน 12 ธันวาคม 2561

รัฐบาลนี้มีข้อมูล “ความเหลื่อมล้ำ” ทั้งตัวเลขสถิติและข้อเท็จจริงจากการลงไปคลุกคลีกับ “รากหญ้า” ทั้งอาชีพ รายได้ การถือครองที่ดิน คนจนในชนบท คนจนเมือง อาจมีข้อโต้แย้งกับการประกาศให้เป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลก แต่ถึงอย่างไรก็ปฏิเสธความเป็นจริงที่ไม่เป็นธรรมอันล้ำลึกนี้ได้

คุณกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีพูดในที่ประชุมสัมมนาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2558 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า “เกษตรกรส่วนใหญ่ร้อยละ 72 ไม่มีความมั่นคงทางด้านที่ดินทำกิน 52 % เช่าที่ดินทำกิน อีก 20 % ที่ดินติดจำนองเสี่ยงที่จะหลุดมือ มีเกษตรกรเพียง 28 % ที่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ที่ดินหลุดมือส่งผลให้พื้นที่เกษตรลดลงอย่างต่อเนื่อง”

รัฐมนตรียังให้รายละเอียดของปัญหาการทำมาหากิน หนี้สิน ความยากจน การสูญเสียที่ดิน ขายที่ดิน ไปบุกรุกป่าเพื่อหาที่ทำกินใหม่ อพยพไปอยู่ในเมือง คือร้อยละ ๓๐ ของประชากรเมืองที่ไม่มีที่ดินของตนเอง บุกรุกที่ดินรัฐ คลอง รถไฟ ที่สาธารณะ เป็นปัญหาคนจนเมือง

         แต่ท่านรัฐมนตรีก็ไม่ได้ให้ข้อมูลว่า ใครถือครองที่ดินมากที่สุดและด้วยสาเหตุใดถึงทำได้ ไม่เพียงแต่ที่ดินบนบก แต่พื้นที่ในทะเลริมชายฝั่งหลายพันกิโลเมตรของไทยว่ามีใครไปยึดเป็นเจ้าของโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมายบ้าง ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา แต่เป็น “นายทุน” ไม่ว่าท้องถิ่นหรือระดับชาติ ไม่ว่าพ่อค้าหรือข้าราชการ

         อย่างชายฝั่งจังหวัดเพชรบุรี ไล่ตั้งแต่อำเภอบ้านแหลมลงไป คงเหลือแต่ชายทะเลที่ตำบลบางขุนไทรยาว ๙ กิโลเมตรตามชายฝั่งและกว้าง ๓ กิโลเมตรออกไปในทะเล หรือ ๒๗ ตารางกิโลเมตรเท่านั้นที่เหลือให้ชาวบ้านเอากระดานไถไปบนโคลน เอามืองมเก็บหอย เอามาขายมีรายได้วันละสองสามร้อยบาท ขณะที่พื้นที่ชายฝั่งอื่นๆ ถูกจับจองปักเสาปักหลักกั้นเขตเป็นของ “ส่วนบุคคล” ไปหมดแล้ว

         พื้นที่ ๒๗ ตร.ก.ม.ที่บางขุนไทรมีประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ยาวนานของชุมชนที่รวมตัวกันปกป้องสิทธิทำกิน บางครั้งต้องเอาเรือออกไปไล่ยิงกับเรือใหญ่ของนายทุนก็ต้องทำ เพราะพวกนั้นลักลอบเอาเรือใหญ่มาคราดหอยด้วยเครื่องมือที่ทำไม่กี่ครั้งชายฝั่งก็ไม่เหลืออะไรให้ชาวบ้านไปหากินได้

         กรณีแบบนี้ชาวบ้านต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว เพราะกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายล้วนอยู่ในมือของนายทุนและข้าราชขการที่รวมหัวกันเบียดบังเอาประโยชน์จากทรัพยากร ลิดรอนสิทธิทำกินของชาวบ้าน

         แนวทางการแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลเสนอก็ดูเหมือนจะดี แต่ “โรคเหลื่อมล้ำ” แก้ไม่ได้ด้วยยา ไม่ว่ายาแก้ปวดธรรมดา ยาแรงหรือมอร์ฟีน ถ้าจะแก้อย่างยั่งยืนและเด็ดขาดคงต้อง “ผ่าตัดเท่านั้น” ปัญหาอยู่ที่ว่าคณะหมอเหมือนไม่อยากให้คนไข้หาย เพราะหายเมื่อไรอาจลุกขึ้นมาลดทอนอำนาจของตนและภาคีทุน

         ปัญหาความเหลื่อมล้ำอาจมองได้เป็น ๓ ประเด็น คือ โอกาส การศึกษา และนโยบาย

๑.  โอกาสที่ไม่เท่าเทียมของประชาชนทำให้เกิดชนชั้น คนรวยมีโอกาสมากกว่าคนจน คนมือยาวจึงสาวได้สาวเอา สะสมทุน เทคโนโลยีและช่องทางกฎหมายรองรับ รัฐบาลเคยปรารถว่าจะแก้กฎหมายหลายพันฉบับที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ที่ไม่เปิดโอกาสให้คนจนได้พัฒนาตนเอง เพราะรู้ดีว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำมาจากโครงสร้างระบบสังคมที่บิดเบี้ยวไม่เป็นธรรม เอื้อคนรวยมากกว่าคนจน

          รัฐให้เบ็ดตกปลา สอนให้ตกปลา แต่รัฐและนายทุนเอาลวดหนามไปล้อมที่ตกปลา ชาวบ้านจะไปจับปลาที่ไหน ต้องรับจ้างหาเงินไปซื้อข้าวปลาอาหารที่นายทุนผลิต รอรับเงินสวัสดิการคนจนจากรัฐบาลที่ชอบอ้างบุญคุณ ทั้งๆ ที่เป็นสิทธิของประชาชนที่จะได้รับโอกาสมากกว่าการนั่งรอให้รัฐเอาเงินมาแจก

๒. การศึกษา คือความเหลื่อมล้ำสำคัญ คนจนมีโอกาสน้อยในทุกระดับการศึกษา เมื่อก่อนพ่อแม่ต้อง ขายวัวขายควายส่งลูกเรียน วันนี้ก็ยังต้องลงทุนสูงแม้มีทุนกู้ยืม จึงมีคนจนไม่กี่เปอร์เซนต์ที่มีโอกาสไปเรียนถึงระดับอุดมศึกษา คนส่วนใหญ่จึงต้องอาศัยแต่เพียงแรงกายในการทำมาหากิน ดิ้นรนปากกัดตีนถีบ แม้คนที่ไปเรียนแล้วยังเป็นหนี้ต่อเพราะหางานทำไม่ได้ ลูกคนจนไปเรียนมหาวิทยาลัยราชภัฎ ราชมงคล ธุรกิจบางแห่งยังประกาศไม่รับด้วยซ้ำ คนจนจึงเป็นประชาชนชั้นสองอย่างถาวร

๓.  นโยบายของรัฐ จนถึงวันนี้กฎหมายหลายพันฉบับที่รัฐบาลบอกเองว่าเป็นอุปสรรคต่อ        กการพัฒนา ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำก็ไม่ได้แก้ ได้แต่ออกกฎหมายใหม่มารองรับอำนาจรัฐมากกว่าคืนอำนาจให้ประชาชน ไม่แตะระบบโครงสร้างอันเป็นรากเหง้าที่แท้จริงของความเหลื่อมล้ำ

          ความเหลื่อมล้ำคือหลุมดำของสังคมไทย ที่เป็นสาเหตุสำคัญของความแตกแยก ความรุนแรง การนองเลือดอย่างที่ผ่านมา เพราะการผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจและสังคมที่คนจนคนรากหญ้าไม่อาจทนได้ ท้ายที่สุดก็จะลุกขึ้นมาทวงสิทธิด้วยวิธีการที่ไม่ธรรมดา วันนี้ดูตัวอย่าง “เสื้อกั๊กเหลือง” ที่ฝรั่งเศสไว้บ้างก็ดี

เมื่อไม่มีเจตจำนงทางการเมือง (political will) จึงยากที่จะแก้ปัญหา เพราะที่จริงแล้วนโยบายรัฐบาลอยู่บนฐานคิด “ทฤษฎีการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียม” (unequal development theory) ให้คนรวยรวยก่อน คนจนก็จะรวยตามไปด้วย

         คงเพราะคิดแบบนี้ตั้งแต่ ๒๕๐๔ ความเหลื่อมล้ำจึงถ่างออก จนได้เป็นแชมป์โลกแบบน่าเสียใจ

สยามรัฐรายวัน 5 ธันวาคม 2561

การที่รัฐบาล คสช.อยู่มาได้ ๔ ปีกว่า โดยไม่มีปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง (หรือมีก็ควบคุมได้) ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะคนไทย “รับได้” หรือ “ทนได้” กับการทำรัฐประหาร เพราะเห็นว่าบ้านเมืองไม่มีทางออก เกิดความแตกแยก ความรุนแรง ฆ่าแกงกันกลางบ้านกลางเมืองไม่รู้จบ ผู้คนยังเข็ดขยาดกับความวุ่นวายนั้น

            ทหารเข้ามายึดอำนาจได้พักหนึ่งก็ “คืนอำนาจอธิปไตย” ให้ประชาชน ให้มีการเลือกตั้ง โดยครั้งนี้นานหน่อย และไม่รับปากว่าจะไม่ปฏิวัติ เพราะรับปากกันมากี่ครั้งๆ ก็ยังทำรัฐประหารมาทุกครั้ง ฉีกรัฐธรรมนูญมาไม่รู้กี่ครั้ง ก็ดีที่ “ตรงไปตรงมา” ไม่ปากว่าตาขยิบ

            เป็น “วิภาษวิธี” ในวิถีไทย เป็นวงจร (อุบาทว์) ที่วนเวียนอยู่ระหว่าง ๒ ขั้วอำนาจ ประชาธิปไตยกับเผด็จการ ถ้ามองด้วยแนวคิดตะวันตกก็จะถือว่าเป็น “เรื่องตรงกันข้าม” หรือ “คนละเรื่อง” ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ในแนวคิดแบบตะวันออกและแบบไทย เป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” คือเป็นสองขั้วในความเป็นจริงเดียวซึ่งไม่ได้แยกจากกัน คือ “สังคมไทย” แล้วแต่ว่าเมื่อไรจะสวิงไปขั้วไหน

            คนตะวันตกจึงแปลกใจและรับไม่ได้กับความเป็นจริงแบบตะวันออกที่สองขั้วอยู่ในความเป็นจริงเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำรัฐประหารแบบไทยๆ สังคมนิยมคอมมิวนิสต์แบบจีนแบบเวียตนามหรือเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม (Socialist Market Economy)

            การที่สังคมไทยมีลักษณะ “ทวิลักษณ์” คือทั้งเผด็จการและประชาธิปไตย (“แบบไทยๆ”) คงเป็นเพราะสังคมไทยเป็นสังคมอำนาจ สังคมอุปถัมภ์ สังคมชนชั้น มีความแตกต่างสูงทั้งทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง มีความเหลื่อมล้ำ มีคนรวยคนจนที่เห็นได้ชัดเจน มีเจ้านายมีลูกน้อง จึงอยู่กันด้วยเส้นสายเครือข่ายอำนาจ ไม่ใช่สังคมนิติรัฐ นิติธรรม ที่ใช้กฎหมาย สังคมไทยใช้ “ความสัมพันธ์”

            สังคมเผ็ดจการกับประชาธิปไตยจึงเป็นเพียงสังคมที่มีการเลือกตั้งกับไม่มีการเลือกตั้ง อย่างอื่นก็เหมือนกัน คือ นักการเมืองก็ใช้อำนาจเหมือนทหาร แตกต่างกันที่รูปแบบเท่านั้น ถึงได้มีการแตกแยกรุนแรง แก่งแย่งอำนาจและตีกันฆ่ากันอย่างที่ผ่านมา

            สังคมอำนาจชอบใช้คำว่า “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ประหนึ่งว่าตนเองมีอำนาจ วางตัวเองเป็นศูนย์กลางอำนาจ เป็นคนคิด ตัดสินใจ กำหนด แล้วให้ประชาชนมามีส่วนร่วม ขณะที่สังคมประชาธิปไตย ประชาชนเป็นศูนย์กลาง อธิปไตยเป็น “ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน”

            คนที่ได้รับเลือกเข้าไปในสภาเป็นเพียง “ผู้แทน” ประชาชน ที่ต้องตอบสนองความต้องการและช่วยแก้ไขปัญหาของประชาชน คนที่ยึดอำนาจ “ด้วยปืน” ก็ไม่มีสิทธิถือว่าอำนาจเป็นของตน แต่เป็นของประชาชนที่ตนอาสาเข้ามาฟื้นฟูบูรณะบ้านเมือง

            ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้งหรือจากการทำรัฐประหารก็ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้แทนของประชาชนในการบริหารบ้านเมือง ตามนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน ไม่เช่นนั้นก็จะหลงตัวเอง (narcissistic) หลงอำนาจ (despotic) คิดว่าตนเองเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

            ประชาธิปไตย คือ กระบวนการ “คืนอำนาจให้ประชาชน” ซึ่งขยายความไปได้ในทุกภาคส่วนของชีวิตและการบริหารจัดการทางสังคม คือ “คืนสุขภาพให้ประชาชน” “คืนการศึกษาให้ประชาชน” “คืนการพัฒนาให้ประชาชน “คืนป่าให้ประชาชน” และที่เป็นหัวใจของทุกอย่าง คือ “คืนสิทธิเสรีภาพให้ประชาชน”

            เหล่านี้ คือ วรรคทองที่เป็น “วาทกรรม” (discourse) ที่ทำให้เกิดปัญญา หากใช้แบบไม่รู้ความหมายก็กลายเป็นวาทศิลป์หรือการตีฝีปาก (rhetoric) ที่บิดเบือนแบบศรีธนญชัย อ้างเหตุผลหากินกับความไม่รู้ ความยากจนของชาวบ้าน ครอบงำความคิดและการตัดสินใจของประชาชน

            ตราบใดที่สังคมไทยยังรวมศูนย์อำนาจไว้ในส่วนกลาง ไม่กระจายอำนาจ ไม่กระจายงบประมาณ ประชาธิปไตยก็จะไม่เกิด เหมือนปลูกไม้ในกระถางที่ไม่มีวันโต พรรคการเมือง นักการเมืองที่อ้างประชาธิปไตย พอได้อำนาจก็ไม่เคยคิดเรื่องกระจายอำนาจ ไม่เคยคิดจะ “ทุบกระถาง”

            หน่วยงานของรัฐ ในระบบราชการ ของประเทศอำนาจนิยมจึงคิดว่าตนเองมีอำนาจ ไม่ใช่ตนมีหน้าที่เข้ามารับใช้ประชาชน ข้าราชการจึงทำตัวเป็นเจ้าเป็นนาย หน่วยงานราชการจึงทำหน้าที่ “ควบคุม” และ “กำกับ” มากกว่าส่งเสริมสนับสนุน

            “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ในสังคมประชาธิปไตยหมายถึง “ประชาธิปไตยทางตรง” อย่างการทำประชามติ การตัดสินใจในประเด็นสำคัญๆ ที่ประชาชนไปลงคะแนนเสียงตัดสินใจเองโดยตรง

            สังคมโลกกำลังเปลี่ยนไปแบบพลิกฝ่ามือ (disruptive) สังคมไทยก็เช่นกัน ไม่ใช่แต่ทางด้านเทคโนโลยี แต่ในทุกๆ ด้าน การเมืองไทยอาจเป็นเหมือนโกดักที่คิดกล้องดิจิตอล แต่กลับล้มละลายเพราะปรับตัวไม่ทัน วันหนึ่ง ทั้ง “ประชานิยม” และ “ประชารัฐ” ก็ต้องไปเมื่อ “ประชาธิปไตย” ที่แท้จริงเติบโตและเข้มแข็ง

Wednesday, 28 November 2018 15:08

มวยไทย มวยเด็ก

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 28 พฤศจิกายน 2561

ผมไม่เคยชกมวย แต่เคยสอนนักศึกษาปริญญาเอกหลักสูตรมวยไทยที่มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึงในหัวข้อ “ภูมิปัญญามวยไทย” จึงมีลูกศิษย์ลูกหาที่เป็นครูมวย นักมวย ผู้จัดการ โปรโมเตอร์ คนที่เกี่ยวข้องกับวงการมวยหลายคน

            เมื่อประมาณ ๑๕ ปีก่อน ก่อนที่สถาบันราชภัฎจะเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฎ ผมเป็นกรรมการสภาสถาบันราชภัฎ และสภาวิชาการของสถาบันราชภัฎทั้งหมดซึ่งรวมกันมี ๑ สภาสถาบันฯ และ ๑ สภาวิชาการ ได้มีการนำเสนอขอเปิดหลักสูตรประกาศนิยบัตรบัณฑิตมวยไทยของสถาบันราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง

            คนที่นำเสนอ คือ ดร.ชาญชัย ยมดิษฐ์ อาจารย์วิชิต ชี้เชิญ และรศ.ดร.สุจิตรา สุคนธทรัพย์ ปริญญาเอกด้านพลศึกษา อาจารย์จากจุฬาฯ ผมประทับใจแนวคิดหรือปรัชญามวยไทยที่อาจารย์ทั้ง ๓ ท่านช่วยกันนำเสนอมาก และได้บอกในที่ประชุมว่า เสียดายที่สิ่งที่ได้พูดนั้นไม่อยู่ในเอกสาร มีเพียงแค่สั้นๆ เท่านั้น ซึ่งผมถือว่านั่นคือหัวใจของมวยไทย จึงขอให้นำเนื้อหาทั้งหมดที่พูดนั้นใส่ลงไปในเอกสาร ยาวเท่าไรก็ไม่เป็นปัญหา

            และยังได้เสนอด้วยว่า ไม่น่าจะเปิดเป็นประกาศนิยบัตรบัณฑิต (ที่อยู่ระหว่างปริญญาตรีกับปริญญาโท) น่าจะเสนอเปิดปริญญาโท รวมทั้งปริญญาตรีและปริญญาเอกในขั้นต่อไป

            จากนั้น ผมได้เขียนบทความเรื่องมวยไทยในหนังสือพิมพ์หลายครั้ง โดยพยายามชี้ให้เห็นถึงคุณค่าและความหมายของมรดกทางวัฒนธรรมอันสำคัญนี้ ซึ่งคนในวงการมวยหลายคนได้ขอบคุณผมที่ได้ช่วยส่งเสริมสนับสนุนมวยไทยด้วยข้อเขียนเหล่านั้น

เมื่อได้รับเชิญไปสอนนักศึกษาปริญญาเอกที่มรภ.หมู่บ้านจอมบึง ผมได้พยายาม “ถอดรหัส” ภูมิปัญญามวยไทยให้เห็นว่า ความหมายลึกๆ ของศาสตร์และศิลป์แขนงนี้คืออะไร

ผมได้นำสารคดีการฝึกมวยเด็กที่วัดเส้าหลินของจีนมาให้นักศึกษาชม และวิเคราะห์วิจารณ์ เพื่อกลับมาดูมวยไทยของเรา จำได้ว่า ลูกศิษย์ของผมหลายคนบอกว่า ไม่เคยคิดถึงเรื่องเหล่านี้มาก่อน เพราะอยู่ในวงการนี้ก็เน้นการฝึกฝน การแข่งขัน รวมไปถึงการพนันขันต่อ ซึ่งด้วยพัฒนาการสื่อและโลกาภิวัตน์ มวยไทยแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

ผศ.ดร.โพธิสวัสดิ์ แสงสว่าง หรือ “ครูโพธิ์” ปรมาจารย์มวยไทย ลูกศิษย์ของผมคนหนึ่งเดินทางไปหลายประเทศทั่วโลกเพื่อ “รับรอง” มาตรฐานมวยไทย เล่าเรื่องราวดีๆ ให้ฟังว่า ในหลายประเทศ คนระดับผู้นำทั้งนั้นที่เรียนมวยไทย ใครนุ่งกางเกงกีฬาปักคำว่ามวยไทยไปตลาด คนจะชื่นชมมาก

ผมได้พยายามชี้ให้เห็นว่า ถ้าคนทั่วโลกชื่นชมมวยไทยและต่างก็สนใจเรียนศิลปะป้องกันตัวนี้ แสดงให้เห็นไม่เพียงแต่พิษสงของศิลปะแม่ไม้มวยไทย แต่ต้องมีอะไรลึกๆ กว่าที่ปรากฎภายนอก ที่เรียกว่าจิตวิญญาณ อันนั้นต่างหากที่นักศึกษาระดับปริญญาเอกต้องค้นให้พบ และพัฒนาต่อยอดให้เป็นนวัตกรรม

อาจารย์ที่วัดเส้าหลินบอกในสารคดีชุดนั้นว่า มวยวัดเส้าหลินเป็นเครื่องมือพัฒนาคนให้เข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ พัฒนาทั้งสติ สมาธิและปัญญา พระจึง “เป็นมวย” สอนทั้งมวยและคุณธรรมให้เด็กๆ เพราะเห็นว่า การเรียนวิชามวยนั้นเป็นดาบสองคม อาจถูกนำไปใช้ในทางไม่ดีได้ถ้าหากไม่มีคุณธรรมกำกับ

ผมสอนนักศึกษาปริญญาเอกว่า ทำอย่างไรให้คนไทยเข้าถึงคุณค่าและความหมายของศิลปะมวยไทย ไม่เป็นเพียงความสนุกสนานหรือการพนัน ชดเชยความกดดันและสัญชาติญาณดิบของความรุนแรง แต่เป็นเครื่องมือสร้างคน สร้างเด็กเยาวชน สร้างชาติ

ผมชื่นชมอาจารย์ชาญชัย ยมดิษฐ์ อาจารย์วิชิต ชี้เชิญ และทุกท่านที่อุทิศตนเพื่อส่งเสริมสนับสนุนมวยไทย อาจารย์วิชิตเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อส่งเสริมโรงเรียนต่างๆ ให้นักเรียนได้ฝึกฝนศิลปะป้องกันตัว นำมาประยุกต์เพื่อการออกกำลังกาย การแสดง นาฎมวยไทย ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาเด็กให้มีวินัย มีน้ำใจนักกีฬา จิตอาสา ช่วยเหลือปกป้องคนที่อ่อนแอกว่า ไม่ใช่ไปรังแกคนอื่น

เรื่อง “มวยเด็ก” ที่ถกเถียงกันวันนี้กำลังกลบเรื่องคุณค่าศิลปะป้องกันตัวมวยไทยที่คนทุกเพศทุกวัยควรเข้าถึง ได้เรียนรู้ นำไปใช้ออกกำลังกายและป้องกันตัวได้ และกำลังไปได้ดีทั้งในบ้านเราและทั่วโลก

พรบ.มวย 2542 ที่จะแก้ไขนี้คงอยากให้กีฬามวยไทยเป็นอะไรที่ “ปลอดภัย” “มีพลังสร้างสรรค์” เพื่อส่งเสริมและปกป้องเด็ก เยาวชน ลูกหลานเรา ซึ่งยังไม่โตพอที่จะคิดและตัดสินใจได้เอง

ด้านหนึ่ง คนไทยทั่วไปและคนทั่วโลกคงรับยาก ที่เด็กอายุต่ำว่า ๑๕ ขึ้นเวทีต่อมวยเหมือนผู้ใหญ่ ขัดต่อหลักสากลว่าด้วยสิทธิเด็ก การใช้แรงงานเด็ก โดยเฉพาะผลกระทบทางร่างกายทางสมองของเด็กที่มีผลการวิจัยที่ชัดเจน แต่อีกด้านหนึ่ง มวยเด็กโยงก็ไปถึงปัญหาสังคม ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ

แต่จนอย่างไรก็ไม่ควร “ใช้เด็กเป็นเครื่องมือ” ในการแก้ปัญหาความยากจน เหมือนใช้เด็กไปขายบริการทางเพศ ไปขอทานและอื่นๆ ขนาดสัตว์ยังมีกฎหมายคุ้มครอง แล้วลูกหลานเราเองไม่คุ้มครองได้อย่างไร

            ถ้าเด็กต่ำกว่า ๑๒ ชกมวยไม่ได้ มวยไทยคงไม่สูญพันธุ์ ไปเรียนรู้ดูที่วัดเส้าหลินบ้างเถิดว่า วิทยายุทธของสำนักวัดแห่งนี้ตกทอดมาถึงปัจจุบันและแพร่หลายไปทั่วโลกเพราะอะไร วันนี้มวยไทยขึ้นแท่นเป็นศิลปะป้องกันตัวแนวหน้าของโลกไปแล้ว ประชาชนคนทั่วไปทั่วโลกเข้าถึงและนำไปใช้เพื่อสุขภาพ เพื่อการป้องกันตัว เพื่อฝึกสมาธิ พัฒนาความแข็งแกร่งทางร่างกายและจิตใจ

            แทนที่จะให้เด็กอายุต่ำว่า ๑๒ ขึ้นเวที รัฐควรส่งเสริมให้เด็กไทยทุกคนเรียนรู้ ฝึกฝนศิลปะมวยไทย จน “เป็นมวย” เป็นคนดี มีวินัย มีน้ำใจนักกีฬา จะแก้ปัญหานักเรียนนักเลงและปัญหาสารพัดของเด็กไทยวันนี้

สยามรัฐรายวัน 21 พฤศจิกายน 2561

เป็นเรื่องดีที่ภาคการเมืองเสนอเรื่อง “ประชาธิปไตยที่หมู่บ้าน” เพื่อเป็นรากฐานประชาธิปไตยทีมั่นคง ป้องกันวงจรอุบาทว์ของการทำ “รัฐประหาร” (ของทหาร และการ “การผูกขาดอำนาจ” ของรัฐบาลพลเรือน – ผู้เขียนเติมเอง) ที่มหาวิทยาลัยมหิดลเมื่อบ่ายวันที่ ๑๗ พฤศจิกายนที่ผ่านมา

            เป็นเรื่องดีถ้าเป็น “วาทกรรม” (discourse) ที่จุดประกายการถกเถียง เป็นวิภาษวิธีที่นำไปสู่ข้อสรุปใหม่และเกิดปัญญา แต่ถ้าพูดเพียงให้ดูดี ไม่มีความตั้งใจให้เกิดขึ้นจริง ก็อาจเป็นเพียงวาทศิลป์ (rhetoric) การตีฝีปากที่บิดเบือนเพื่อประโยชน์ทางการเมืองเฉพาะหน้า

            เพราะท่านมหาตมะ คานธี บิดาแห่งชาติของอินเดีย เคยพูดไว้นานแล้วว่า “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” ท่านให้ความหมายที่เป็นองค์รวม ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง โดยทำให้ดูเป็นตัวอย่างอีกด้วย นักการเมืองอินเดียบอกว่าเห็นด้วยกับท่าน แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้ทำอะไรจริงจัง ทำอะไรที่ได้คะแนนเท่านั้น

            ท่านจึงเล่าเรื่องจากมหาภารตะ ตอนที่อรชุนจะออกรบแล้วลังเล พระนารายณ์ในร่างพระกฤษณะสารถีรถม้าของอรชุน กล่าวกับอรชุนเป็นเวลายาวนาน เนื้อหานั้นก็คือ ภวควคีตา หนึ่งในคัมภีร์อันสูงสุดของฮินดู อรชุนจึงได้ออกรบ

            มหาตมะคานธีสอนนักการเมืองอินเดียว่า อย่าได้คิดเพียงว่าทำอะไรแล้วจะชนะหรือไม่ ได้ประโยชน์ได้กำไรหรือไม่ จึงค่อยลงมือทำ แต่ให้ทำเพราะเป็นหน้าที่ เพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม

            พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ ๙ ก็ทรงสอนเรื่องคล้ายกันใน “พระมหาชนก” เมื่อเรือสำเภาที่จะไปสุวรรณภูมิแตก คน ๗๐๐ คนได้แต่อ้อนวอนเทวดา ตายหมด ขณะที่พระมหาชนกเตรียมตัวแล้วลงมือว่ายในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ นางมณีเมขลาเทวดามาเห็นจึงถามว่า ไม่เห็นฝั่งทำไมยังว่ายอยู่ได้

            บทเรียนสำคัญของพระมหาชนก คือ “ความเพียรอันบริสุทธิ์ทำให้เกิดสิ่งอัศจรรย์” เทวดาได้อุ้มพระมหาชนกขึ้นฝั่งในที่สุด

            ความปรารถนาดีของฝ่ายการเมืองที่อยากเห็น “ประชาธิปไตย” จากฐานราก คือ จากหมู่บ้าน ชุมชน ไม่ว่าชนบทหรือเมือง เป็นหลักคิดที่ทุกคนเห็นด้วยกันทั้งนั้น อยู่ที่วิธีการจะทำอย่างไรให้เกิดได้จริง

            ที่ผ่านมา นักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ รัฐบาล คนมีอำนาจ มักคิดแทนชาวบ้าน แบบปรารถนาดีประสงค์ร้าย เพราะไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่าชาวบ้านมีปัญหาอะไร มีศักยภาพอะไร ต้องการอะไร มักจะอ้างว่าได้ไปคลุกคลีเข้าถึงประชาชน แต่ผลที่ออกมาทำไมไม่มีอะไรที่ไปช่วยให้ “ชาวบ้าน” หรือ “ชุมชน” เข้มแข็งจริง กลับถูกครอบงำ และทำตามที่คนมีอำนาจบอกให้ทำ สั่งให้ทำ เพราะมีทั้งพระเดชและพระคุณ

            ดูแต่การเสวนาที่มหิดลวันก่อนก็ไม่มี “ชาวบ้าน” จาก “หมู่บ้าน” มาร่วมนั่งให้ความคิดเห็นแม้แต่คนเดียว เต็มไปด้วยคนจาก “หมู่บ้านจัดสรร” ที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่อ้างว่าพูด “แทนชาวบ้าน”

            การทำความเข้าใจกับ “ประชาธิปไตยชุมชน” ไม่ควรเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ “ทฤษฎี” หรือหลักปรัชญาด้วยวิธีการ “นิรนัย” (deductive) แต่ควรเรี่มต้นจาก “ชุมชน” ด้วยวิธีการ “อุปนัย” ( inductive)

            แนวคิดก็คงมีอย่างเดียวอันเป็นหลักสากล คือ ประชาธิปไตยหมายถึงประชาชนปกครองตนเอง จากนั้นควรไปค้นหาข้อมูลตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันว่า ชาวบ้านในอดีตปกครองตนเองอย่างไร ก็จะพบหลักว่าด้วย “อนาธิปัตย์” (anarchism) หรือการปฏิเสธอำนาจรัฐ การหนีอำนาจรัฐ มาจนถึงการลอดรัฐและข้ามรัฐ

            ชาวคีรีวงที่มูลนิธิหมู่บ้านได้ไปร่วมกับชาวบ้านวิจัยตนเองเมื่อปี ๒๕๓๑ ค้นหารากเหง้าและวิวัฒนาการของชุมชนพบว่า พวกเขาเป็นไพร่หนีนายเข้าไปอยู่ในหุบเขาหลวง ไม่ไปรบที่ไทรบุรีตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ และเพิ่งออกมาสู่โลกภายนอกเมื่อปี ๒๕๐๕ เมื่อเกิดวาตภัยแหลมตะลุมพุก

            คีรีวงเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง และรอดพ้นจากภัยพิบัติธรรมชาติและการครอบงำของอำนาจทางสังคมเศรษฐกิจการเมืองได้ดีกว่าชุมชนอื่นๆ มาจนถึงทุกวันนี้

            เจมส์ ซี สก็อต ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเยล ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ชื่อว่า ศิลปะการไม่ถูกปกครอง (The Art of Non-being Governed) พูดถึง “ชาวเขา” กว่า 100 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า ทางใต้ของจีนและทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียว่า เป็น “คนไร้รัฐ” (non-state people) ที่อาศํยอยู่ใน “เขตเงา” (shadow zone) ด้วยความสมัครใจเพื่อหนีการปกครองและครอบงำของรัฐ

            นักการเมืองที่อยากส่งเสริมประชาธิปไตยในระดับฐานราก ควรศึกษาจิตวิญญาณของการต่อสู้ของชุมชนในอดีต ศึกษาภูมิปัญญาและศักยภาพของชุมชนในการปกครองตนเอง

แล้วดูตัวอย่างของคนอย่างคุณหมอสงวน นิตยรัมพงษ์และแพทย์ชนบททั้งหลายที่คลุกคลีอยู่กับชาวบ้านที่เจ็บป่วย จนพัฒนานโยบาย “๓๐ บาทรักษาทุกโรค” ให้รัฐบาลนำไปใช้ รวมทั้งผลการวิจัย การทำงานกับชุมชนขององค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน รวมทั้งองค์กรรัฐอย่างสำนักงานสุขภาพแห่งชาติ ที่ส่งเสริมเครือข่ายประชาชนและธรรมนูญสุขภาพ ธรรมนูญจังหวัด ตำบล ทั่วประเทศ

เหล่านี้ล้วนเป็นความพยายามของทุกฝ่ายในการส่งเสริมการดูแลตนเอง การปกครองตนเองของชุมชน ซึ่งมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำเช่นนั้น เพียงแต่รัฐและผู้มีอำนาจไม่ “บอนไซ” ทำให้ชุมชนเป็นไม้ในกระถาง แต่ต้องปฏิรูป คือ ทุบกระถางให้ไม้ลงดิน เติบโตพึ่งพาตนเอง “คืนอำนาจ” ให้ชุมชน

            แทนที่จะไปคิดแทนชาวบ้านว่า ประชาธิปไตยในชุมชนควรมีระบบโครงสร้างอย่างไร นักการเมืองควรแก้ไขกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ที่สร้างความเหลื่อมล้ำ จำกัดโอกาสคนจนและชุมชนให้เติบโต ส่งเสริมการเรียนรู้ของชุมชน การเรียนรู้ในแบบที่สร้างความเข้มแข็งได้จริง

กฎหมายที่ดีและการเรียนรู้ที่มีพลังสร้างความเข้มแข็งให้ฐานราก คือ เงื่อนไขไปสู่ประชาธิปไตย ทำเช่นนี้ก่อนเถิด แล้วชุมชนจะคิดระบบโครงสร้างประชาธิปไตยในชุมชนของพวกเขาเอง

Page 1 of 69