Black Ribbon

phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (465)

สยามรัฐรายวัน 16 าสิงหาคม 2560

เมื่อสองปีที่แล้ว พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทยไปร่วมประชุมใหญ่สหประชาชาติที่นิวยอร์ค และได้ร่วมลงนาม “สัญญาประชาคม” กับอีก 192 ประเทศว่า 15 ปีต่อไป (2015-2030) จะร่วมมือกันทำงานเพื่อสร้างสันติภาพให้กับโลกใบนี้ โดยมี 17 เป้าหมายใหญ่ 169 เป้าหมายย่อย ที่เรียกรวมๆ ว่า Sustainable Development Goals (SDGs) เป้าหมายการพัฒนายั่งยืน

                SDGs ไม่ใช่ปฏิญญาหรือข้อตกลงที่มีผลทางกฎหมาย แต่เป็น “ความตั้งใจร่วมกัน” (Resolution) จึงขอแปลว่า “สัญญาประชาคม” ซึ่งไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมาย เป็นคล้ายกับ recommendations ข้อเสนอแนะให้สมาชิกได้นำไปปฏิบัติร่วมกัน ถ้าไม่ปฏิบัติตามก็ไม่มีโทษ แต่ก็อาจมีผลต่อ “การลงโทษทางสังคม” (social sanction) อย่างใดอย่างหนึ่งได้ เช่น ถูกนำไปผนวกกับเรื่องการค้า เรื่องสิทธิมนุษยชน หรือผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างประเทศ

                ไม่ทราบว่าบ้านเรามีการนำเรื่องนี้ไปพิจารณาแบบบูรณาการในการวางแผนวางยุทธศาสตร์มากน้อยเพียงใด ที่แน่ๆ คือ ประชาชนทั่วไปแทบไม่รู้เรื่องนี้เลย กลายเป็นเรื่อง “พิธีกรรม” ที่ต้องไปลงนามในฐานะสมาชิกยูเอ็น ทั้งๆ ที่เรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศโดยตรง

                เป้าหมายใหญ่ 17 เป้า คือ ขจัดความยากจน, ขจัดความหิวโหย, สุขภาพดีและความเป็นอยู่ที่ดี, การศึกษาที่มีคุณภาพ, ความเท่าเทียมทางเพศ, น้ำสะอาดและสุขอนามัย, พลังงานสะอาดและทั่วถึง, การงานที่พอเหมาะพอควรและการเติบโตทางเศรษฐกิจ, อุตสาหกรรม นวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน, ลดความเหลื่อมล้ำ, เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน, การบริโภคและการผลิตที่รับผิดชอบ, ปฏิบัติการด้านอากาศ, ชีวิตใต้น้ำ, ชีวิตบนพื้นดิน, สันติภาพ ความยุติธรรมและสถาบันที่เข้มแข็ง, ผนึกภาคีสู่เป้าหมาย

                ที่อยากเสนอในวันนี้ไม่ใช่รายละเอียดเหล่านี้ รวมทั้ง 169 เป้าหมายย่อย (targets) ซึ่งหาอ่านได้ในฐานข้อมูลมือถือ (ห้องสมุดแห่งโลกยุคใหม่) แต่อยากพูดถึงกรอบใหญ่ที่น่าจะจดจำได้ง่ายกว่า เป็นกรอบทางความคิดหลักที่สำคัญมาก เพราะเป็นกรอบ “วิสัยทัศน์” อันเป็นที่มาของการเขียนเป้าหมาย

                มีกรอบคิดสำคัญ 3 ประการที่ “อุ้ม” หรือเป็นฐานรองรับเป้าหมายทั้งใหญ่และย่อยทั้งหลาย คือ Bottom Up, Human Dignity,  Sufficiency ซึ่งแปลว่า จากล่างขึ้นบน, ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์, ความพอเพียง ตีความว่า

       ๑.จากล่างขึ้นบน คือ วิธีการทำงานที่ฟังสียงของประชาชนมากกว่าคิดเองแล้วสั่งการลงไป ไม่ใช้อำนาจ แต่ใช้ความรู้ใช้ปัญญาซึ่งมาจากการปรับกระบวนทัศน์ของผู้มีอำนาจทางการเมือง ผู้กำหนดนโยบาย ที่กระจายอำนาจ ไม่ทำตัวเป็นศูนย์กลาง คืนอำนาจให้ประชาชน พื้นที่เป็นเป้าหมาย ชุมชนเป็นศูนย์กลาง

       ๒.ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คือ การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียมให้เกิดแก่คนทุกเพศ วัย สถานะภาพ โดยมีกลุ่มเป้าหมายสำคัญ คือ เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และคนด้อยโอกาส (อย่างคนจน คนชายขอบ ผู้อพยพ รวมไปถึงผู้ต้องโทษต้องขังที่ต้องได้รับการปฏิบัติดวยตระหนักในศักดิ์ศรีความเป็นคน)

       ๓.ความพอเพียง คือ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นปรัชญาที่สหประชาชาติให้การยอมรับและนำมาเป็นแนวทางเพื่อให้เป้าหมายในสัญญาประชาคมนี้สำเร็จ เพราะนี่คือกรอบเกณฑ์ทางศีลธรรมที่เป็นกลางและน่าจะได้รับการยอมรับจากสมาชิกไม่ว่าชาติ ศาสนา วัฒนธรรมใด

                คำหลักที่สังคมไทยคุ้นเคยและใช้กันทุกวันนี้มี 3 คำ ที่สะท้อน 3 กรอบใหญ่นี้ คือ ชุมชนเข้มแข็ง, ลดความเหลื่อมล้ำ, และเศรษฐกิจพอเพียง จะเรียกว่าเป็น “วาทกรรม” ก็ได้ เพราะเป็นอะไรที่นำมาใช้และถกเถียงถึงคุณค่า ความหมาย และวิธีปฏิบัติที่แต่ละฝ่ายอาจใช้ไม่เหมือนกัน เพราะมองต่างมุม แต่ต่างก็ใช้เพื่อให้ความชอบธรรมกับสิ่งที่ตนทำ

                กรอบใหญ่ทั้ง 3 คือ องค์ประกอบสำคัญของวิสัยทัศน์ของยูเอ็นที่ 193 ประเทศลงนามเห็นชอบร่วมกัน วิสัยทัศน์นี้คือบ่อกิดที่มาของ 17 เป้าหมายใหญ่ 169 เป้าหมายย่อย

                SDGs เป็นเครื่องมือเพื่อทำให้วิสัยทัศน์เป็นจริง เพราะวิสัยทัศน์ (vision) คือ ภาพนิมิต (vision) เป็นภาพฝันที่วาดไว้ คือ โลกในอุดมคติที่อยากให้เป็นจริง ปราชญ์เตือนว่า “วิสัยทัศน์ปราศจากการปฏิบัติ คือ ฝันกลางวัน การปฏิบัติที่ไม่มีวิสัยทัศน์ คือ ฝันร้าย (Vision without action is daydream, action without vision is nightmare.)

                เนลสัน แมนเดลา อดีตผู้นำแอฟริกาที่โลกยกย่องเสริมต่อไปว่า “ถ้ามีวิสัยทัศน์พร้อมการปฏิบัติก็จะเปลี่ยนโลกได้” (vision with action can change the world) 

สยามรัฐรายวัน 9 สิงหาคม 2560

เรียนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

                ผมเชื่อในความมุ่งมั่นในการปฏิรูปสังคมของท่าน และเชื่อว่าท่านรับฟังความคิดเห็นของประชาชน จึงเชื่อว่าท่านจะอ่านข้อเสนอของผมในจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ ที่ไม่กล้าอ้างว่าเป็นตัวแทนของประชาชน แต่เชื่อว่าคนจำนวนมากคงจะเห็นด้วย

                ผมขอเสนอแนวทางแก้ปัญหา ๒ อย่าง ซึ่งสัมพันธ์กันและน่าจะมีผลระยะสั้นและระยะยาว คือ ๑) ปัญหาหนี้สิน ๒) ปัญหาการศึกษา

      ปัญหาหนี้สินของประชาชน โดยเฉพาะคนจน ซึ่งเป็นหนี้ทั้งในและนอกระบบอย่างรุนแรง เหมือนกับอยู่ในวงจรอุบาทว์ที่หาทางออกไม่ได้ แม้ว่าปัจจุบันรัฐบาลจะมีกองทุนและแนวทางให้สถาบันการเงินเปิดโอกาสให้คนจนได้เข้าถึงทุนมากขึ้น ปัญหาน่าจะอยู่ที่ “รากฐาน” ที่อ่อนแอมากกว่า เหมือนบ้านที่ไม่มีเสาเข็ม เรือที่ไม่มีหางเสือ

                สิ่งที่ขาดน่าจะเป็น “ปัญญา” เพื่อนำพาให้หลุดพ้นจากปัญหาหนี้สิน ปัญญาที่ได้มาจากการเรียนรู้ที่เหมาะสม ซึ่งหน่วยงานที่ผมทำงานด้วยได้พัฒนาเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้นี้และได้พิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพ คือ การทำแผน 4 แผน คือ แผนชีวิต แผนอาชีพ แผนการเงิน และแผนสุขภาพ

                คนจำนวนมากอยู่อย่างไม่มีเป้าหมาย ไม่มีแบบไม่มีแผน ถ้ามีเวลาได้หยุดคิด ตั้งหลักได้ มีการวางแผนอย่างมีหลักการ มีพี่เลี้ยงคนแนะนำที่ดี จะค้นพบแนวทางแก้ปัญหาหนี้สินที่ดีมีประสิทธิภาพได้ และไม่กลับไปเป็นหนี้แบบเดิมอีก

                การเรียนรู้นี้ไม่ใช่อบรมสัมมนาฟังการบรรยาย แต่เป็นการมาลงมือเรียนรู้และปฏิบัติต่อเนื่องอย่างน้อย 3-6 เดือน สัปดาห์ละครั้ง ได้พบเพื่อน ได้ไปเรียนรู้ดูงานที่สร้างแรงบันดาลใจให้ปรับปรุงบและพัฒนาอาชีพ วางแผนการใช้เงิน ใช้หนี้ การออม วางแผนการกินการอยู่ดูแลสุขภาพตนเอง

                แผน ๔ แผน คือ เสาหลัก หรือขา ๔ ขาให้โต๊ะหรือเก้าอี้ตั้งได้อย่างมั่นคง การลงทุนให้เกิดการเรียนรู้นี้จะได้ผลจริงต้องมีการวางแผนการพัฒนาคน พัฒนาพี่เลี้ยงที่จัดกระบวนการเรียนรู้นี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่ทำอย่างฉาบฉวยเพราะนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีสั่งการ อันนี้ต้องพิจารณาอีกทีถ้าท่านเห็นด้วย

                ประการที่ ๒ เรื่องการศึกษา ประเทศฟิลิปปินส์เพิ่งออกกฎหมายให้เรียนมหาวิทยาลัยของรัฐฟรี ประเทศไทยเคยทำมาก่อนแล้วในรูปแบบอื่น คือ การให้ทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ให้ทั้งค่าเทอมและค่าใช้จ่ายในการกินอยู่ระหว่างเรียน และให้จ่ายคืนเมื่อจบการศึกษามีงานทำและเสียภาษี

                นั่นเป็นนโยบายสมัยรัฐบาลทักษิณ ต่อมารัฐบาลประชาธิปัตย์เปลี่ยนมาเป็น “ก.ย.ศ” พิจารณาจากฐานะทางเศรษฐกิจของผู้เรียน ผมไม่ต้องการอภิปรายว่าอะไรดีไม่ดีในที่นี้ที่มีการวิเคราะห์ถกเถียงกันแล้ว แต่ต้องการเสนอว่า การปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้ทันโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วนี้ ขอเสนอ ๒ แนวทางคือ

                ๑.จัดหลักสูตรระยะสั้นตั้งแต่หลายวัน หลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน เพื่อฝึกทักษะอาชีพอย่างจริงจังร่วมกับภาคเอกชน ความจริงก็ทำกันอยู่แล้ว แต่ในปริมาณที่น้อยมาก เห็นได้จากการขาดแรงงานฝีมือในแทบทุกเซ็คเตอร์ จึงควรทำให้ยิ่งใหญ่และครอบคลุมทุกภาคส่วน เพื่อตอบสนองทั้งปัจจุบันและอนาคต

                โลกที่เปลี่ยนไปในด้านพลังงานที่ใช้แสงอาทิตย์ ใช้แบตเตอรี่ ปัญญาประดิษฐ อินเทอร์เน็ตที่ทำให้อะไรๆ เป็นอัจฉริยะไปหมด ถ้าสังคมไทย แรงงานไทยไม่ปรับตัวให้ “สมาร์ท” ไปด้วย เราอาจตายอย่างกบในหม้อน้ำอุ่นที่กำลังร้อนขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะอุตสาหกรรมและงานบริการต่างๆ ล้วนไม่ทันโลก

                ๒.ให้ทุนการศึกษาการเรียนในมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชนเท่าเทียมกัน โดยให้ที่ผู้เรียน ไม่ใช่ที่มหาวิทยาลัย เป็นทุนที่ผู้เรียนเรียนจบแล้ว มีงานทำ เสียภาษีเมื่อไรก็ให้ใช้ทุนคืน และมีกองทุนอีกหนึ่งกองทุนเพื่อผู้ที่มีฐานะเศรษฐกิจไม่ดีได้กู้ยืมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายอื่นในระหว่างเรียน ค่าที่พัก อาหารและอื่นๆ

                ทั้งหมดนี้ให้รัฐเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและให้ทุน เพราะหากคำนวณผลลัพธ์ทั้งระยะสั้งระยะยาวและอย่างเป็นองค์รวมแล้ว สังคมทั้งองคาพยพจะได้รับอานิสงค์ทั้งวันนี้และวันหน้า จะแก้ปัญหาหนี้สิน ความยากจน และความเหลื่อมล้ำได้

                รัฐบาลไม่ได้ขาดเงิน รัฐบาลกำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นเงินหลายล้านล้านบาท ที่เสนอให้ท่านนายกฯ ณ ที่นี้ เป็นเงินไม่มากถ้าเทียบกับโครงการใหญ่ๆ ทั้งหลาย แต่เป็นการลงทุนสร้างรากฐานและโครงสร้างทางปัญญาให้กับสังคม คนสวยรูปงามลงทุนแต่งให้สวยเท่าไรก็ได้ แต่ถ้าโง่แล้วจะมีค่าอะไร

                ผมหวังว่าข้อเสนอนี้จะได้รับการพิจารณา อย่างน้อยให้มีการศึกษาในรายละเอียด เพื่อท่านจะได้ตัดสินใจว่าแนวทางนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในวิสัยทัศน์ เพื่อทำให้ “ภาพนิมิต” สังคมไทยของท่านเป็นจริง

                ด้วยความเคารพและขอบพระคุณ –  เสรี พงศ์พิศ

สยามรัฐรายวัน 2 สิงหาคม 2560 

วันที่ 29 กรกฎาคมเป็นวันภาษาไทย แต่คนส่วนใหญ่คงไม่ทราบ และดูเหมือนไม่มีกิจกรรมอะไรพิเศษเพื่อให้มีการส่งเสริมภาษาไทย ซึ่งเป็นวิชาที่ติดอันดับน่าเบื่อที่สุดวิชาหนึ่งในโรงเรียน

          ภาพของครูภาษาไทยมักเป็นคนหัวโบราณ นักอนุรักษ์ ผู้พิทักษ์ภาษาไทย นักคิดนักเขียนที่มีชื่อเสียงมักไม่ใช่ครูภาษาไทย หรือเรียนจบเอกภาษาไทย จึงไม่กลัวกฎระเบียบที่เคร่งครัด  “ภาษาวิบัติ” ไม่ใช่ข้อจำกัด จึงมีการคิดคำวลีใหม่ๆ เพื่อสะท้อนความคิดอันไร้ขอบเขตและพัฒนาได้ตลอดเวลา

          ในโลกที่ไร้พรมแดนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ ถ้าวันภาษาไทยมีการส่งเสริมในแบบที่ “ทันโลกทันสมัย” ให้คนรุ่นใหม่สนใจและมีส่วนร่วม ก็น่าให้มีการอภิปรายในหัวข้อ เช่น  “รักภาษาไทยให้เรียนภาษาต่างประเทศ” ซึ่งไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่ช่วยเสริมกันได้มากกว่า

          มีงานวิจัยมากมายที่ชี้ให้เห็นคุณูปการของการเรียนภาษาอื่น ประโยชน์ประการหนึ่งคือทำให้รักภาษาของตนและใช้มันได้ดียิ่งขึ้น (ความข้อนี้ ขออภัยถ้าหากจะยืนยันด้วยตนเองว่า ที่ได้เรียนมา 8 ภาษา ใช้ได้จริงๆ 5 ภาษา ช่วยให้รักและรู้ภาษาไทยได้ดีขึ้นจริง) มีเหตุผลมากมายที่ควรเรียนรู้ภาษาอื่นดังนี้

          ๑.ภาษาเป็นรูปแบบชีวิต สะท้อนวิธีคิด วิถีวัฒนธรรม การรู้ภาษาอื่นเท่ากับออกจากโลกแคบๆ ใบ

เดียว ติดต่อสัมพันธ์กับผู้คนชนชาติอื่น วัฒนธรรมอื่น รู้จักโลกกว้าง ซึ่งมีอะไรดีๆ มากมาย มหาตมะคานธีบอกว่า “ไม่มีวัฒนธรรมใดอยู่ได้ถ้าปิดกั้นตนเอง” (No culture can live, if it attempts to be exclusive.)

๒.รู้ภาษาอื่นทำให้มีโลกทัศน์กว้างขึ้น มองโลกมองชีวิตและตัดสินใจได้หลากหลายมิติมากขึ้น ด้วยมุมมองที่ดีกว่ากว้างกว่า  เฟเดริโก เฟลลีนี ผู้กำกับภาพยนต์ระดับบรมครูกล่าวไว้ (A different language is a different vision of life.)  ยิ่งยุคสมัยโลกาภิวัติแบบวันนี้ ความเข้าใจโลกทั้งผองแบบภาพรวมมีความสำคัญมาก (global understanding)

๓.ทำให้เปิดทางสู่ข้อมูลข่าวสารความรู้ได้อย่างกว้างขวางและลุ่มลึก เรียนรู้ทักษะต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าข่าวสารทางสื่อมวลชน สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อทันสมัยทางอินเทอร์เน็ต  จูเลียส เยโก แชมป์โลกพุ่งแหลนชาวเคนยาบอกว่า เขาไม่มีโค้ช เขาเรียนรู้และฝึกทักษะกีฬาชนิดนี้จากยูทูบ

๔.มองตนเองจากมุมมองของคนชาติอื่น สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนต่างชาติ ลดอคติ เพราะเข้าใจวัฒนธรรม วิถีชีวิต ระบบคุณค่าของชาตินั้น จึงเคารพให้เกียรติกันและกัน อยู่ร่วมกันอย่างสันติ

๕.ทำให้พัฒนาทักษะภาษาของตนไปด้วย  “คนไม่รู้ภาษาต่างประเทศ ก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับภาษาของตน” เกอเต้ นักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวเยอรมันบอกไว้ (Those who know nothing of foreign languages, know nothing of their own.) มีงานวิจัยที่ยืนยันเรื่องนี้จากการวัดผลการเรียนของคนที่เรียนภาษาต่างประเทศ ทำให้รู้ภาษาของตนเองได้ดีขึ้น รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการเรียนวิชาอื่นๆ ไปด้วย

๖.เรียนภาษาต่างประเทศบำรุงสมอง เพราะสมองได้คิด ได้ทำงานในการใช้ภาษาอื่น ทำให้ไม่เป็นโรคหลงลืม มีโอกาสได้รู้จักคนต่างชาติ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น เปิดโอกาสได้ทำงานกับบริษัทที่ต้องการคนรู้ภาษาต่างประเทศ  ธุรกิจใหญ่ๆ วันนี้เป็นธุรกิจข้ามชาติไปเกือบหมดแล้ว

๗.ได้ชื่นชมงานศิลปะ วรรณกรรม ภาพยนต์ในภาษาดั้งเดิม ได้อรรถรสมากกว่ามาก ไปเที่ยวต่างประเทศสนุกกว่า เพราะได้สื่อสารกับคนต่างชาติ ได้รับรู้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับที่ท่องเที่ยว วิถีชีวิต ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของสถานที่ต่างๆ โดยตรง ไม่ต้องผ่านล่าม

๘.การรู้ภาษาต่างประเทศเพิ่มโอกาสในการศึกษาระดับอุดมศึกษา ตรี โท เอก ในต่างประเทศ หรือแม้แต่ในเมืองไทยเอง เรียนปริญญาเอกก็ต้องรู้ภาษาอังกฤษ มีเกณฑ์ที่ต้องสอบผ่าน

การรู้ภาษาอื่นเป็นกำไรชีวิต เกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่กลัวคนต่างชาติ กล้าแสดงความคิดเห็น มีความเป็นตัวของตัวเอง ไปต่างประเทศก็ไม่กลัวหลงทาง การไม่รู้ภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ นอกจากอาจทำให้หลงทางแล้ว อาจทำให้หลงยุค ตกยุค ไม่รู้เท่าทันการแปลี่ยแปลงของโล

ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแม่ ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ แต่ทั้งภาษาอังกฤษและยูเอ็นต่างก็เป็น “แม่เลี้ยง-พ่อเลี้ยง” ของคนทั้งโลกวันนี้ไปแล้ว ไม่สนใจ ไม่ให้ความสำคัญ ก็เหมือนไม่รู้เขา ไม่รู้เรา รบร้อยครั้งก็แพ้ร้อยครั้ง (อย่างที่ซุนหวู่ว่า) 

สยามรัฐรายวัน 26 กรกฎาคม 2560

เมื่อเกือบสี่สิบปีที่แล้ว ได้ประสานงานโครงการความร่วมมือผู้นำศาสนาพุทธ คริสต์และอิสลามเพื่อการพัฒนา มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตและการพัฒนาชุมชน

                ครั้งแรกๆ พบกันที่ “บ้านเซเวียร์” ข้างๆ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จำหลวงพ่อได้หลายองค์ เช่น พระราชวินยาภรณ์ จากเชียงใหม่ (วัดป่าดาราภิรมย์ ต่อมาท่านมีสมณศักดิ์ขึ้นไปเป็นลำดับจนก่อนมรณรภาพเป็นพระพุทธพจนวราภรณ์ (จันทร์ กุสโล) อดีตเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง)

                มากับท่านจากเชียงใหม่ก็มีพระครูมงคลศีลวงศ์ เจ้าอาวาสวัดดอยสะเก็ดในขณะนั้น (ต่อมาท่านได้เลื่อนสมณศักดิ์จนเป็นพระเทพวิสุทธิคุณ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ และมรณภาพเมื่อต้นปี 2559)

                จากอีสานมีหลวงพ่อนาน จากวัดสามัคคี สุรินทร์ พระอาจารย์บัญญัติ อนุตตโร จากวัดป่าธรรมดา อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น จากภาคกลางมีพระครูสาคร สังวรกิจ จากวัดยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ยังมีอีกหลายท่านที่จำชื่อนามท่านไม่ได้ รวมทั้งผู้นำศาสนาอิสลามหลายท่าน

                เรื่องที่อยากเขียนถึงวันนี้เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับ “เข้าพรรษา” ที่ผู้นำศาสนาคริสต์ได้เล่าเรื่องสิ่งที่ทำในเทศกาล “ถือศีลอด” หรือ “มหาพรต” (ภาษาที่คาทอลิกใช้เรียกเทศกาล Lent,  40 วันก่อนเทศกาลปาสกา หรือวันที่พระเยซูทรงถูกทรมาน สิ้นพระชนม์และกลับคืนชีพ)

                เริ่มที่ประเทศเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีบาทหลวงท่านหนึ่งเสนอว่า การที่ชาวคริสต์ลดการบริโภค การใช้จ่าย หรือ “อด” ในระหว่าง 40 วันก็เป็นเรื่องดี แต่หลังจากวันปาสกาแล้วก็นำเงินที่อดออมได้ไปใช้จ่ายเอง ถ้าหากว่านำเงินนั้นไปช่วยเหลือคนยากจนจะได้บุญเป็นสองต่อ

                ความคิดนี้ได้รับการยอมรับ และมีการจัดการอย่างเป็นระบบ “แบบเยอรมัน” จัดตั้งองค์กรหนึ่งขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยตรง ชื่อ “Misereor” (ภาษาละติน แปลง่ายๆ ว่า “เมตตา” ก็แล้วกัน) องค์กรนี้จะเตรียมการรณรงค์ใน 40 วันที่ว่านี้ โดยแต่ละปีจะเลือกหัวข้อหนึ่ง หรือประเทศหนึ่ง ทำข้อมูล เอกสาร สื่อต่างๆ ทำการรณรงค์ปลุกจิตสำนึกของคนเยอรมันให้ตระหนักในประเด็นนี้

                มีคำขวัญเกิดขึ้นทุกปี เช่น “เรารวยเพราะเขาจน” “ไม่ใช่การค้าเสรีแต่การค้าที่เป็นธรรม (fair trade not free trade) หรือเลือกประเด็น เช่น เด็กที่ประเทศอินเดีย  และในปี 2534 “ผู้หญิงไทย” เพื่อให้ข้อมูลและรณรงค์ให้คนเยอรมันรู้จักด้านบวกด้านดีของผู้หญิงไทย ไม่ใช่มีแต่ด้านลบด้วยภาพของหญิงบริการที่คนเยอรมันคุ้นเคยในขณะนั้น

                จัดส่งข้อมูล เอกสาร สื่อไปทั่วประเทศ ตามวัด โรงเรียน หน่วยงาน องค์กร ชุมชน ยังแจกกล่องเล็กๆ ทำด้วยกระดาษแข็ง มีรูเพื่อใส่เหรียญใส่เงินที่อดและออมไว้เพื่อจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ร่วมกันในปีนั้น

                บางคนบอกว่า เทศาล 40 วันนี้จะไม่ดื่มเบียร์ดื่มไวน์ เขาก็จะนำเงินที่เคยซื้อเครื่องดื่มเหล่านั้นมาใส่ไว้ในกล่อง หลายคนอดอาหารค่ำวันศุกร์ ก็จะนำเงินที่ควรจ่ายค่าอาหารนั้นใส่ลงไปในกล่อง ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ ทุกคนต่างก็ร่วมมือกันในเทศกาลดังกล่าว ใส่เงินลงไปในกล่องเท่าไรก็ได้

                ทุกปี Misereor รวบรวมเงินออมที่นำไปรวมกันในวันปาสกาปีหนึ่งได้หลายพันล้านบาท รัฐบาลเยอรมันมีพันธสัญญาสมทบให้อีกเท่าตัว องค์กรนี้นำเงินดังกล่าวไปช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยจนถึงเมื่อสัก 20 กว่าปีที่แล้ว (เลิกเอาตอนที่ไทยกำลังกลายเป็นเสือตัวใหม่)

                แนวคิดของเยอรมันได้แพร่ไปทั่วโลก ชาวคริสต์ร่วมกันเรียนรู้และอดออม พัฒนาตนให้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาที่เราทุกคนมีส่วนรับผิดชอบ เป็น “บาปสังคม” ที่ต้องแก้ด้วยกรรมดีด้วยกัน โครงการนี้เป็นอะไรที่ win-win ทุกฝ่าย ได้กองทุน ได้จิตสำนึก ได้พัฒนา

                หลวงพ่อหลายท่านได้นำความคิดนี้ไปประยุกต์ที่วัด พระครูสาครสังวรกิจ ที่วัดยกกระบัตร ก่อนเข้าพรรษา ท่านแจกกระบอกไม้ไผ่ให้ทุกครัวเรือน เจาะรูและให้หยอดเหรียญหรือใส่ธนบัตรลงไป วันออกพรรษาก็นำกระบอกไม้ไผ่นั้นมารวมกัน ผ่าออกที่วัด นับเงินได้หลายแสน ร่วมกันทอดกฐิน

                จำไม่ได้ว่า ท่านได้รณรงค์เรื่องอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ แต่ท่านคือพระที่ได้พัฒนาช่วยเหลือชาวบ้านที่ลำบากยากจนเพราะน้ำเค็ม ร่วมกันแก้ปัญหาจนทำให้ชีวิตชาวบ้านดีขึ้น มีรายได้มั่นคง ปัญหาสังคมต่างๆ ลดน้อยลง

                หวงพ่อนาน พระอาจารย์บัญญัติ และอีกหลายท่าน ก็มีกิจกรรมอื่นๆ ที่ท่านทำอยู่แล้ว การมีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้นำไปสู่การจัดตั้งคณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนาขึ้นมา ด้วยความร่วมมือระหว่างผู้นำศาสนา โดยฝ่ายพุทธมีอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และพระมหาณรงค์ (ต่อมาคือพระสุธีวรญาณ รองอธิการบดีมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยที่นครราชสีมา) ฝ่ายคริสต์มีท่านบิช็อบบุญเลื่อน มั่นทรัพย์และผม

                รู้สึกเป็นบุญที่ได้รู้จักพระนักพัฒนาหลายท่าน กราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ ไม่ว่าจะมีนามว่าอะไร ท่านก็มีจริยวัตรเยี่ยง “พระโพธิสัตว์” เป็นแบบอย่างและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนเชื่อว่า เมตตาธรรมค้ำจุนโลกได้จริง 

Page 1 of 59