phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (494)

Wednesday, 14 February 2018 10:03

วิถีแห่งจีน

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 14 กุมภาพันธ์ 2561

ขงจื้อสอนว่า “ให้ศึกษาอดีตเพื่อกำหนดอนาคต” เป็นเนื้อหาหนึ่งในหนังสือเล่มเล็กที่อาจารย์อู้ ตัน แห่งมหาวิทยาลัยในปักกิ่งได้รวบรวมเรียบเรียงคำสอนของขงจื้อเมื่อสิบกว่าปีก่อน และขายได้สิบล้านเล่มในเวลาไม่ถึงปี ถึงวันนี้น่าจะขายได้หลายสิบล้าน

            นโยบายจีนยุคใหม่ที่ต้องการ “เชื่อมอดีตกับปัจจุบันเพื่อสานอนาคต” เป็นประเด็นที่น่าศึกษา เพราะหลังสงครามและการปฏิวัติในศตวรรษที่ ๒๐ ที่ดูเหมือนจะมีแต่ “สุดขั้ว” ของแนวคิดและความรุนแรง คนสงสัยว่า จากความขัดแย้งและสงคราม มาถึงยุคของการประนีประนอมระหว่าง “ขั้วตรงกันข้าม” ได้อย่างไร

            วันนี้จีนได้ก่อตั้งสถาบันขงจื้อหลายร้อยแห่งในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อเผยแพร่ภาษาและวัฒนธรรมจีน คล้ายกับที่ฝรั่งเศส (Alliance Francaise) เยอรมนี (สถาบันเกอเต้) และอื่นๆ เขามีกัน

            ระหว่างทศวรรษปฏิวัติวัฒนธรรม (1966-1976) ลัทธิขงจื้อเป็นหนึ่งใน “สี่ผีร้าย” ที่ต้องกำจัด เพราะถือเป็นอุปสรรคต่อการปฏิวัติตามแนวคิดคอมมิวนิสม์แบบจีน ที่เป็นส่วนผสมของมาร์กซ์ เหมา และสตาลิน

            การกลับมาของขงจื้อมีการวิเคราะห์ว่า เป็นเพราะสังคมจีนมีช่องว่างทาง “อุดมการณ์” ซึ่งสังคมนิยมคอมมิวนิสม์ไม่สามารถถมได้ ต้องกลับไปหา “รากเหง้า” ซึ่งก็ดูจะไม่เป็นปัญหาอุปสรรค หรือขัดแย้งกับแนวทางที่อ่อนลงของพรรคคอมมิวนิสม์จีนในยุค “สี่ทันสมัย” ที่นำโดยเติ้ง เสี่ยวผิง

            จีนมีประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ต่อเนื่องมายาวนานหลายพันปี มีรากฐานทางความคิดตลอดมาตั้งแต่ต้น และมาถึงยุคทองของจีนเมื่อประมาณ ๒,๕๐๐ ก่อน ยุคเดียวกับพระพุทธเจ้าในอินเดีย และกำเนิดปรัชญาตะวันตกที่กรีก ทั้งหมดรวมกันจึงเรียกว่า ยุคทองของมนุษยชาติ

            เมืองจีนยุคทองมีร้อยสำนัก ที่รู้จักกันและมีอิทธิพลมากที่สุด คือ ลัทธิขงจื้อกับลัทธิเต๋า ที่ดูเป็นสองขั้วความคิด คำสอนขงจื้อเป็นปรัชญาสังคมที่เน้นการปฏิบัติ จริยธรรมอันดีงาม และการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม ถือว่าครอบครัวและชุมชนเป็นฐานที่สำคัญที่สุดของสังคมใหญ่

            เต๋าเป็นอะไรที่ออกแนวอภิปรัชญา เป็นนามธรรม เต๋าแปลว่า วิถี โดยสอนให้เห็นว่า เป้าหมายและวิถีเป็นอันเดียวกัน (เหมือนที่ปาสกัล นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสที่บอกว่า ขอบฟ้ามิได้อยู่ที่สุดสายตา แต่อยู่ทุกย่างก้าวที่เราเดิน)

เต๋าบอกว่า ความแตกต่างระหว่างดีกับเลว มืดกับสว่าง ลบกับบวก และขั้วตรงกันข้ามทั้งหลายเป็นผลของการมอง ไม่ใช่ความจริง ในความเป็นจริง หยินและหยาง ไม่ใช่สองอย่าง แต่เป็นหนึ่งที่แยกมิได้ ที่สัมพันธ์ เกี่ยวพัน และขึ้นต่อกันในชีวิตความเป็นจริง

ทุกสิ่งทุกอย่างมีทั้งหยินและหยาง เหมือนพลังที่ตรงกันข้ามหรือขัดแย้ง เหมือนอ่อนกับแข็ง สว่างกับมืด ต่ำกับสูง เย็นกับร้อน

หยินกับหยาง เหมือนรูปวงกลมที่มีขาวและดำ ในส่วนดำมีจุดขาว ในส่วนขาวมีจุดดำ เหมือนชีวิต ในสุขมีทุกข์ ในทุกข์มีสุข ในดีมีชั่ว ในชั่วมีดี  ความขัดแย้ง (conflict) ตลอดเวลานำไปสู่สภาวะโต้แย้ง (contradiction) และการเปลี่ยนแปลง

คำสอนของขงจื้อ “กำจัดขั้วทั้งสองเพื่อจะได้ตรงกลาง” ตล้ายกับแนวคิดวิภาษวิธีของเฮเกล (ตัวตั้ง ตัวโต้ ตัวตอบ Thesis-Antithesis-Synthesis) ซึ่งเป็นวิธีการผสานคืน (reconcile) ขั้วตรงกันข้ามเข้าด้วยกัน เพื่อหาพื้นที่ร่วม (common ground) เพื่อเอาส่วนดีที่สุดของทั้งสองขั้วมารวมกัน

แนวคิดหยินหยางเป็นหลักสำคัญในศาสตร์ต่างๆ ของจีน การแพทย์แผนจีน รวมไปถึงศิลปะป้องกันตัวสำนักต่างๆ ซึ่งเน้นให้เห็นความสำคัญของ “ความสมดุล” ของขั้วตรงกันข้าม

คงไม่ผิดนักถ้าหากจะวิเคราะห์ว่า ด้วยรากฐานปรัชญาจีนแบบนี้ เราถึงเห็นแนวทางประนีประนอมทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมของจีนในวันนี้ ซึ่งมีอะไรที่ดูแปลกประหลาดในสายตาคนตะวันตกอย่างกรณีการผสานระหว่างสังคมนิยมกับเสรีนิยมเป็น “เศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม” (Socialist Market Economy) เป็นขั้วตรงกันข้ามที่ถูกผสานเข้า (reconciled) จนได้ผลสรุปแห่งวิภาษวิธีแบบจีน

จีนคงได้สรุปบทเรียนจากความผิดพลาดของการปฏิวัติวัฒนธรรม ที่พยายามทำลายผีร้าย ๔ ตัว เหมือนไปตัดรากเหง้าของชาวจีน เพราะนอกจากความเชื่อในเรื่องชะตากรรมและทวยเทพทั้งหลายแล้ว จีนยังเคารพกราบไหว้บรรพบุรุษประหนึ่งเทพอีกด้วย ห้ามเทพอื่นยังพอทนได้ แต่ห้ามกราบไหว้บรรพบุรุษนี่คนจีนไม่อาจรับได้ แรงกดเท่าใด แรงตอบโต้ก็เท่านั้น ปฏิวัติวัฒนธรรมจึงล้มเหลว

การคืนสู่รากเหง้า การฟื้นฟูปรัชญาจีนร้อยสำนักคงทำให้คนจีนได้เรียนรู้อะไรมากกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือเน้นแต่การปฏิบัติที่ได้ผลจับต้องได้ จนกลายเป็นพวกปฏิบัตินิยมสุดโต่ง ทำอะไรไม่ได้ผลตอบแทนแล้วไม่ทำ จนอาจสรุปแบบไร้ขีดจำกัดว่า “แมวสีอะไรไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้เท่านั้น”

อย่างน้อยก็ยังมีเต๋าที่สอนให้อยู่อย่างเรียบง่าย เป็นหนึ่งกับธรรมชาติ ไม่ใช่พัฒนาแบบทำลายล้าง ซึ่งที่สุดก็ทำลายตัวเอง เหมือนหมอกควันพิษที่คลุมปักกิ่งและเมืองใหญ่ อันเป็นผลของการพัฒนา ที่จีนกำลังหาวิธีแก้ไขเพื่อให้เกิดความสมดุล ลดมลพิษ ลดโลกร้อน

ฟังประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พูดในวันเปิดสมัชชาจีนเมื่อไม่นานมานี้แล้วก็เห็นวิสัยทัศน์ที่มาของผู้นำจีนยุคใหม่ว่า น่าจะมาจากการได้ศึกษาอดีตอย่างลึกซึ้ง เพื่อเข้าใจปัจจุบันและสานอนาคต

น่าสนใจว่า วิสัยทัศน์และนโยบายทั้งหลายจะสร้างการพัฒนาที่สมดุลให้จีนและทางสายไหมยุคใหม่จะเชื่อมโลกเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้หรือไม่เพียงใด

เพราะยังมีคำถามมากมาย โดยเฉพาะการพัฒนาที่ก้าวกระโดดที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มมากขึ้น คนรากหญ้าลำบากมากขึ้น สิทธิเสรีภาพที่ถูกจำกัด ปรัชญาและนโยบายจีนยุคใหม่จะให้คำตอบได้หรือไม่

สยามรัฐ 7 กุมภาพันธุ์ 2561

 ตรุษจีนน่าจะเป็นการฉลองปีใหม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก คงเป็นเพราะอารยธรรมจีนมีอายุต่อเนื่องมาหลายพันปี เป็นรากเหง้ายาวนานที่แม้แต่อำนาจล้นฟ้าของคอมมิวนิสม์ก็ไม่สามารถล้มล้างได้ เช่นความล้มเหลวของการปฏิวัติวัฒนธรรม (1966-1976)

            “สี่ทันสมัย” ตามมาหลังทศวรรษแห่งการฝันร้ายนั้น เป็นยุคที่เติ้ง เสี่ยวผิงประกาศว่า “แมวสีอะไรไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้”

            จีนปรับเปลี่ยนมุมมองวัฒนธรรม เห็นว่าไม่ใช่ปัญหาหรืออุปสรรค แต่เป็นโอกาสเพื่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะวัฒนธรรมของชนเผ่าและท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งจีนไม่มองว่าเป็น “อาวุธคนยาก” ที่จะใช้ต่อต้านรัฐบาล แต่เป็น “พลังอันยิ่งใหญ่” เพื่อการพัฒนาประเทศ

            นับเป็นความชาญฉลาดของรัฐบาลจีนที่มองทะลุจากสิ่งที่ปรากฎภายนอกเข้าไปถึงแก่นหรือหัวใจของวัฒนธรรม ซึ่งก็คือ “จิตวิญญาณ” ของชุมชน เป็นระบบคุณค่าที่ร้อยรัดผู้คนให้เป็นพี่เป็นน้อง เอื้ออาทร ช่วยเหลือเกื้อกูล ทำให้ผู้คนอยู่อย่างมีความสุข

            ทำลายวัฒนธรรม เท่ากับทำลายจิตวิญญาณของชุมชน ของท้องถิ่น ผู้คนก็ขาดพลังชีวิต สังคมขาดรากฐาน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ และนั่นทำให้การปฏิวัติวัฒนธรรมของจีนล้มเหลว เพราะมุ่งทำลายล้างวัฒนธรรมเก่าแก่ของจีน รวมทั้งวัฒนธรรมตะวันตกที่เข้าไปเมืองจีน

            วัฒนธรรมจีนได้รับการฟื้นฟูกลับมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ในเวลาเดียวกันก็มีการเปิดรับวัฒนธรรมอื่นๆ โดยเฉพาะตะวันตก

            ตอนที่ไอแซค สเติร์น นักไวโอลินระดับปรมาจารย์ชาวอเมริกันไปเยือนเมืองจีนในปี 1978 เขาไปเพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และมีแผนการฝึกอบรมการเรียนการสอนไวโอลินให้คนจีนด้วย แต่กลายเป็นว่า โปรแกรมของเขาถูกจัดในคอนเสิร์ตฮอลล์ในเมืองใหญ่ๆ มีคนเข้าไปชมแน่นทุกแห่ง

            มีการบันทึกการเดินทางไปเมืองจีนครั้งนั้นชื่อ “จากเหมาถึงโมสาร์ท”  (From Mao to Mozart) ส่งเข้าประกวดและได้รางวัลออสการ์สารคดียอดเยี่ยมในปี 1981

            ครูไวโอลินคนหนึ่งเล่าในสารคดีนี้ว่า ระหว่างปฏิวัติวัฒนธรรม เขาถูกจับขังในห้องแคบๆ ออกมาเห็นแสงตะวันวันละครั้งเพื่อไปห้องน้ำเท่านั้น เพื่อนๆ นับสิบคนทนไม่ได้ฆ่าตัวตาย จีนต้องการให้คนเลิกเล่นดนตรีตะวันตก ถือเป็นสิ่งมอมเมา

            ในปี 1978 ไอแซค สเติร์นพบว่า เด็กวัยรุ่นจีนอายุ 17-18 เล่นไวโอลินไม่ดี ครูไวโอลินจีนบอกว่า เพราะไม่มีพื้นฐานดนตรีตะวันตก เล่นเป็นแต่โน้ตเพลงของโมสาร์ท แต่เข้าไม่ถึงวิญญาณของโมสาร์ท

            อย่างไรก็ดี ไอแซค สเติร์นพบว่า เด็กจีนมีศักยภาพสูงมากที่จะเล่นดนตรีตะวันตกได้ไม่แพ้คนตะวันตก ถ้าพวกเขาเข้าถึงวิญญาณของดนตรีได้ และกาลเวลาก็ได้พิสูจน์ความจริงข้อนี้

            เด็กจีนตัวเล็กๆ อายุระหว่าง 7-10 กว่าขวบที่เล่นเปียโน ไวโอลิน เชลโล ให้ปรมาจารย์ชาวอเมริกันผู้นี้ฟังในปี 1978 ไม่กี่ปีให้หลังได้กลายเป็นนักดนตรีระดับแนวหน้าของโลกไปเกือบทุกคน ไปแข่งขันได้รางวัลนานาชาติ ได้แสดงเดี่ยวกับวงดนตรีมีชื่อเสียง และบันทึกเสียงกับบริษัทยักษ์ใหญ่

            ในปี 1999 ยี่สิบปีให้หลัง สเติร์น กลับไปเมืองจีนอีกครั้ง เขาได้พบกับเด็กๆ อัจฉริยะเหล่านั้น ที่ล้วนแต่มีชื่อเสียง หลายคนได้รับความช่วยเหลือจากเขาให้ไปเรียนต่อในสถาบันดนตรีมีชื่อเสียงที่อเมริกา

             วันนี้ คนที่สนใจดนตรีคลาสสิก น่าจะไม่มีใครไม่รู้จัก Lang Lang นักเปียโนหนุ่มจีน ซึ่งได้ชื่อว่า ไม่ใช่เป็นแค่นักเปียโน แต่เป็น “ศิลปิน” หรือ “ดารา” ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เล่นที่ไหนใครๆ ก็อยากฟัง เพราะนอกจากฝีมือหรือเทคนิกชั้นยอดแล้ว เขายังเข้าถึง “วิญญาณ” ของโมสาร์ท เบโธเฟน รัคมานีนอฟ และคีตกวีตะวันตกได้เป็นอย่างดี  

ลัง ลัง เล่นเปียโนในงานเปิดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่กรุงปักกิ่งเมื่อปี 2008 แสดงคอนเสิร์ตร่วมกับออร์แกสตร้าที่มีชื่อเสียงทั่วโลก เขาเป็นคนรุ่นใหม่ในแบบที่ไอแซค สเติร์นได้ทำนายไว้ไม่ผิด

เมืองจีนส่งเสริมการเรียนศิลปะ ดนตรี ไม่ว่าพื้นเมืองหรือต่างประเทศ เพราะเห็นคุณค่าความสำคัญของศิลปะวัฒนธรรม ที่ไม่ได้เป็นเพียงเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่เพื่อประชาชนคนจีนเองจะได้สัมผัสคุณค่าของศิลปะและวัฒนธรรมเหล่านั้น ไม่ว่าของจีน ตะวันออกหรือตะวันตก ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาคน ขัดเกลาอารมณ์ความรู้สึก ทำให้คนมีจิตใจอ่อนโยน ไม่แข็งกระด้าง เป็นวัตถุไร้วิญญาณ

ประเทศที่พัฒนาเป็น เขาไม่ได้ส่งเสริมแต่การศึกษาอาชีวะ เพื่อสร้างคนป้อนโรงงานอุตสาหกรรม ไปรับจ้างบริษัทห้างร้านงานบริการ เขาส่งเสริมศิลปศาสตร์ ศิลปะกรรม ส่งเสริมวัฒนธรรม ทำให้คนเข้าถึงจิตวิญญาณของศิลปะ ซึ่งเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ และเป็นแก่น “อารยธรรม” ไม่ว่าของชนชาติใด

ประเทศพัฒนาแล้วเขาสร้างหุ่นยนต์ให้เป็นคน ประเทศด้อยพัฒนาสร้างคนให้เป็นหุ่นยนต์ ที่ไม่มีวิญญาณ คิดแต่เรื่องกิน เรื่องบริโภค เรื่องรายได้ เรื่องจีดีพี ละเลยเรื่องจิตวิญญาณ เรื่องคุณค่า เรื่องคุณธรรม ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรม เป็นรากเหง้าของเราทุกคน

คิดคำนึงถึงเทศกาลตรุษจีนให้ดีและรอบด้าน จะได้อะไรมากกว่ากิน เที่ยว กับอั่งเปา

สยามรัฐรายวัน 31 มกราคม 2561

มีคำและวลีใหม่ๆ ที่ถูกใช้เพื่อชูธงนำการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม อย่างสังคม4.0, ประชาธิปไตยไทยนิยม, ประชารัฐ และสโลแกน มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน สูตรหรือคาถาของรัฐบาลนี้

น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ วิธีคิด (จะเรียกใหญ่ๆว่า กระบวนทัศน์ paradigm หรือเล็กลงมาว่า mindset ก็ได้ทั้งนั้น) ที่เน้นแต่เรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ อ้างปากท้องและความต้องการของประชาชน จนทุกอย่างถูกลากเข้าไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตัวเลขจีดีพี ตัวเลขนักท่องเที่ยว ตัวเลขขายของ ตัวเลขรายได้

อุดมศึกษากจึงถูกกระชากลากถูเข้าสู่กระบวนการเดียวกัน ความจริงก็ไม่ผิดถ้ารัฐจะส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการของสังคม เรียนจบแล้วมีงานทำ ปัญหาอยู่ที่ว่า “สังคมต้องการอะไร” จริงๆ และ “งานทำ” คืออะไร แค่ “กิน” กับ “หาเงิน” หรือ

ดูเหมือนว่าสังคมไทยต้องการเพียงแรงงานไปทำงานในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ส่วนภาคเกษตรไม่ค่อยพูดถึง เพราะถูกรวมเข้าไปเป็นเกษตรอุตสาหกรรม เรียนจบแล้วไปรับใช้บริษัทใหญ่ ไม่ได้คิดไปว่า คนตกงานหลายล้านคนวันนี้และวันหน้าจะส่งเสริมสนับสนุนพวกเขาอย่างไรถ้าอยากกลับบ้านนอก

สูตรและคาถาที่ว่าในตอนต้นคงไม่ขลัง ไม่มีพลังหรืออิทธิฤทธิ์อะไรถ้าไม่มีฐานคิดที่หนักแน่น ลึก กว้าง และไกล คือวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน

สยามรัฐรายวัน 17 มกราคม 2561

คนไทยมีรายได้ต่อหัวต่อปีเฉลี่ยประมาณ 200,000 บาท มีรายได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 15,000-25,000 บาท ถ้าเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วก็ยังถือว่าต่ำ ไม่ต้องเทียบกับสิงคโปร์ที่สูงกว่าไทยเกือบ 10 เท่า และมาเลเซียเกือบ 2 เท่า

            ความจริง ข้อมูลทางการวันนี้บอกว่า คนมีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปีมี 5 ล้านกว่าคน มีรายได้ระหว่าง 30,000-100,000 มี 6 ล้านกว่าคน ตัวเลขเฉลี่ยรายได้ปีละ 200,000 มาจากไปเฉลี่ยกับคนที่มีรายได้หลายสิบหลายร้อยล้านต่อปี ประเทศไทยจึงมีความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับ 3 ของโลก

ปัญหาที่มากกว่านั้น คือหนี้ครัวเรือน ที่เฉลี่ยเกือบ 200,000 บาท คน 12 ล้านคนที่ลงบัญชี “คนจน” จึงต้องวนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์ของหนี้สินและความทุกข์ที่ไม่มีทางออก ขณะที่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนมาตราที่ 25 ที่ไทยได้ร่วมลงนามด้วยบอกว่า

“ทุกคนมีสิทธิในการมีชีวิตที่มีมาตรฐานเหมาะสมเพื่อสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของตนและครอบครัว รวมถึงอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ และการบริการสังคมที่จำเป็น และมีสิทธิในหลักประกันเมื่อไม่มีงานทำ เจ็บป่วย พิการ เป็นหม้าย สูงอายุ หรือการขาดปัจจัยจำเป็นเพื่อการดำรงชีพในสภาวะที่เหนือการควบคุม”

รัฐบาลสร้างยุทธศาสตร์ 20 ปี มีวิสัยทัศน์สวยงาม มีสวัสดิการและมาตรการต่างๆ มากมายเพื่อช่วย “คนจน” แต่มาตรการต่างๆ จะได้ผล “ยั่งยืน” หรือไม่ จะนำไปสู่ความ “มั่นคง มั่งคั่ง” ได้จริงหรือ

Page 1 of 62