Black Ribbon

phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (441)

สยามรัฐรายวัน 22 กุมภาพันธ์ 2560

ปรองดองที่เห็นเป็นข่าว ดูเหมือนเป็นเรื่องการหาทางแก้ปัญหาทางการเมืองมากกว่าเรื่องอื่นใด กลายเป็นเรื่องเอาเหลืองแดงมาสมานฉันท์ เชื่อว่าถ้าดีกันเมื่อไร ประเทศไทยจะรุ่งเรืองพัฒนา

                จริงอยู่ สิบกว่าปีที่ผ่านมา ปัญหาความแตกแยกในสังคมไทยเห็นได้ชัดเจนทางการเมือง แต่เราก็เห็นความสงบเรียบร้อยทางการเมืองในหลายประเทศ กระนั้นผู้คนก็ยังมีปัญหาอีกร้อยแปด ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง

                ถ้าคิดว่าสังคมไทยเป็นระบบที่ทุกภาคส่วนสัมพันธ์กัน ปรองดองแบบแยกส่วนอาจจะเกิดได้ สั่งได้ ”จับเป็นตัวประกัน” ได้ แต่ยั่งยืนหรือไม่เท่านั้น อาจเหมือนแพทย์ที่รักษาโรค แต่ไม่รักษาคน ระบบสุขภาพไม่ดี ระบบภูมิต้านทานอ่อนแอ คงเจ็บป่วยเป็นนั่นนี่ไม่มีวันหาย กลายเป็นการเลี้ยงไข้ไปก็มาก

                คนไทยเป็นหนี้กันมากมาย ทั้งในระบบและนอกระบบแบบสุดโหดและหาทางออกไม่ได้ ชาวไร่ชาวนาที่ยังเหลืออยู่ในชนบทเวียนว่ายอยู่ในวงจรอุบาทว์ของหนี้สินและความยากจนแบบซ้ำซาก

                สังคมไทยคิดว่า การปรองดองทางเศรษฐกิจที่ยึดถือกันมาตั้งแต่ 2504 ที่มีแผนพัฒนาฯ แผนที่ 1 คือ ทำให้คนจำนวนน้อยรวยก่อน แล้วก็จะดึงคนส่วนใหญ่ให้รวยตามไปด้วย ตามทฤษฎีการพัฒนาแบบไม่เท่าเทียม (Unequal Development Theory)

แล้วเกิดอะไรขึ้น ผ่านไป 55 ปี 11 แผน ประเทศไทยอยู่อันดับ 3 ของโลกที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ คนไทย 99% มีสินทรัพย์ไม่ถึงร้อยละ 30 ขณะที่คนไทยเพียง 1% มีมากกว่าร้อยละ 60

       กว่า 40 ปี เรามีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ก็ไม่สามารถหาทาง “ปรองดอง” กับ “ทุนนิยม” ได้ ทำได้เพียงเอาคำสอนอันล้ำค่าของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาเป็นไม้ประดับที่สวนที่ปลูกแต่เพียงพืชเศรษฐกิจ หรือเปรียบเทียบให้แย่กว่านั้น คือ ทำได้เพียงเอามาเป็นดอกไม้ในแจกันประดับโต๊ะผู้บริหารบ้านเมือง

       ไม่ได้คิดหาทางพัฒนา “เศรษฐกิจตลาดแบบพอเพียง” (Sufficient Market Economy) คล้ายกับที่จีนคิดและทำ “เศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม” (Socialist Market Economy) สังคมไทยจึงวิ่งไล่เงา เอาเป็นเอาตายกับ GDP ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ มากกว่า GDH หรือความสุขของประชาชน กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่-เทพา เป็นเพียงตัวอย่างเดียวที่รัฐบาลไทยปากว่า (GDH) ตาขยิบ (GDP)

                ทางด้านสังคม ประเทศไทยมีกฎหมายกว่าหมื่นฉบับที่รอการแก้ไข มีการวิจัยพบว่า สามารถยกเลิกและแก้ไขกฎหมายหลายพันฉบับที่ล้าหลัง ไม่เหมาะสม ไม่เป็นธรรม ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและการดำเนินชีวิต ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ความรุนแรง การเอารัดเอาเปรียบ สร้างโอกาสที่ไม่เท่าเทียม คนรวยยิ่งรวยขึ้น คนจนยิ่งจนลงเพราะขาดโอกาสการศึกษากับการพัฒนาตน จนถึงวันนี้ยกเลิกได้แก้ได้กี่ฉบับก็ไม่รู้

                การปรองดองทางสังคมจึงหมายถึงการสร้างความเท่าเทียมในโอกาส ความเท่าเทียมทางกฎหมายที่เป็นจริง ไม่ทำให้ผู้คนเชื่อว่า “คุกมีไว้ขังคนจน” หรือ “ขังแพะ” หรือทำให้เกิดประโยคคำถามเสียดสีอย่างเจ็บแสบที่ว่า “คนจนมีสิทธิ์ไหมครับ”

                การปรองดองทางสังคมเกิดขึ้นได้เมื่อผู้คนได้รับสวัสดิการ ความมั่นคงในชีวิต ด้วยระบบที่ให้ความเป็นธรรม ไม่ใช่มีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ยาคุณภาพต่างกัน คนจนได้ยาดีน้อยกว่าคนรวย หรือคนจนรอรับแต่เพียง “เศษเนื้อข้างเขียง” ที่สังคมหยิบยื่นให้ในรายการแจกเงิน ขึ้นรถโดยสารฟรี ฯลฯ

                ไม่กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ไม่กระจายงบประมาณ จึงรวยกระจุก จนกระจาย รวมศูนย์ทุกอย่างไว้ส่วนกลาง ความเหลื่อมล้ำชัดเจนระหว่างเมืองกับชนบท คนจึงทิ้งชนบทเข้าเมืองไปตายเอาด้าบหน้า

                การปรองดองทางวัฒนธรรม คือการปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อคนจน คนยากไร้ คนชายขอบ คนพิการ บ้านนอกคอกนา ชาวเขาชาวดอย ซี่งมักถูกดูถูกดูแคลน และการให้โอกาสคนเหล่านี้ให้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี มีงานทำ มีรายได้ และได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียม

                ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงหลายปีที่ผ่านมา จนถูกอ้างเป็นเหตุผลของการทำรัฐประหาร เป็นเหมือนยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาสังคมไทยที่หมักหมมมายาวนานและระเบิดเมื่อได้เวลา ปัญหาใหญ่กว่ายังอยู่ตราบใดที่ไม่ร่วมมือกันปฏิรูปสังคมอย่างรอบด้าน (หรือใช้คำโตๆ ว่า แบบบูรณาการ)

                การปรองดองที่เป็นการปฏิรูปสังคมอย่างรอบด้าน เริ่มจาก “หลักคิด” ที่เป็นองค์รวม ไม่แยกส่วนไม่ใช่ เกี๊ยะเซียะรอมชอมเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เป็นการปรองดองที่ “เห็นหัวประชาชน” หรือให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่ “นักการเมือง” กับ “นายทุนพ่อค้า” มาก่อนอย่างที่ทำกัน

                ไม่ใช่เพียงอ้างอิง แต่นำคำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาใช้จริง ที่ทรงสอนให้ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” โดยเฉพาะ “ประชาชน คนยากคนจน คนชายขอบ”

พัฒนาระบบ “เศรษฐกิจตลาดแบบพอเพียง” ปฏิรูปกฎหมายให้เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำลด การปรองดองก็เกิดได้ เพราะเกิดจาก “ข้างใน” ไม่ใช่การบังคับหรือการต่อรอง

สยามรัฐรายวัน 15 กุมภาพันธ์ 2560

คนไทยจำนวนมากรู้ว่าวันวาเลนไทน์ คือวันแห่งความรัก คือวันที่ 14 กุมภาพันธ์ แต่ไม่รู้ว่าวันมาฆบูชาคือวันอะไร และปีนี้ตรงกับวันอะไร

                วันวาเลนไทน์คงไม่ใช่อิทธิพลของศาสนาหรือวัฒนธรรมตะวันตกที่ครอบงำสังคมไทย แต่เป็นลัทธิบริโภคนิยมที่มาพร้อมกับศาสนา คล้ายกับเมื่อหลายร้อยปีก่อนที่มิชชันนารีชาวตะวันตกเดินหน้า บรรดาทหารตามหลังไปครอบงำครอบครองอาณานิคมทั่วโลก

                เทศกาลคริสตมาสที่ผ่านมา พระสันตะปาปาฟรันซิสได้เตือนชาวคริสต์ทั่วโลกว่า คริสตมาสได้กลายเป็นเพียงการฉลองภายนอก “ถูกจับเป็นตัวประกัน” โดยวัตถุนิยมบริโภคนิยม ผู้คนไม่ได้เข้าใจเข้าถึงความหมายที่แท้จริงของเทศกาลนี้

                พระสันตะปาปาบอกว่า ผู้คนต่างก็มุ่งกันแต่เรื่องของขวัญให้กันและกัน แต่เย็นชาต่อคนชายขอบ ผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย คนยากคนจน สนใจแต่เรื่องความสนุกสนานรื่นเริง การบริโภค ความฟุ้งเฟ้อ รูปแบบภายนอก ความเด่นความดังในสังคม

                บรรยากาศและค่านิยมเช่นนี้ทำให้ผู้คนสนใจแต่เรื่องของตัวเองมากกว่าคิดถึงคนอื่นและส่วนรวม ทำให้เกิดการเอาเปรียบ การกดขี่ข่มเหง ความอยุติธรรมต่างๆ เพราะกดทับความรู้สึกดีๆ การยอมรับคุณค่าดีงาม ความเห็นอกเห็นใจ ความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์

                พระสันตะปาปาบอกว่า “วิถีแห่งความหลุดพ้นที่แท้เปิดกว้างสำหรับคนที่มีใจซื่อและเรียบง่าย” ทรงเรียกร้องให้ชาวคริสต์ตื่นจากการหลับไหลไปกับค่านิยมทางวัตถุ ปฏิบัติตนอย่างมีสติ (to act soberly)  ในโลกที่กระตุ้นทุกวิถีทางให้คนบริโภคมากขึ้น มีมากขึ้น

                พระสันตะปาปาฟรันซิสได้ชื่อว่าเป็นบุคคลที่มีชีวิตที่เรียบง่ายตั้งแต่เป็นประมุขของศาสนจักรที่อาร์เจนตินา และเมื่อเป็นโป๊ปก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง วันที่ได้รับเลือกนั้นก็ยังเดินทางไปจ่ายค่าที่พักในกรุงโรมด้วยตนเอง เป็นพระสันตะปาปาที่เดินทางไปไหนมาไหนด้วยรถเฟี้ยต 500L คันจิ๋ว

สยามรัฐรายวัน 8 กุมภาพันธ์ 2560

คนไม่รู้หนังสือในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่คนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่เป็นคนที่เรียนรู้ไม่เป็น” อัลวิน ทอฟเลอร์ (1928-2016) เจ้าของหนังสือ Future Shock, The Third Wave, และ Power Shift

                ตรงกับที่นักคิด นักปรัชญา นักปฏิบัติการทางสังคมชาวเดนมาร์กอย่าง N. F. S. Grundtvig ได้พูดและลงมือทำตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 หรือประมาณ 150 ปีที่แล้ว เมื่อเขาได้ก่อตั้ง “โรงเรียนชาวบ้าน” (Folk High School) โดยเน้นที่การเรียนรู้ ไม่ใช่ที่ใบปริญญา โรงเรียนชีวิตแบบเดนมาร์กจึงไม่มีการสอบ เรียนสิ่งที่อยากเรียน เรียนอย่างมีความสุข และนำไปใช้ในชีวิตได้จริง

                อย่างไรก็ดี ไม่ได้แปลว่า เดนมาร์กปฏิเสธการศึกษาในระบบสากล เพียงแต่สังคมของเขาไม่ได้มีแต่ “ทางด่วนวันเวย์” ของการศึกษา แต่มีทางเล็กๆ ที่คดเคี้ยวเลี้ยวไปมาในธรรมชาติ และถึงจุดหมายปลายทางได้ นั่นคือ ทำให้คนพึ่งตนเองได้และมีความสุขได้ และไม่ได้ขัดแย้งหรือแข่งขันกับทางหลัก

                 ถ้าหาก “โรงเรียนชาวบ้าน” ฟังดู “บ้านนอก” และเรียก “โรงเรียนพลเมือง” ฟังดูดีกว่าก็ใช้ได้ แต่ในประเทศเดนมาร์กและประเทศสแกนดิเนวีย เยอรมนีและออสเตรียที่นำแนวคิดเรื่อง Folk High School ไปใช้อย่างแพร่หลาย เขาไม่ได้คิดว่าเป็นทางเลือกของคนบ้านนอกที่ไม่มีทางไป แต่ถือว่า เป็นทางเลือกที่เติมเต็มให้ชีวิตของผู้คน โดยไม่แบ่งแยก อายุ เพศ สถานะทางสังคม ศาสนา และระดับชั้นความรู้

Wednesday, 01 February 2017 08:22

เดนมาร์กโมเดล

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 1 กุมภาพันธ์ 2560

เดนมาร์ก ประเทศที่คนมีความสุขที่สุดในโลก (World Happiness Report) ได้รับการประเมินให้เป็นประเทศที่มีความโปร่งใสมากที่สุดในโลกเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยได้ 90 จาก 100 คะแนน ในขณะที่ไทยได้อันดับที่ 101 และได้ 35 คะแนน ร่วงจากอันดับที่ 76 และจากที่เคยได้ 38 คะแนน

สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงให้การส่งเสริมสนับสนุนการเลี้ยงโคนม และอุตสาหกรรมนมในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2503 ที่ได้เสด็จเยือนเดนมาร์ก และได้ทรงประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์ค อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2505 ที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี

                นอกจากนี้ พระองค์ทรงสนพระทัยเรื่องการบริหารจัดการในรูปแบบสหกรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่โดดเด่นที่สุดเรื่องหนึ่งของเดนมาร์ก ไม่เพียงแต่ในเรื่องโคนม แต่ในเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการผลิต การบริโภคในชีวิตประจำวัน แต่ดูเหมือนว่าสหกรณ์เป็นเรื่องบ้านเราทำได้ผลน้อย แม้ว่าจะตั้งกันมาถึง 100 ปีแล้วก็ตาม

                ไม่ว่าที่เดนมาร์กหรือเมืองไทย เรื่องความโปร่งใส การไม่โกงกิน ไม่มีคอร์รัปชั่นมีรากฐานสำคัญอยู่ที่คุณภาพของคน การมีวินัย มีคุณธรรม และขึ้นอยู่กับความรู้ การศึกษาของประชาชน ขึ้นอยู่กับระบบโครงสร้างที่โปร่งใส การกระจายอำนาจ ประชาชนมีส่วนร่วม

Page 1 of 56