Black Ribbon

phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (444)

สยามรัฐรายวัน 22 มีนาคม 2560

 “การพัฒนาเศรษฐกิจไม่ใช่การปั๊ม GDP แต่จะมุ่งเน้นเป็นการสร้างความเข้มแข็งของสังคมให้มีความสุข ความยั่งยืนมากขึ้น โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม และเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างแท้จริง จึงเกิดแนวทาง “ประชารัฐ” ขึ้นมา และไม่ต้องกลัวว่าการดึงบริษัทเอกชนเข้ามาร่วมจะเป็นการนำปลาใหญ่มาฮุบปลาเล็ก แต่จะเป็นการดึงคนรวยมาช่วยคนจนมากกว่า”

ข้างต้นเป็นคำกล่าวนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2559 ในวันการทำ MOU ระหว่าง 33 องค์กรรัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากภายใต้ยุทธศาสตร์ประชารัฐ ซึ่งมีกลุ่มทุน ปตท. เทสโก้ ซีพีออลล์ เอสซีจี สมาคมเอสเอ็มอี โดยมีสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนเป็นแกนนำ วางเป้าหมายไว้ 1,500 ตำบลในปี 2559 และเพิ่มเป็น 2,500 ตำบลในปี 2560

ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2559 ถึงต้นเดือนมีนาคม 2560 มีโครงการอื่นๆ อีกมากมายที่ลงไปหมู่บ้านไม่ทราบว่าลงไปแบบไหน มีการบูรณาการกับโครงการเศรษฐกิจฐานรากอย่างไร เพราะอ้างว่า “เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง” ซึ่งถ้าไม่มีการบูรณาการจริงตั้งแต่ต้นทาง แล้วจะเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งได้อย่างไร

เพราะเมื่อวันเซ็น MOU นั้น ข่าวบอกว่า “ในพิธีดังกล่าวนอกจากจะมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เป็นประธานในพิธีแล้ว ยังมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.กระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าทีมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากภาครัฐ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และนายฐาปน สิริวัฒนภักดี จากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ในฐานะหัวหน้าทีมฯ ภาคเอกชนเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามด้วย
          และวันที่ 8 มีนาคม 2560 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์เป็นประธานเปิดกองทุนหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากภายใต้งบประมาณกองทุนหมู่บ้าน 15,000 ล้านบาท เลือกชุมชนหมู่บ้านนำร่อง 1,500 แห่ง เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ตลาดชุมชน ร้านค้าชุมชน ยุ้งฉาง ฯลฯ

อยากถามรัฐบาลว่า ๑) มีการประชาสัมพันธ์โครงการเหล่านี้ให้สาธารณชนได้รับรู้อย่างทั่วถึงแบบต่อเนื่องได้อย่างไร ทุก 3 เดือน 6 เดือน มีการรายงานหรือไม่ว่า โครงการนี้ไปถึงไหน อย่างไร

๒) มีการประเมินโครงการเหล่านี้ทุก 3 เดือน 6 เดือนหรือไม่ ว่าทำไปได้ตามเป้าหมาย มีปัญหาอุปสรรคอะไร เป็นการประเมินโดยคณะบุคคลภายนอกที่น่าเชื่อถือ ไม่ใช่ทำกันเอง แล้วก็บอกว่าสำเร็จตามเป้าหมายทุกที สังคมมีสิทธิรับรู้และติดตามเพราะเป็นเงินภาษีอากรของประชาชน

๓) ชุมชนเองมี “แผนแม่บทชุมชน” เพื่อรองรับโครงการเหล่านี้หรือไม่อย่างไร ถ้าไม่มีก็เป็นเรื่องยากที่จะเกิดเศรษฐกิจฐานรากจาก “ข้างใน” หรือจาก “ข้างล่าง” ได้ ที่เกิดก็มาจากงบประมาณ มาจากการวางแผนของ “ข้างบน” (top down) เช่นเคย ชุมชนก็เห็นด้วยเพราะต้องการงบประมาณ

คำอ้างในต้นบทความนี้เป็นหลักการหลักคิดที่ดูดี แต่ประเด็นอยู่ที่รายละเอียดว่า แผนงาน โครงการสัมพันธ์กับแนวคิดนี้มากน้อยเพียงใด และทำได้จริงหรือไม่ เพราะสิ่งที่อาจารย์ธีรยุทธ บุญมีวิจารณ์ หรือคุณหมอประเวศ วะสีให้ข้อสังเกตนั้น ไม่ใช่ท่านบอกว่ารัฐบาลไม่มีหลักคิดหรือไม่มีแผน หรือไม่มีประเด็นปฏิรูป แต่ถามว่าทำให้เกิดการปฏิรูปได้จริงหรือไม่ และไม่ควรไปเรียกร้องให้ท่านเสนอแผนปฏิบัติเหมือนที่นักการเมืองชอบพูดสมัยที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ (และท้าให้ลงเลือกตั้ง)

การบอกว่า เอาคนรวยมาช่วยคนจน ทุกวันนี้คนจนได้เพียง “เศษเนื้อข้างเขียง” จากงบประมาณเล็กน้อยที่รัฐให้ลงไป ทำไมจึงไม่ให้โอกาสคนจนสามารถต้มเหล้าขายเองได้ ด้วยการปฏิรูปกฏหมายที่เปิดช่องว่างให้มีการผูกขาด และปิดโอกาสคนเล็กๆ คนจนให้ทำการประกอบการด้วยภูมิปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย (ซึ่งศาสตราจารย์ญี่ปุ่นวิจัยว่า เหล้าสาเกของญี่ปุ่นมาจากสาโทของไทย เหล้าอาวาโมริก็มาจากเหล้าขาวของไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา) แล้วทำไมวันนี้คนไทยต้องกินเหล้าไม่กี่ชนิด เบียร์ไม่กี่ยี่ห้อ อยากกินอร่อยต้องข้ามโขงไปกิน ก็ไหนบอกว่าส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจวัฒนธรรม ?

ร้านค้าหมู่บ้านที่เปิดที่บ้านผู้ใหญ่บ้านหรือบ้านผู้นำด้วยงบประมาณแผ่นดินนั้น เอาของจากห้างใหญ่ๆ มาขายก็ไม่ว่ากัน แต่ถามว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงสอนเศรษฐกิจพอเพียงว่า พึ่งตนเองไม่ต้องทั้งหมด สักเศษหนึงส่วนสี่ก็พอ ถามว่า มีการทำแผนแม่บทชุมชน มีการวางเป้าหมายให้ร้านค้าชุมชนขายผลผลิตของชุมชนเองสักร้อยละ 25 ได้หรือไม่ ไม่ใช่ไปเอาจากห้างอย่างเดียว

        คนวิจารณ์การปฏิรูปมองเห็น “การปะผุ” ไม่ใช่การปฏิรูป เพราะไม่รื้อระบบโครงสร้าง ซึ่งเป็นเรื่องหลักการ ท่านพุทธทาสสอนว่า ขึ้นต้นไม้ให้ขึ้นทางต้น อย่าขึ้นทางปลาย พูดบูรณาการแต่ทำแยกส่วน  ทำแต่โครงการ เอาแต่วิธีทำ ไม่เอาวิธีคิดให้ลงลึกถึงรากฐาน เศรษฐกิจฐานรากไม่เกิดในรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหน

สยามรัฐรายวัน 8 มีนาคม 2560

รัฐบาลนี้พยายามทุกวิถีทางที่จะให้เงินหมุน เศรษฐกิจโต จีดีพีสูงขึ้น พร้อมกับจัดเงินไปถึงรากหญ้าถึงชาวบ้านและชุมชนในหลายๆ วิธี เงินแสนเงินล้านลงไปไม่ขาดสาย น่าเสียดายว่า ชุมชนส่วนใหญ่ทำได้เหมือนๆ กัน ลอกกันไปลอกกันมา ไม่ว่าโครงการไหน กองทุนหมู่บ้าน ประชารัฐหรือประชานิยม

  หมู่บ้านประมาณ 80,000 แห่ง เกือบจะไม่มีที่ไหนที่มี “แผนแม่บทชุมชน” อย่างเต็มรูปแบบ อย่างที่มูลนิธิหมู่บ้านได้พัฒนาขึ้นมาด้วยงบประมาณของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เมื่อปี 2541 และนำไปขยายผลโดย SIP และสภาพัฒน์ฯ ผ่านกระทรวงต่างๆ ปูพรมไปทั่วแผนดิน แต่ตัดหัวตัดหาง ทำผิดเพี้ยนจนได้แค่การทำข้อมูลเพื่อเขียนโครงการไปของบประมาณเท่านั้น

          แผนแม่บทชุมชนเกิดจากการทำ “ประชาพิจัย” (PR&D People Research and Development) คือ การทำวิจัยของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน เพื่อทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ชุมชนร่วมกันพัฒนาขึ้นมาโดยกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เข้าใจศักยภาพที่เป็น “ทุน” ที่แท้จริงของตนเอง และพบแนวทางในการพัฒนาทุนดังกล่าวไปสู่การพึ่งตนเอง นั่นคือการทำแผนยุทธศาสตร์ของชุมชน

“หัวใจของการทำประชาพิจัย คือการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับคนในชุมชน เพื่อให้ชุมชนหลุดพ้นจากวิธีคิดแบบพึ่งพา และรอความช่วยเหลือจากรัฐหรือภายนอก”

Tuesday, 28 February 2017 10:59

เกาหลีโมเดล

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 1 มีนาคม 2560

เกาหลีใต้เป็นประเทศที่คนไทยรู้จักดีและสนใจมากที่สุดประเทศหนึ่ง ส่วนหนึ่งเป็นอิทธิพลของสื่อ หนังซิรีส์เกาหลี ดารานักร้อง และเทคโนโลยีที่พัฒนาเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงแซงหน้าญี่ปุ่นและประเทศพัฒนาอีกหลายประเทศ

         คนไทยไปเที่ยวเกาหลีปีละกว่าครึ่งล้าน ไปทำงานครึ่งแสน ส่วนใหญ่ลักลอบไปและถูกส่งกลับตามข่าวปีละสองหมื่น เป็นประเทศที่ต้องการแรงงานสูงเพราะพัฒนาไม่หยุด จริงอยู่ การพัฒนามีสองด้านเสมอ ที่น่าสนใจ คือแนวทางการพัฒนาที่ดูว่ามี “ความสมดุล” และมี “คุณภาพ” ของประเทศนี้

จากงานวิจัยของอิมพีเรียลคอลเลจและองค์การอนามัยโลก ผู้หญิงเกาหลีในปี 2030 หรือประมาณอีก 13 ปีข้างหน้า จะมีอายุยืนยาวที่สุดในโลก คือกว่า 90 ปี และผู้ชายเกาหลีก็จะมีอายุว่า 84 ปี จะกลายเป็นประเทศอันดับหนึ่งของโลกแทนที่คนญี่ปุ่นที่ติดอันดับหนึ่งมานาน

งานวิจัยอธิบายว่า คนเกาหลีอายุยืนยาวขึ้นเพราะคุณภาพชีวิต สวัสดิการด้านสุขภาพ การศึกษา สิ่งแวดล้อม คุณภาพของเศรษฐกิจสังคมและการเมือง การจัดการกับความเครียดและปัญหาต่างๆ สรุปเหมือนว่าคนเกาหลี “กินเป็นอยู่เป็น” มากขึ้น มีจำนวนคนอ้วนน้อยที่สุดในบรรดาประเทศพัฒนา

งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ขณะที่เกาหลีใต้พัฒนาด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตดีขึ้น สหรัฐอเมริกากลับแย่ลง แม้อายุคนอเมริกันจะยาวขึ้นเล็กน้อย แต่สถิติคนอ้วนสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่คนไม่สูงขึ้น นับเป็นประเทศเดียวในบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว งานวิจัยบอกว่า น่าจะมาจากโภชนาการตั้งแต่วัยเด็ก

สยามรัฐรายวัน 22 กุมภาพันธ์ 2560

ปรองดองที่เห็นเป็นข่าว ดูเหมือนเป็นเรื่องการหาทางแก้ปัญหาทางการเมืองมากกว่าเรื่องอื่นใด กลายเป็นเรื่องเอาเหลืองแดงมาสมานฉันท์ เชื่อว่าถ้าดีกันเมื่อไร ประเทศไทยจะรุ่งเรืองพัฒนา

                จริงอยู่ สิบกว่าปีที่ผ่านมา ปัญหาความแตกแยกในสังคมไทยเห็นได้ชัดเจนทางการเมือง แต่เราก็เห็นความสงบเรียบร้อยทางการเมืองในหลายประเทศ กระนั้นผู้คนก็ยังมีปัญหาอีกร้อยแปด ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง

                ถ้าคิดว่าสังคมไทยเป็นระบบที่ทุกภาคส่วนสัมพันธ์กัน ปรองดองแบบแยกส่วนอาจจะเกิดได้ สั่งได้ ”จับเป็นตัวประกัน” ได้ แต่ยั่งยืนหรือไม่เท่านั้น อาจเหมือนแพทย์ที่รักษาโรค แต่ไม่รักษาคน ระบบสุขภาพไม่ดี ระบบภูมิต้านทานอ่อนแอ คงเจ็บป่วยเป็นนั่นนี่ไม่มีวันหาย กลายเป็นการเลี้ยงไข้ไปก็มาก

                คนไทยเป็นหนี้กันมากมาย ทั้งในระบบและนอกระบบแบบสุดโหดและหาทางออกไม่ได้ ชาวไร่ชาวนาที่ยังเหลืออยู่ในชนบทเวียนว่ายอยู่ในวงจรอุบาทว์ของหนี้สินและความยากจนแบบซ้ำซาก

                สังคมไทยคิดว่า การปรองดองทางเศรษฐกิจที่ยึดถือกันมาตั้งแต่ 2504 ที่มีแผนพัฒนาฯ แผนที่ 1 คือ ทำให้คนจำนวนน้อยรวยก่อน แล้วก็จะดึงคนส่วนใหญ่ให้รวยตามไปด้วย ตามทฤษฎีการพัฒนาแบบไม่เท่าเทียม (Unequal Development Theory)

แล้วเกิดอะไรขึ้น ผ่านไป 55 ปี 11 แผน ประเทศไทยอยู่อันดับ 3 ของโลกที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ คนไทย 99% มีสินทรัพย์ไม่ถึงร้อยละ 30 ขณะที่คนไทยเพียง 1% มีมากกว่าร้อยละ 60

       กว่า 40 ปี เรามีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ก็ไม่สามารถหาทาง “ปรองดอง” กับ “ทุนนิยม” ได้ ทำได้เพียงเอาคำสอนอันล้ำค่าของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาเป็นไม้ประดับที่สวนที่ปลูกแต่เพียงพืชเศรษฐกิจ หรือเปรียบเทียบให้แย่กว่านั้น คือ ทำได้เพียงเอามาเป็นดอกไม้ในแจกันประดับโต๊ะผู้บริหารบ้านเมือง

       ไม่ได้คิดหาทางพัฒนา “เศรษฐกิจตลาดแบบพอเพียง” (Sufficient Market Economy) คล้ายกับที่จีนคิดและทำ “เศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม” (Socialist Market Economy) สังคมไทยจึงวิ่งไล่เงา เอาเป็นเอาตายกับ GDP ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ มากกว่า GDH หรือความสุขของประชาชน กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่-เทพา เป็นเพียงตัวอย่างเดียวที่รัฐบาลไทยปากว่า (GDH) ตาขยิบ (GDP)

                ทางด้านสังคม ประเทศไทยมีกฎหมายกว่าหมื่นฉบับที่รอการแก้ไข มีการวิจัยพบว่า สามารถยกเลิกและแก้ไขกฎหมายหลายพันฉบับที่ล้าหลัง ไม่เหมาะสม ไม่เป็นธรรม ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและการดำเนินชีวิต ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ความรุนแรง การเอารัดเอาเปรียบ สร้างโอกาสที่ไม่เท่าเทียม คนรวยยิ่งรวยขึ้น คนจนยิ่งจนลงเพราะขาดโอกาสการศึกษากับการพัฒนาตน จนถึงวันนี้ยกเลิกได้แก้ได้กี่ฉบับก็ไม่รู้

                การปรองดองทางสังคมจึงหมายถึงการสร้างความเท่าเทียมในโอกาส ความเท่าเทียมทางกฎหมายที่เป็นจริง ไม่ทำให้ผู้คนเชื่อว่า “คุกมีไว้ขังคนจน” หรือ “ขังแพะ” หรือทำให้เกิดประโยคคำถามเสียดสีอย่างเจ็บแสบที่ว่า “คนจนมีสิทธิ์ไหมครับ”

                การปรองดองทางสังคมเกิดขึ้นได้เมื่อผู้คนได้รับสวัสดิการ ความมั่นคงในชีวิต ด้วยระบบที่ให้ความเป็นธรรม ไม่ใช่มีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ยาคุณภาพต่างกัน คนจนได้ยาดีน้อยกว่าคนรวย หรือคนจนรอรับแต่เพียง “เศษเนื้อข้างเขียง” ที่สังคมหยิบยื่นให้ในรายการแจกเงิน ขึ้นรถโดยสารฟรี ฯลฯ

                ไม่กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ไม่กระจายงบประมาณ จึงรวยกระจุก จนกระจาย รวมศูนย์ทุกอย่างไว้ส่วนกลาง ความเหลื่อมล้ำชัดเจนระหว่างเมืองกับชนบท คนจึงทิ้งชนบทเข้าเมืองไปตายเอาด้าบหน้า

                การปรองดองทางวัฒนธรรม คือการปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อคนจน คนยากไร้ คนชายขอบ คนพิการ บ้านนอกคอกนา ชาวเขาชาวดอย ซี่งมักถูกดูถูกดูแคลน และการให้โอกาสคนเหล่านี้ให้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี มีงานทำ มีรายได้ และได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียม

                ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงหลายปีที่ผ่านมา จนถูกอ้างเป็นเหตุผลของการทำรัฐประหาร เป็นเหมือนยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาสังคมไทยที่หมักหมมมายาวนานและระเบิดเมื่อได้เวลา ปัญหาใหญ่กว่ายังอยู่ตราบใดที่ไม่ร่วมมือกันปฏิรูปสังคมอย่างรอบด้าน (หรือใช้คำโตๆ ว่า แบบบูรณาการ)

                การปรองดองที่เป็นการปฏิรูปสังคมอย่างรอบด้าน เริ่มจาก “หลักคิด” ที่เป็นองค์รวม ไม่แยกส่วนไม่ใช่ เกี๊ยะเซียะรอมชอมเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เป็นการปรองดองที่ “เห็นหัวประชาชน” หรือให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่ “นักการเมือง” กับ “นายทุนพ่อค้า” มาก่อนอย่างที่ทำกัน

                ไม่ใช่เพียงอ้างอิง แต่นำคำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาใช้จริง ที่ทรงสอนให้ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” โดยเฉพาะ “ประชาชน คนยากคนจน คนชายขอบ”

พัฒนาระบบ “เศรษฐกิจตลาดแบบพอเพียง” ปฏิรูปกฎหมายให้เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำลด การปรองดองก็เกิดได้ เพราะเกิดจาก “ข้างใน” ไม่ใช่การบังคับหรือการต่อรอง

Page 1 of 56