phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (605)

สยามรัฐ 21 สิงหาคม 2562

ข่าวหนุ่มเรียนจบปริญญาแบบพึ่งพาตนเอง กู้กยศ.ไม่ได้ ก็เก็บขยะขาย ล้างจานหาเงินไปจ่ายค่าเล่าเรียน คนชื่นชมทางโซเชียลมีเดีย ทำไมกรณีแบบนี้กลายเป็นเรื่องประหลาด

เมื่อก่อนนี้เป็นเรื่อง “ปกติ” มากโดยเฉพาะคนไปเรียนเมืองนอก ไม่ว่าอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย ถ้าหากไม่ใช่ลูกคนรวยก็ต้องพึ่งตนเอง เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยทั้งนั้น ทำงานตามร้านอาหาร ล้างจาน ส่งหนังสือพิมพ์ ล้างห้องน้ำ ทำความสะอาดบ้าน ดูแลคนแก่ ดูแลเด็ก ทำงานในฟาร์มในสวน และอื่นๆ

งานต่างๆ ในบ้านเราก็ไม่ได้ขาด ทั้งในเมืองและในชนบท แล้วทำไมเด็ก เยาวชน คนหนุ่มสาวบ้านเราส่วนใหญ่จึงไม่สนใจทำงาน อย่างน้อยก็งานพิเศษ มีรายได้พิเศษ ช่วยตัวเอง ช่วยครอบครัว มีมากมายหลายทาง หลายวิธี ความรู้ในการทำก็หาได้ไม่ยาก แค่เปิดยูทูปเขาสอนให้หมด

หรือไม่ก็มีคนประกาศหาคนหนุ่มคนสาวที่ไม่มีงานทำไม่มีรายได้ แต่อยากเรียนมหาวิทยาลัย อย่างกรณีของคุณจีระเดช ใจก๋า ที่ปลูกไม้ไผ่และแปรรูปขายในและต่างประเทศ ยินดีจ่ายค่าเทอมให้ กินอยู่ด้วย และสอนวิชาการปลูกไผ่ การแปรรูปไม้ไผ้ให้ด้วย ไม่มีใครสนใจ

เพื่อนผมเป็นอาจารย์ “มหาวิทยาลัยชีวิต” สอนนักศึกษาให้ทำการเกษตรเล็กๆ ที่พอทำได้ง่ายถ้ามีพื้นที่บ้าง เขาทำเป็นตัวอย่าง แค่ปลูกบวบในพื้นที่แคบๆ ไม่กี่วันเก็บขายได้วันละ 100 กว่าบาท เดือนละไม่น้อยกว่า 3,000 บาท 3 เดือนก็ได้ 9,000 บาท มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียนได้หนึ่งเทอม

หลายสิบปีก่อน เพื่อนอาจารย์คนหนึ่งเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นนักพัฒนาด้วย ลูกเขาสองคนเรียนมัธยมปลายและต่อมาที่รามคำแหง พับถุงกระดาษส่งแม่ค้าทุกวัน ช่วยค่าใช้จ่ายพ่อแม่ ค่าเล่าเรียนตนเอง ค่าอาหารค่าขนม
 

หลายปีที่ผ่านมา นักศึกษามหาวิทยาลัยชีวิตหลายคนได้เรียนรู้วิธีการหาเงินจ่ายค่าเทอมโดยไม่รบกวนครอบครัว บางคนปลูกผักในสวน ไม่พอก็ไปซื้อผักจากสวนคนในหมู่บ้านที่เขาเหลือกิน หรือไม่ก็ไปเก็บจากป่า มัดรวมกันไปขายกำละ 5 บาท ตอนแรกได้วันละ 100 ต่อมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถึง 500 บาท เดือนละ 15,000 บาท แรกๆ ก็เป็นแค่รายได้เสริม ไปๆ มาๆ กลายเป็นรายได้หลักไปเลยก็มี

เคยเห็นข่าวนักธุรกิจจำนวนมากบ่นว่า เด็กรุ่นใหม่ใจไม่สู้ ไม่อดทน อยากทำงานสบายๆ แต่ไม่มีความรู้จริง ไม่มีประสบการณ์ คิดไม่เป็น และไม่พร้อมที่จะเรียนรู้ นับเป็นการวิจารณ์ที่แรง แต่น่าจะจริง เพราะเขาพูดจากประสบการณ์ในการรับคนเข้าทำงาน

เรื่องอย่างนี้คงโทษใครคนเดียวไม่ได้ คงเป็น “บาปสังคม” (social sin) ที่เราต้องรับผิดชอบร่วมกัน เริ่มตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสังคม โดยเฉพาะค่านิยมผิดๆ ต่างๆ ตั้งแต่การเลี้ยงดูลูก การศึกษา ทัศนคติ และระบบโครงสร้างทางสังคม

เคยประเมินการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาจิตสำนึกของเด็กที่โรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ จากการขอร้องขององค์กรต่างประเทศ ผู้บริหารโรงเรียนบอกว่า พยายามให้นักเรียนทุกคนเรียนรู้ที่จะช่วยตัวเอง ช่วยกันเอง โดยการทำงานเล็กๆ น้อยๆ ในโรงเรียน

เด็กนักเรียนตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปลายจะมีงานทำในโรงเรียน ในห้องเรียน ทำความสะอาด ลบกระดาน ล้างห้องน้ำ เก็บกวาดบริเวณโรงเรียน ล้างจานหลังอาหาร

ผู้บริหารโรงเรียนบอกว่า คนรวยจริงๆ เขาไม่บ่นว่าโรงเรียนเลย ขอบคุณเสียอีกที่ช่วยสอนให้ลูกเขาทำงานเป็น ช่วยตัวเองและคนอื่นได้ เพราะอยู่บ้านไม่ค่อยได้ทำ ผู้บริหารบอกว่า แต่ก็มีคน “กึ่งดิบกึ่งดี” “ไม่รวยจริง” (แต่อยากอวดว่ารวย) ที่บ่นว่าโรงเรียนให้ลูกทำงาน ทำให้ลำบาก

เด็กๆ ทุกวันนี้จึงแบมือขอเงินพ่อแม่ไปโรงเรียน ไปเรียนมหาวิทยาลัยก็ไม่อยากทำงาน อยากไปอยู่หอพัก ห้องเช่ากับเพื่อน บางคนมีแฟนอีกต่างหาก มีมอเตอร์ไซค์ซิ่งไปมา ทั้งๆ ที่สามารถหางานทำพิเศษได้ก็ไม่ทำ อายเพื่อน เพราะคนอื่นก็ไม่มีใครไปทำงานกัน ขอเงินพ่อแม่ง่ายดี

ค่านิยมทางสังคมหลายอย่างก็มีส่วนสำคัญ “หน้าตา” เป็นเรื่องใหญ่ อายที่จะทำมาหากินแบบที่เห็นว่าเป็นงาน “ต่ำต้อย” อายเพื่อน อายชาวบ้าน เพราะโบราณสอนว่า “รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา” จึงอยากได้งานที่สบายๆ มีหน้ามีตา คนที่ใช้แรงงานจึงถูกดูถูก คนใช้สมองมีเกียรติ จะให้ดีควรเป็น “เจ้าคนนายคน”

การที่ผู้คนชื่นชมเด็กหนุ่มที่ทำงานเก็บขยะหาเงินเพื่อจ่ายค่าเล่าเรียนเอง แสดงว่า สำนึกดีของสังคมก็ยังมีอยู่ ผู้คนทั่วไปไม่ได้คิดว่า เด็กที่ไปเล่นดนตรีเปิดหมวกตามที่สาธารณะเป็น “ขอทาน” แต่เป็นคนที่นำความสุขไปให้ผู้คน ใครจะให้เงินก็ได้ ไม่ให้ก็ได้ ตอบแทนความสุขล็กๆ ที่ได้รับจากเสียงดนตรี

แต่คนที่ทำงานหาเงินช่วยตนเองเช่นนี้มีไม่มาก ทั้งๆ ที่โอกาสมีมากมาย อยู่เมืองไทยไม่อับจนแน่ เพราะมีดิน มีน้ำ มีแดด และมีความรู้ประสบการณ์ของผู้รู้มากมายที่พร้อมจะสอนและช่วยให้ทำได้ทำเป็น

หากใจสู้ใจรัก ก็จะทำอะไรได้มากมาย เหมือนคนที่จบปริญญาตรี โท กลับไป “ต่อยอด” การเกษตรของพ่อแม่ อยู่รอด มั่นคง และมีความสุขกว่าการทำงานในออฟฟิศ คนแบบนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่ยาก คือ ทำอย่างไรให้คิดเป็น คิดนอกกรอบ และคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสังคมวันนี้เป็นสังคมเปิด โลกเปิด ให้โอกาสมากมาย อยู่ที่ว่ารักการเรียนรู้ด้วยตนเอง สร้างความรู้ใหม่ด้วยการลงมือทำเองเพียงใด ไม่รอสูตรสำรเร็จเพื่อรวยลัด รวยเร็ว “ไม่หมิ่นเงินน้อย ไม่คอยวาสนา” อย่างโบราณท่านสอน

ในยุคที่ “ปัญญาประดิษฐ์” กำลังมาแทนที่ “แรงงานคน” “คนที่จะอยู่รอดไม่ใช่คนที่แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุด แต่คือคนที่ปรับตัวได้ดีที่สุด” (ชาร์ลส์ ดาร์วิน Survival of the Fittest)

สยามรัฐ 21 สิงหาคม 2562

ข่าวหนุ่มเรียนจบปริญญาแบบพึ่งพาตนเอง กู้กยศ.ไม่ได้ ก็เก็บขยะขาย ล้างจานหาเงินไปจ่ายค่าเล่าเรียน คนชื่นชมทางโซเชียลมีเดีย ทำไมกรณีแบบนี้กลายเป็นเรื่องประหลาด

เมื่อก่อนนี้เป็นเรื่อง “ปกติ” มากโดยเฉพาะคนไปเรียนเมืองนอก ไม่ว่าอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย ถ้าหากไม่ใช่ลูกคนรวยก็ต้องพึ่งตนเอง เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยทั้งนั้น ทำงานตามร้านอาหาร ล้างจาน ส่งหนังสือพิมพ์ ล้างห้องน้ำ ทำความสะอาดบ้าน ดูแลคนแก่ ดูแลเด็ก ทำงานในฟาร์มในสวน และอื่นๆ

งานต่างๆ ในบ้านเราก็ไม่ได้ขาด ทั้งในเมืองและในชนบท แล้วทำไมเด็ก เยาวชน คนหนุ่มสาวบ้านเราส่วนใหญ่จึงไม่สนใจทำงาน อย่างน้อยก็งานพิเศษ มีรายได้พิเศษ ช่วยตัวเอง ช่วยครอบครัว มีมากมายหลายทาง หลายวิธี ความรู้ในการทำก็หาได้ไม่ยาก แค่เปิดยูทูปเขาสอนให้หมด

หรือไม่ก็มีคนประกาศหาคนหนุ่มคนสาวที่ไม่มีงานทำไม่มีรายได้ แต่อยากเรียนมหาวิทยาลัย อย่างกรณีของคุณจีระเดช ใจก๋า ที่ปลูกไม้ไผ่และแปรรูปขายในและต่างประเทศ ยินดีจ่ายค่าเทอมให้ กินอยู่ด้วย และสอนวิชาการปลูกไผ่ การแปรรูปไม้ไผ้ให้ด้วย ไม่มีใครสนใจ

เพื่อนผมเป็นอาจารย์ “มหาวิทยาลัยชีวิต” สอนนักศึกษาให้ทำการเกษตรเล็กๆ ที่พอทำได้ง่ายถ้ามีพื้นที่บ้าง เขาทำเป็นตัวอย่าง แค่ปลูกบวบในพื้นที่แคบๆ ไม่กี่วันเก็บขายได้วันละ 100 กว่าบาท เดือนละไม่น้อยกว่า 3,000 บาท 3 เดือนก็ได้ 9,000 บาท มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียนได้หนึ่งเทอม

หลายสิบปีก่อน เพื่อนอาจารย์คนหนึ่งเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นนักพัฒนาด้วย ลูกเขาสองคนเรียนมัธยมปลายและต่อมาที่รามคำแหง พับถุงกระดาษส่งแม่ค้าทุกวัน ช่วยค่าใช้จ่ายพ่อแม่ ค่าเล่าเรียนตนเอง ค่าอาหารค่าขนม
 

หลายปีที่ผ่านมา นักศึกษามหาวิทยาลัยชีวิตหลายคนได้เรียนรู้วิธีการหาเงินจ่ายค่าเทอมโดยไม่รบกวนครอบครัว บางคนปลูกผักในสวน ไม่พอก็ไปซื้อผักจากสวนคนในหมู่บ้านที่เขาเหลือกิน หรือไม่ก็ไปเก็บจากป่า มัดรวมกันไปขายกำละ 5 บาท ตอนแรกได้วันละ 100 ต่อมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถึง 500 บาท เดือนละ 15,000 บาท แรกๆ ก็เป็นแค่รายได้เสริม ไปๆ มาๆ กลายเป็นรายได้หลักไปเลยก็มี

เคยเห็นข่าวนักธุรกิจจำนวนมากบ่นว่า เด็กรุ่นใหม่ใจไม่สู้ ไม่อดทน อยากทำงานสบายๆ แต่ไม่มีความรู้จริง ไม่มีประสบการณ์ คิดไม่เป็น และไม่พร้อมที่จะเรียนรู้ นับเป็นการวิจารณ์ที่แรง แต่น่าจะจริง เพราะเขาพูดจากประสบการณ์ในการรับคนเข้าทำงาน

เรื่องอย่างนี้คงโทษใครคนเดียวไม่ได้ คงเป็น “บาปสังคม” (social sin) ที่เราต้องรับผิดชอบร่วมกัน เริ่มตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสังคม โดยเฉพาะค่านิยมผิดๆ ต่างๆ ตั้งแต่การเลี้ยงดูลูก การศึกษา ทัศนคติ และระบบโครงสร้างทางสังคม

เคยประเมินการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาจิตสำนึกของเด็กที่โรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ จากการขอร้องขององค์กรต่างประเทศ ผู้บริหารโรงเรียนบอกว่า พยายามให้นักเรียนทุกคนเรียนรู้ที่จะช่วยตัวเอง ช่วยกันเอง โดยการทำงานเล็กๆ น้อยๆ ในโรงเรียน

เด็กนักเรียนตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปลายจะมีงานทำในโรงเรียน ในห้องเรียน ทำความสะอาด ลบกระดาน ล้างห้องน้ำ เก็บกวาดบริเวณโรงเรียน ล้างจานหลังอาหาร

ผู้บริหารโรงเรียนบอกว่า คนรวยจริงๆ เขาไม่บ่นว่าโรงเรียนเลย ขอบคุณเสียอีกที่ช่วยสอนให้ลูกเขาทำงานเป็น ช่วยตัวเองและคนอื่นได้ เพราะอยู่บ้านไม่ค่อยได้ทำ ผู้บริหารบอกว่า แต่ก็มีคน “กึ่งดิบกึ่งดี” “ไม่รวยจริง” (แต่อยากอวดว่ารวย) ที่บ่นว่าโรงเรียนให้ลูกทำงาน ทำให้ลำบาก

เด็กๆ ทุกวันนี้จึงแบมือขอเงินพ่อแม่ไปโรงเรียน ไปเรียนมหาวิทยาลัยก็ไม่อยากทำงาน อยากไปอยู่หอพัก ห้องเช่ากับเพื่อน บางคนมีแฟนอีกต่างหาก มีมอเตอร์ไซค์ซิ่งไปมา ทั้งๆ ที่สามารถหางานทำพิเศษได้ก็ไม่ทำ อายเพื่อน เพราะคนอื่นก็ไม่มีใครไปทำงานกัน ขอเงินพ่อแม่ง่ายดี

ค่านิยมทางสังคมหลายอย่างก็มีส่วนสำคัญ “หน้าตา” เป็นเรื่องใหญ่ อายที่จะทำมาหากินแบบที่เห็นว่าเป็นงาน “ต่ำต้อย” อายเพื่อน อายชาวบ้าน เพราะโบราณสอนว่า “รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา” จึงอยากได้งานที่สบายๆ มีหน้ามีตา คนที่ใช้แรงงานจึงถูกดูถูก คนใช้สมองมีเกียรติ จะให้ดีควรเป็น “เจ้าคนนายคน”

การที่ผู้คนชื่นชมเด็กหนุ่มที่ทำงานเก็บขยะหาเงินเพื่อจ่ายค่าเล่าเรียนเอง แสดงว่า สำนึกดีของสังคมก็ยังมีอยู่ ผู้คนทั่วไปไม่ได้คิดว่า เด็กที่ไปเล่นดนตรีเปิดหมวกตามที่สาธารณะเป็น “ขอทาน” แต่เป็นคนที่นำความสุขไปให้ผู้คน ใครจะให้เงินก็ได้ ไม่ให้ก็ได้ ตอบแทนความสุขล็กๆ ที่ได้รับจากเสียงดนตรี

แต่คนที่ทำงานหาเงินช่วยตนเองเช่นนี้มีไม่มาก ทั้งๆ ที่โอกาสมีมากมาย อยู่เมืองไทยไม่อับจนแน่ เพราะมีดิน มีน้ำ มีแดด และมีความรู้ประสบการณ์ของผู้รู้มากมายที่พร้อมจะสอนและช่วยให้ทำได้ทำเป็น

หากใจสู้ใจรัก ก็จะทำอะไรได้มากมาย เหมือนคนที่จบปริญญาตรี โท กลับไป “ต่อยอด” การเกษตรของพ่อแม่ อยู่รอด มั่นคง และมีความสุขกว่าการทำงานในออฟฟิศ คนแบบนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่ยาก คือ ทำอย่างไรให้คิดเป็น คิดนอกกรอบ และคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสังคมวันนี้เป็นสังคมเปิด โลกเปิด ให้โอกาสมากมาย อยู่ที่ว่ารักการเรียนรู้ด้วยตนเอง สร้างความรู้ใหม่ด้วยการลงมือทำเองเพียงใด ไม่รอสูตรสำรเร็จเพื่อรวยลัด รวยเร็ว “ไม่หมิ่นเงินน้อย ไม่คอยวาสนา” อย่างโบราณท่านสอน

ในยุคที่ “ปัญญาประดิษฐ์” กำลังมาแทนที่ “แรงงานคน” “คนที่จะอยู่รอดไม่ใช่คนที่แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุด แต่คือคนที่ปรับตัวได้ดีที่สุด” (ชาร์ลส์ ดาร์วิน Survival of the Fittest)

สยามรัฐ 14 สิงหาคม 2562

ฝนแล้งน้ำท่วม ชาวนาสิ้นหวัง เพราะรัฐเองก็ช่วยอะไรไม่ได้ โทษฟ้าโทษฝน โทษแอลนิโญ่ ลานีญ่า แต่ลองไปดูคนเล็กๆ ชุมชนเล็กๆ หลายแห่งทั่วประเทศว่าเขาแก้ปัญหาเองอย่างไร

ไม่ว่าปีไหน ลุงมณี ชูตระกูล คนตำบลทุ่งใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดุอทัยธานี ไม่เคยมีปัญหาเรื่องน้ำทำนา ทำการเกษตร เมื่อก่อนเขาทำนา 60 ไร่ เช่าเขาอีก 20 ไร่ ไม่ได้อยู่ในเขตชลประทาน ได้ข้าว 45 เกวียน ปี 2535 เพลี้ยลง ได้ข้าวเพียง 4 เกวียน หมดเลย

เขาไม่ท้อ เริ่มหาวิธีแก้ปัญหาระยะยาว บอกว่า “ปัจจัยสำคัญที่สุดในการผลิต คือ น้ำ ผมมุ่งแก้ปัญหาน้ำเป็นอันดับแรก หวังพึ่งเทวดาเท่านั้นไม่ได้แล้ว แม้แต่รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐก็คงไปรอให้ท่านมาช่วยไม่ได้ เราต้องหาทางช่วยตัวเองก่อน”

เขากู้เงิน ธ.ก.ส. มาจ้างรถไถให้ไถร่องรอบๆ นา ลึก 1 เมตร กว้าง 2 เมตร โชคดี ทำเสร็จฝนก็ตก ได้น้ำขุ่นเหมาะกับผักกระเฉด ผักบุ้ง ปลูกไปขายได้เงินมา 20,000 ส่วนหนึ่งจ่ายหนี้ส่วนหนึ่งไปซื้อลูกปลามาปล่อย 100,000 ตัว ทยอยเลี้ยงเป็นรุ่นๆ เป็นปลากินพืช ปลาตะเพียน ปลายี่สก ปลาจีน ปลานิล

ปลายปี 2535 ขึ้น 2536 ก็ปลูกผักหน้าแล้ง ปี 2536 เริ่มจับปลาขาย ปี 2539 ได้โครงการน้ำเพื่อชีวิตมาช่วยและลงทุนเอง ขยายร่องน้ำรอบนา 20 ไร่ ลึกลงไปอีก 1 เมตร กว้าง 2 เมตรด้านล่าง และ 4 เมตรที่ปากร่อง ดินที่ขุดก็โกยขึ้นมาเป็นคันกว้าง 3 เมตร ปลูกผัก ปลูกไม้ผลได้หลายชนิด

ลุงมณีขุดสระใหญ่ไว้เป็นที่กักเก็บน้ำในหน้าฝน เดือนสิงหาคมน้ำจะมาก จะหลาก ถ้าไม่เต็มก็สูบจากร่อง มีบ่อปลาหลายบ่อ สระน้ำและบ่อต่างๆ มีท่อส่งน้ำถึงกันหมด เปิดปิดได้ สระใหญ่จะอยู่สูง เมื่อต้องการน้ำทำนาและปลูกพืชผักก็เปิดท่อปล่อยน้ำ ไม่ต้องสูบให้เปลืองน้ำมัน

ลุงมณีเป็นนักวางแผนว่าจะปลูกอะไรเมื่อไร “เช่นปลูกเผือกไร่หนึ่งขายได้ 60,000 เพราะดูว่าตลาดจะขาดเผือกเมื่อไร ผมลงมกรา ไปเก็บเอากรกฎา ตอนที่เผือกแพงพอดี มีถั่วลิสง ถ้าลงธันวาไปเก็บมีนาก็ราคาดีมาก เพราะถั่วลิสงขาดตลาด ผมปลูก 3-4 ไร่ นอกนั้นก็มีข้าวโพด ต้องดูเวลาลงให้ดี ขายจะได้ราคา”

ลุงมณียังปลูกผักผลไม้อีกหลายชนิด มีฟักทอง แตงโม มะม่วง กระท้อน ส้มโอ ชมพู่ ขนุนอย่างละ 40-50 ต้น ไม่ได้เน้นที่ไม้ผล ปีหนึ่งก็ขายได้ไม่ถึง 20,000 บาท

ลุงมณีทำนาปีหนึ่ง 3 ครั้ง นาปี 1 ครั้ง ทำเองส่วนหนึ่ง แบ่งให้ลูกทำส่วนหนึ่ง ที่ทำเอง 28 ไร่ ได้ข้าวนาปีประมาณ 30 เกวียน ส่วนนาปรังทำ 15 ไร่ ได้ข้าวประมาณ 10 เกวียนต่อครั้ง รวมทั้งปีได้ข้าว 50 เกวียน ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ เน้นขี้วัวขี้ควาย เอาไปใส่ก่อนทำนา

เขายืนยันว่า “ถ้าดินดี สมบูรณ์โรคและศัตรูพืชก็ไม่ค่อยมี อย่างเพลี้ยก็ต้องรู้วิธีกำจัดหรือป้องกัน ถ้าปล่อยให้น้ำแห้งตามเวลา เพลี้ยก็ไม่มี ผมจัดการปล่อยน้ำขังในนาลงไปในร่องรอบนา ไม่ได้ปล่อยน้ำทิ้งเหมือนคนอื่นเขาทำกัน ผมทดน้ำไปเก็บไว้ใช้ต่อ ต้องใช้วิธีจัดการแบบธรรมชาติ ไม่เอะอะก็วิ่งไปซื้อยา”

ทำกันสองคนกับภรรยา จ้างเขาตีดิน จ้างรถเกี่ยว “ชาวนาวันนี้ไม่หนักเหมือนเมื่อก่อน ไม่ต้องออกแรงมาก แต่ต้องใช้ปัญญามากขึ้น ต้องเรียนรู้และวางแผนให้ดีกว่าเดิม เราไม่ได้ทำกินอย่างเดียวแล้ว เราทำขายด้วย ผมว่าถ้าขยันหมั่นเพียร ใช้ความรู้ใช้ปัญญาในการจัดการดิน จัดการน้ำ จัดการเรื่องการขายผลผลิต ถ้ามีมากก็ขายได้ ผมเชื่อว่าชาวนาเราอยู่ได้อย่างมั่นคง”

ถามว่าเขาเรียนรู้ทำการเกษตรมาจากไหน เขาตอบว่า “เรียนมาจากทุ่งนาครับ เรียนจากการปฏิบัติ จากการสังเกต จากประสบการณ์ จากความล้มเหลว จากปัญหาอุปสรรค ถ้ามองโลกในแง่ดี ทุกอย่างเป็นโอกาสให้เราเรียนรู้ได้หมด แต่เรียนรู้แปลว่าต้องคิดให้เป็นด้วย ไม่ใช่ไปเห็นใครเขาทำอะไรได้ผลก็รีบมาทำด้วย ประเภทเฮไปก็เฮมา ถึงได้เจ๊งกันไม่รู้จบ”

“ผมอยากแนะนำว่า การไปศึกษาดูงานใครก็ตาม ไปดูมาแล้วต้องมาคิดก่อนว่า ที่ของเราเป็นอย่างไร เหมาะสมที่จะทำอย่างเขาไหม สภาพของเรา หนี้สิน และอื่นๆ ต้องคิดให้รอบด้านก่อนลงมือทำ ขยันอย่างเดียวไม่พอ ต้องฉลาดด้วย” เขาพูดอย่างคนที่คิดได้และไม่เป็นหนี้ ธ.ก.ส.มากว่า 20 ปีแล้ว

“ผมเคยไปดูงานมาแล้วเอามาทำเลย ไม่ได้ผลครับ บางครั้งไปฝึกอบรมมา เขาก็ไม่ได้อบรมเราทุกขั้นตอน ไม่ได้ครบถ้วนกระบวนความ หลายคนไม่ได้เปิดอกพูดหรือบอกเราหมด เราเอามาทำก็ไม่ได้ผล ต้องมาเรียนรู้เอง มาทำเอง รวมถึงพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ อย่าได้แต่เอาของที่เขามาแจกมาแถม อันนั้นไม่ค่อยดี สู้เราเพาะกล้าเอง หาพันธุ์เองไม่ได้ แน่นอนกว่า”

ยังมีคนอย่างลุงมณีอีกจำนวนมาก อย่างหมวดกรกฤช เหลิม จันศรี และคุณจรัญ เทพพิทักษ์ ศิษย์เก่า “มหาวิทยาลัยชีวิต” ที่ปีนี้ลงภาพนาข้าวเพิ่งดำนาเสร็จอวดใครต่อในโซเชียลมีเดีย แม้ว่าที่หนองคายและมหาสารคามทั่วไปจะแล้ง แต่สองคนนี้มีน้ำทำนา ด้วยวิธีการที่คล้ายกับลุงมณีที่อุทัยธานี

หรือกรณีบ้านลิ่มทอง ต.หนองโบสถ์ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ สิบกว่าปีมานี้ ชาวบ้าน 2,221 ครัวเรือน ไม่เคยมีปัญหาเรื่องน้ำแล้งเลย เคยมีแต่ท่วมหน้าฝน ไม่เคยเก็บน้ำได้ วันนี้มีทำคลองดักน้ำหลาก และคลองซอย แก้มลิง 61 สระ สระประจำไร่นาอีกกว่า 50 สระ มีน้ำใช้ทำการเกษตรทั้งปี

ส.ส.ที่อยากช่วยชาวบ้านไม่ควรคิดแต่เมกาโปรเจคต์ ควรเรียนรู้จากของจริง ไปปรึกษามูลนิธิชัยพัฒนาที่มีตัวอย่างการแก้ปัญหาน้ำในระดับชุมชนทั่วประเทศ นำไปขยายผล เสนอนโยบาย เสนอกฎหมายที่มาจาก “ข้างล่าง” (bottom up) ที่ช่วยชาวไร่ชาวนาได้จริง ไม่ใช่นั่งคิดฝันเอาจาก “ข้างบน” (top down)

สยามรัฐ 7 สิงหาคม 2562

ถ้าการเกษตรไทยรอวันตาย ไม่มีอนาคต คงไม่ใช่เพราะฝนแล้ง น้ำท่วม ผลผลิตราคาตกต่ำเท่านั้น ที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นเพราะเกษตรกรรุ่นเก่ากำลังแก่เฒ่าและล้มหายตายจาก ไม่มีคนสืบทอดต่างหาก

ฟังการแถลงนโยบายและการอภิปรายในสภาก็ไม่ได้ยินว่าจะมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมสัมผัสได้อย่างไรจึงจะให้เกิด “ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ในการเกษตร เพราะปัญหามีความซับซ้อนและเกี่ยวพันกันหมด จำนำหรือประกันราคาข้าวเปลือกคงหมดยุคแล้ว เพราะมีหลายวิธีที่ยั่งยืนกว่า จะทำหรือไม่เท่านั้น

วันนี้จีนกำลังส่งข้าวออก ไปปลูกข้าวในตะวันออกกลาง กลางทะเลทราย ไม่สนใจว่าแล้งหรือดินเค็มแค่ไหน เพราะความรู้มี เทคโนโลยีถึง ไม่นานก็จะส่งออกข้าวไปขายทั่วโลก หลายประเทศในแอฟริกาที่จีนไปส่งเสริมการปลูกข้าวมาหลายปี ก็กำลังดีขึ้นเรื่อยๆ ที่ดินเพาะปลูกก็มหาศาล

ผลผลิตต่อไร่ในประเทศต่างๆ สูงกว่าไทยมาก จำนวนชาวนาไทยลดน้อยลงทุกปี อีก 20 ปี อาจไม่มีคนทำนา พ่อแม่แก่เฒ่าและตายไป ลูกหลานไม่มีใครสืบทอด นาอาจไปอยู่ในมือนายทุนที่ทำนาแปลงใหญ่ หรือเปลี่ยนเป็นไร่อ้อย ไร่มัน พืชเศรษฐกิจอื่นๆ

หลายปีแล้วที่รัฐบาลได้ส่งเสริม “สมาร์ทฟาร์เมอร์” ภาคเอกชนทำโครงการ “คนกล้าคืนถิ่น” ทำให้คนที่เคยทำงานในเมือง คนจบปริญญากลับไปทำการเกษตร สื่อต่างๆ นำกรณีตัวอย่างมาเสนออย่างน่าสนใจ

แต่ก็ไม่แน่ใจว่า “ต้นแบบ” ที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้มาจากโครงการของรัฐบาลหรือไม่ เพราะไม่เห็นมาตรการอะไรที่ชัดเจน ที่สร้างแรงจูงใจคนกลับบ้านทำการเกษตร จึงน่าจะมีแต่ “หน่วยกล้าตาย” คนเบื่อเมืองกรุง เบื่อสำนักงาน ตกงาน หรือที่เป็นห่วงพ่อแม่ ที่กลับไปทำการเกษตร

มีมากมายหลายกรณีที่น่าสนใจมาก อย่างคุณตรีนุช วงศ์สมตระกูล คนอยุธยา อายุ 25 ปี เรียนจบป.ตรีและโททางวิศวะ สนใจเรื่องการเกษตรจึงไปเรียนรู้หลายเดือนและลงมือทำเกษตรอินทรีย์ ปลูกผักและแปรรูปผลผลิตจนมีรายได้ดี ได้อาหารดี มีความสุขกับการทำงาน ขายออนไลน์ ผลิตขายไม่ทัน

หรือกรณีคุณนัฐกร มาลัย ที่ตำบลอู่โลก อำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์ เรียนมาทางพืชสวน แต่ไปทำงานเป็นลูกจ้างอยู่หลายปีที่โคราช เสาร์อาทิตย์วันหยุดก็กลับบ้านไปทำสวน ปลูกมะเดื่อฝรั่ง จนสุดท้ายลาออกจากงานมาทำเกษตร ปลูกอีกหลายอย่าง แค่หญ้าอิสราแอลงานเดียวทำเงินปีหนึ่งได้เป็นแสน

วิถีชุมชนวันนี้มีอะไรมากมายให้สืบสาน ต่อยอด และให้อยู่รอดได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะปัจจัย ๔ อาหาร เสื้อผ้า ยาสมุนไพร ที่อยู่อาศัย รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งหลายอย่างกำลังจะหายสาบสูญไปพร้อมกับเจ้าของภูมิปัญญาพื้นบ้าน

มีคนหนุ่มคนสาวหลายคนที่สืบทอดจากพ่อแม่และชุมชน อย่างกรณีสุพัตรา แสงกองมี วัยเพียง 23 ปีของกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ (ผ้าขาวม้าดารานาคี) จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งก่อนนี้ทอกันทั้งหมู่บ้าน ต่อมาราคาไม่ดี จึงเลิกทำ เหลือเพียงไม่กี่คนที่กำลังจะเลิกเหมือนกัน

คุณสุพัตรามาคิดได้ว่า ถ้าจะทำให้ผ้าขาวม้าอยู่ได้ ชุมชนอยู่ได้ ต้องคิดต่างจากเดิม เธอเห็นว่า วันนี้คนสนใจอะไรที่เป็นธรรมชาติ เป็นอินทรีย์ มีภูมิปัญญาดั้งเดิมในการย้อมโคลน ย้อมสีธรรมชาติจากไม้ป่าไม้บ้านหลายชนิด ทำอย่างไรให้ผ้านุ่ม สีสันน่าใช้ หีบห่อน่าชมน่าซื้อ แปรรูปเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป ผ้าพันคอ ผ้าปูโต๊ะ และอื่นๆ ผ้าขาวม้าจากผืนละ 100 บาท กลายเป็น 500 ชาวบ้านจึงหันกลับมาทอผ้าขาวม้าอีกครั้ง

มี 3 ปัจจัยของการคืนถิ่น สืบสานต่อยอดวิถีชุมชน ไม่ว่าด้านการเกษตร หัตถกรรมตามวิถีชุมชน คือ มีใจ มีความรู้ มีความคิดสร้างสรรค์

คนที่คืนถิ่นได้ต้อง “ใจถึง” เป็นคนกล้า เพราะอาจขัดใจหลายคน ขัดความรู้สึกของชาวบ้านที่คิดว่าอุตส่าห์ไปเรียนสูงๆ ทำไมกลับไปทำนาทำสวน ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำว่าทำได้ดี และอยู่รอดได้

เมื่อใจมา ปัญญาเกิด อะไรก็เกิดได้ โดยการขวนขวายหาความรู้และนำสู่การปฏิบัติ ความรู้ที่มาจากการลงมือทำเป็น“ความรู้มือหนึ่ง” เป็นความรู้จริง ส่วนใหญ่ที่ไปทำการเกษตรและสืบสานภูมิปัญญา ไม่ได้เรียนมาทางนั้นโดยตรง เรียนใหม่เรียนเองจากการลงมือทำทั้งนั้น

ประการที่ 3 สำคัญ คือ ความคิดสร้างสรรค์ คนกล้าเหล่านี้ไม่ได้คิดแค่กลับไปทำนา แต่คิดว่าสังคมวันนี้ต้องการอะไร ต้องการอาหารสุขภาพ เกษตรอินทรีย์ ผ้าย้อมสีธรรมชาติ ต้องการไปสัมผัสกับธรรมชรติและวิถีชุมชน พวกเขาก็ทำสิ่งเหล่านี้ ต้อนรับให้ไปเที่ยวชม ซื้อผลผลิต ไปรับประทานอาหารที่มาจากสวนจากนาของตนเอง ผลผลิตหลากหลายล้วนแปรรูปทำให้มูลค่าเพิ่ม

คนรุ่นใหม่เหล่านี้เอาวิชาที่เรียนมาจากมหาวิทยาลัยใช้ได้อย่างผสมผสาน การผลิต การตลาด ไม่ต้องมีหน้าร้าน ขายออนไลน์ ส่งทางไปรษณีย์หรือเคอรี่ ไม่ทำอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกันไปทั้งการเกษตร การแปรรูป ร้านอาหาร การท่องเที่ยว ไปถึงโฮมสเตย์ในบางกรณีที่มีที่พักในสวนในนา

ฟังจากการให้สัมภาษณ์ของคนหนุ่มคนสาวเหล่านี้เห็นว่า พวกเขา “คิดเป็น” เป็นตัวของตัวเอง ไม่ติดกรอบ พร้อมที่จะคิดใหม่ทำใหม่ อย่างพืชพันธุ์ใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ การแปรรูป การจัดการ

นี่ขนาดมีแต่ “หน่วยกล้าตาย” กลับไปบ้านทำเอง แล้วรัฐบาลมีมาตรการอะไรไปส่งเสริมขบวนการสืบสานการเกษตรและภูมิปัญญาท้องถิ่นนี้ การศึกษาไทย รัฐบาลและภาคธุรกิจไทยไม่จับมือกันผลักดันให้คนกลับไปทำงานแบบนี้ หรือจะรอให้ปัญญาประดิษฐ AI ทำให้คนตกงานหลายล้านก่อนแล้วค่อยคิด

ยุทธศาสตร์ 20 ปีถ้ามีวิสัยทัศน์แบบ “เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ทำ” มองไม่เห็นชาวบ้าน ศักยภาพของคนเล็กๆ ไม่เห็นชุมชน ไม่สนใจส่งเสริมคนรุ่นใหม่ให้กลับไปแทนคุณบ้านเกิด ไปสืบสาน อีกไม่นานคงได้เห็นเกษตรกรไทยเป็นเพียงลูกจ้างในนาใหญ่ของนายทุนเท่านั้น

Page 1 of 76