phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 29 April 2015 21:01

C&P vs R&D

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 29 เมษายน 2558

C&P ย่อมาจาก copy and paste แปลว่า ลอกแล้ววางลง ภาษาที่ใช้กันในคอมพิวเตอร์ ส่วน R&D ย่อมาจาก research and development แปลว่า วิจัยและพัฒนา

                เป็นธรรมดาของมนุษย์และสังคมที่เริ่มต้นจากการเลียนแบบก่อนไปพัฒนา เด็กเกิดมาก็เลียนแบบก่อนพัฒนาไปเป็นตัวของตัวเอง ประเทศด้อยพัฒนาก็มักเริ่มจากการเลียนแบบ เพราะขาดความรู้ ขาดเทคโนโลยี ขาดเงินทุน แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนี้เสมอไป

ในโลกของทุนนิยม บริโภคนิยม ที่แข่งขันกันเอาเป็นเอาตาย มุ่งกำไรสูงสุด การเลียนแบบไม่ใช่เรื่องของคนจน คนไม่มีความรู้ ไม่ใช่เรื่องของคนเล็กๆ ที่ด้อยโอกาสเท่านั้น แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีทุกอย่างอยู่ในมือก็ยังไปลอก ไปขโมยผลจากสติปัญญาของคนอื่น ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก รวยหรือจน

สังคมเห็นใจชายไทยที่ขายกาแฟข้างถนนโดยใช้ชื่ออะไรที่ใกล้เคียงกับกาแฟยี่ห้อดังระดับโลก แต่เมื่อเห็นว่าน่าจะผิด คนที่เห็นใจก็เห็นด้วยว่าเขาควรจะปรับแก้ไขให้ถูกต้อง และในกรณีที่เกิดขึ้นวันนี้ที่ถกเถียงกันผ่านทางสื่อสังคมว่า ขนมปังไส้อร่อย เป็นการขโมยสติปัญญาของคนเล็กๆ หรือไม่ คงต้องรอดูกันต่อไปว่า ผลจะออกมาอย่างไร เพราะมีการออกมาชี้แจงจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ท่ามกลางเสียงโห่ของผู้คน

ไม่ต้องรวมสารพัดสินค้าพร้อมกินพร้อมดื่มอีกมากมายที่อ้างกันว่าพัฒนามาจากสมองของพนักงานเป็นของตนที่จ้างมาเพื่อทำ R&D ไม่ใช่ C&D (copy and development)

เราเห็น C&P (copy and paste แปลว่า ลอกแล้ววางลง) ในแทบทุกวงการในบ้านเรา ตั้งแต่ส่วนบุคคลที่เริ่มจากลอกการบ้านเพื่อนไปจนถึงลอกความคิด ข้อความเป็นหน้าๆ ไปถึงลอกเอาทั้งเล่มในกรณีวิทยานิพนธ์ วันนี้ copy แล้วก็ paste กลายเป็นวัฒนธรรมยุคใหม่ที่ไม่ซื่อสัตย์ไปแล้ว

มีคนเสนอโครงการวิจัยไปที่หน่วยงานหนึ่ง ได้รับการปฏิเสธ แต่ต่อมาก็เห็นงานวิจัยดังกล่าวมีญาติของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานนั้นได้รับทุนไปทำ มีคนเสนอโปรเจ็คขอกู้ธนาคารแต่ไม่ผ่าน ต่อมาเห็นคนอื่นเอาไปทำ  มีคนเสนอรายการทีวี ส่งตัวอย่างไปให้ทีวีช่องนั้น ถูกปฏิเสธ วันดีคืนดีเรื่องนั้นก็ออกมาในทีวีช่องนั้น เรื่องแบบนี้มีในทุกวงการ

เราเห็นการลอกเลียนแบบเสื้อผ้า กระเป๋า นาฬิกา เครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ จนกลายเป็นเรื่องใหญ่ระหว่างประเทศ รัฐบาลต้องไล่จับของปลอม ของเลียนแบบมาเผามาทำลายออกสื่อ เพื่อจะได้บอกประเทศเจ้าของลิขสิทธิ์ว่า เราไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้

แต่คนที่เอาแผ่นกอปปี้ซีดีหนังจากถังขยะไปขายข้างถนนโดนจับติดคุก มีคนช่วยจ่ายค่าปรับให้ 1.3 แสนถึงได้รับการปล่อยตัว แต่คนที่ไปเอาสูตรอาหารชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งมีเจ้าของสูตรกลับถือว่าเป็นเรื่องชอบธรรมเพราะเขาจัดการแข่งขันให้รางวัล แต่ขอสูตรโดยละเอียด หรือให้พนักงานของตนออกไปสืบค้นหาสูตรอาหารจานเด็ดจากทุกจังหวัดเพื่อนำมาพัฒนาให้เป็นอาหารกล่องสำเร็จรูป

คนที่ไปเอาพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์จากชาวบ้าน จากท้องถิ่นมาปรับปรุงดัดแปลงแล้วทำให้ไม่สามารถขยายพันธุ์จากที่ซื้อไปจากตนเอง ต้องมาซื้อทุกครั้งทุกปีที่ต้องการปลูกต้องการเลี้ยง แล้วยังมีวิธีแยบยลในการไปทำลายพันธุ์พื้นบ้านพื้นเมืองอื่นๆ ในท้องถิ่นเพื่อไม่ให้หลงเหลือมาเป็นคู่แข่ง หรือมาผสมพันธุ์กับของตนเอง

กฎหมายอาจมีช่องโหว่ แต่จริยธรรมไม่มีช่องว่างให้อ้าง แก้ตัว แก้ต่าง กฎหมายอาจไม่ยุติธรรม แต่กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ ความเชื่อนี้ยังทำคนไทยเราพอปลอบใจตนเองได้บ้างว่า สักวัน คนที่เอาเปรียบคนอื่นคงต้องมีอันเป็นไป

แต่สังคมจะอยู่ได้ด้วยหลักนิติรัฐ (rule of law) แม้จะมีกฎหมายป้องกันการผูกขาด (antitrust law) แต่บ้านเมืองนี้ที่เต็มไปด้วยอิทธิพลเส้นสาย กฎหมายนี้ใช้ได้แค่ไหนยังเป็นคำถาม  ความเหลื่อมล้ำในสังคมยังเห็นเต็มไปหมด หลายมาตรฐาน เหมือนว่ากฎหมายให้โอกาสคนบางคนมากกว่าคน

 เราปล่อยให้ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ทำอะไรได้มากมายอย่างที่ประเทศอื่นๆ เขาไม่อนุญาตให้ทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ตั้ง เรื่องเวลาค้าขาย และรายละเอียดอื่นๆ เขาจะหาทางส่งเสริมสนับสนุนคนเล็กๆ ชุมชนต่างๆ ให้จัดการการผลิตการขายการบริโภคด้วยตนเอง

ร้านสะดวกซื้อที่มีสาขาอยู่นับหมื่นแห่งทั่วประเทศ รวมทั้งค้าปลีกยักษ์ใหญ่ทั้งหลายที่แพร่กระจายไปทุกหัวเมือง ทำให้โชห่วยชาวบ้านร้านตลาดล้มหายตายจาก วิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมขนาดจิ๋วคงไม่มีที่ยืนในสังคม แม้รัฐบาลจะให้ความสำคัญมากเพียงใด

ขอร้องให้ คสช.โปรดทบทวนดูว่า กฎหมายป้องกันการผูกขาดของเรายังใช้ได้อยู่หรือไม่ หรือเต็มไปด้วยช่องโหว่ช่องว่างให้คนหลบเลี่ยงแบบศรีธนญชัยได้ง่าย  ยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์เคยโดนมาแล้วที่สหรัฐ และกูเกิ้ลก็กำลังถูกจับตาจากสหภาพยุโรป

แต่ประเทศยักษ์ใหญ่เหล่านี้ปล่อยให้บริษัทของตนเองมาผูกขาดในประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย ซึ่งดูเหมือนว่าอำนาจเงินและผลประโยชน์สามารถปิดหูปิดตาผู้มีอำนาจได้

สยามรัฐรายวัน 22 เมษายน 2558

สงกรานต์ผ่านไป หลายคนได้กลับบ้าน ไปกราบพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ เป็นภาพที่สวยงาม ทั้งลูกหลานที่บ้านและที่อยู่ห่างไกลที่กลับไปต่างก็ร่วมกันทำบุญ รดน้ำดำหัวผู้อาวุโส ผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่เกิน 60 ปีทั้งนั้น

                ท่านเหล่านี้ต่างก็ทำงานหนักมาตลอดชีวิต มาถึงวัยนี้ จำนวนมากยังลำบาก อยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย บ้างก็เลี้ยงหลาน ลูกๆ ไปทำงานกรุงเทพฯ ต่างที่ต่างถิ่นกันหมด ก็ยังดีถ้าหากในชุมชนยังมีญาติพี่น้องที่คอยช่วยเหลือดูแลกันได้บ้าง แต่ทุกคนลำบาก ไม่รู้ว่าใครจะดูแลใครได้

                สังคมไทยวันนี้และดูเหมือนวันหน้าเป็นสังคมที่ยังไม่มีสวัสดิการสำหรับทุกคน มีอยู่บ้างสำหรับอาชีพอย่างข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานบริษัทเอกชน มีประกันสังคมสำหรับคนทำงานที่เป็นกิจลักษณะ แต่มีอีกเท่าไรที่ไม่มีหลักประกัน

                ผู้สูงอายุประมาณ 10 ล้านคนวันนี้ มีกี่คนที่มีความมั่นคง มีสวัสดิการ ไม่เพียงแต่มีลูกหลานคอยดูแล แต่อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี มีปัจจัยสี่อย่างพอเพียง ภาพที่น่าอนาถใจอย่างที่สื่อนำออกมาเสนอยังมีอีกมาก ออกมาทีก็บริจาคกันที คนที่เกี่ยวข้องก็วิ่งกันที แล้วก็เงียบหายไป ไม่มี “ระบบ” อะไรที่เป็น “สวัสดิการ” มั่นคงจริงๆ

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 25 เมษายน 2558

เมื่อสักยี่สิบกว่าปีก่อนนี้ เราคุ้นเคยกับคำว่า ธุรกิจชุมชนและอุตสาหกรรมชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่มีนายทุนคนนอกชุมชนเป็นเจ้าของ ไปทำธุรกิจกับชาวบ้านทั้งในและนอกหมู่บ้าน

                อย่างร้านเสื้อผ้าและผ้าพื้นเมืองแห่งหนึ่งที่ภาคอีสานที่ไปนำคนเก่งๆ ในหมู่บ้านระดับที่วันนี้เรียกขานกันว่า “ปราชญ์ชาวบ้าน” มาทำงานให้ที่ร้าน ดีไซน์ลายผ้า ถ่ายทอดภูมิปัญญาสอนวิธีการให้คนงานที่มาจากหมู่บ้านให้ทอ โดยนายทุนเจ้าของร้านเสนอรูปแบบบางอย่างที่ประยุกต์ให้เข้ากับรสนิยมของผู้บริโภคยุคใหม่โดยเฉพาะในเมืองและในต่างประเทศ

                นายทุนมีวีการมัดใจปราชญ์ชาวบ้านและคนงาน อยากได้อะไรก็หาให้หมด ไม่ว่าเสื้อผ้า กางเกงยีน สร้อยคอทองคำ เครื่องประดับต่างๆ ซึ่งเขาไม่ได้ให้ฟรี แต่เป็นค่าจ้างที่จ่ายไปก่อนเช่นเดียวกับให้ยืมเงินไปใช้ล่วงหน้า มีปัญหาฉุกเฉินก็บอก นายทุนยินดีช่วย

                บางแห่งนายทุนเปลี่ยนหมู่บ้านให้เป็นโรงงาน อย่างหมู่บ้านที่ตำบลศรีฐาน อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ที่ผลิตหมอนขิดสามเหลี่ยมมากว่าสามสิบปีแล้ว  เพราะเมื่อมูลนิธิหมู่บ้านไปศึกษาข้อมูลที่ป่าติ้วก็ประมาณปี 2532 หมู่บ้านต่างๆ เปลี่ยนวิถีชีวิตไปคล้ายกับคนงานในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นคลัสเตอร์การผลิตที่เริ่มจากหมู่บ้านแรกทอ หมู่บ้านที่สองตัด หมู่บ้านที่สามเย็บ หมู่บ้านที่สี่ยัด หมู่บ้านที่ห้าตรวจสอบและแพ็ค ขนขึ้นรถสิบล้อออกไปส่งตามร้านค้าต่างๆ ทั่วประเทศ

Page 1 of 58