phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 21 กันยายน 2559

มื่อวันที่ 4 กันยายน 2016 ศาสนจักรคาทอลิกได้ประกาศตั้ง “คุณแม่เทเรซาแห่งกัลกัตตา” เป็นนักบุญ ด้วยพิธีกรรมหน้ามหาวิหารเซ็นปิเตอร์ที่กรุงโรม โดยพระสันตะปาปาฟรันซิสเป็นประธาน มีการถ่ายทอดสดพิธีดังกล่าวไปทั่วโลก

          คุณแม่เทเรซาเป็นที่รู้จักทั่วโลกมานานกว่าครึ่งศตวรรษเพราะการทำงานกับคนจนโดยเฉพาะที่เมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย ท่านได้รับรางวัลมากมายจากทั่วโลก เช่น รางวัลแมกไซไซ (1962) รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ (1979) และรางวัลอื่นๆ จากรัฐบาลและเอกชนนับไม่ถ้วน และจากการสำรวจของโพลอเมริกัน คุณแม่เทเรซาเป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องชื่นชมมากที่สุดในศตวรรษที่ 20

          คุณแม่เทเรซาเป็นแม่ชีคาทอลิกชาวอัลบาเนียผู้ก่อตั้งคณะนักบวชหญิง “มิชชันนารีแห่งเมตตา” (Missionaries of Charity)  ซึ่งเมื่อปี 2013 มีสมาชิกอยู่ 4,500 คน ทำงานอยู่ใน 133 ประเทศ ดูแลบ้านผู้ป่วยเอดส์ในขั้นสุดท้าย คนโรคเรื้อนและวัณโรค สถานพยาบาลและคลีนิกเคลื่อนที่ ให้การปรึกษาเด็กและครอบครัว ดูแลสถานเด็กกำพร้า โรงเรียนเด็กยากจนและงานอื่นๆ เกี่ยวกับคนจน

          งานของบรรดาแม่ชีเหล่านี้ไม่ได้อยู่แต่ในประเทศกำลังพัฒนาและยากจนเท่านั้น แต่ในยุโรปและสหรัฐอเมริกาก็มี แม้ว่าอาจเป็นรูปแบบอื่น

คุณแม่เทเรซาเคยบอกไว้ในวันที่รับรางวัลโนเบลเมื่อถูกถามว่า “เราจะทำอย่างไรจึงจะส่งเสริมสันติภาพโลก” ท่านตอบว่า “กลับไปบ้านและรักครอบครัวของท่าน” และอธิบายต่อว่า “ถ้าฉันพบคนหิวโหยข้างถนน ให้อาหารก็ช่วยกำจัดความหิวได้ แต่กับคนที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่เดียวดาย ไม่มีใครต้องการ ไม่มีใครรัก มีแต่ความกลัว นั่นคือความยากจนที่รุนแรงยิ่งกว่าและยากยิ่งที่จะกำจัด”

ในปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งหลังจากรับรางวัล คุณแม่เทเรซาเรียกร้องให้ “รู้จักคนจนในบ้านของคุณเองและในชุมชนที่คุณอยู่” และช่วยเหลือคนเหล่านั้นไม่ว่าจะด้วยอาหารหรือเพียงแต่ทำให้เกิดความยินดีและมีความสุขโดย “ทำสิ่งเล็กๆ ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่”

ประโยคสุดท้ายนั้น ท่านย้ำหลายครั้งในการพูดหรือให้การสัมภาษณ์เกี่ยวกับงานที่ท่านทำ โดยท่านไม่เคยอวดอ้างว่าได้ทำอะไรยิ่งใหญ่เลย ท่านเพียงแต่อยากช่วยเหลือคนที่หิวโหย เจ็บป่วย เป็นทุกข์ที่ไม่มีคนช่วยเหลือ นั่นคือความหมายของสิ่งเล็กๆ ที่ทำด้วยหัวใจอันยิ่งใหญ่

คุณแม่เทเรซาได้รับการยกย่องจากทั่วโลกก็จริง แต่ก็มีคนที่ไม่เห็นด้วยและวิพากษ์วิจารณ์ท่านและงานของท่านตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่จนกระทั่งถึงกระบวนการประกาศให้ท่านเป็น “นักบุญ” บ้างก็ว่าท่านนำเงินที่ได้รับบริจาคมากมายไปทำสิ่งที่ทำให้ปัญหาความยากจนคงอยู่และไม่ได้รับการแก้ไข ท่านน่าจะทำงานเพื่อแก้สาเหตุของความยากจนมากกว่าแก้ที่ปลายเหตุ

แม้แต่ในกระบวนการประกาศแต่งตั้งคุณแม่เทเรซาเป็น “บุญราศรี” (beatification) เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2003 และการแต่งตั้งเป็นนักบุญในเวลาต่อมา ทางสำนักวาติกันก็ได้สอบสวนทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะคนที่มีชื่อเสียงว่าเป็น “ทนายปีศาจ” และหลังจากที่มีการยืนยันเรื่องราวของการหายจากโรคร้ายว่าเป็น “อัศจรรย์” ที่คุณแม่เทเรซาได้ช่วยผู้ป่วย จึงได้มีการสรุปและประกาศเป็นนักบุญ

ความจริง “อัศจรรย์” ถือว่าเป็นส่วนประกอบหนึ่งเท่านั้น ที่สำคัญกว่านั้น คือ ชีวิตทั้งชีวิตของท่าน สิ่งที่ท่านทำ ได้สร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คนนับล้านๆ ทั่วโลกให้รำลึกถึง “คุณค่าแห่งความเมตตา” ต่อผู้อื่น และแสดงออกในทุกสถานการณ์ ทุกที่ทุกเวลา เริ่มจากที่บ้านของตนเอง

การกระทำของคุณแม่เทเรซาได้กระตุ้นเตือนรัฐบาล หน่วยงานต่างๆ ไม่ให้ “มองข้าม” ปัญหาความยากจน ความทุกข์ยากของผู้คนด้วยความเย็นชา มองไม่เห็นคนจน คนชายขอบ คนพิการ คนเจ็บป่วย ไร้ญาติขาดมิตร ซึ่งยังมีอยู่มากมายเป็น “วงเวียนชีวิต” ในสังคม

การที่ท่านได้รับการยกย่อง ได้รับรางวัลมากมายจากทั่วโลกก็เพราะเรื่อง “เล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่” นี้ โดยไม่มีใครปฏิเสธว่า จำเป็นต้องมีคนอย่างมหาตมะคานธี คนอย่างเนลสัน แมนเดลา คนที่ต่อสู้เพื่อการ เปลี่ยนแปลงทางการเมืองเพื่อแก้ปัญหาระบบโครงสร้างที่เป็นต้นเหตุหลักของปัญหาความยากจน

รูปแบบการต่อสู้เพื่อแก้ปัญหาความยากจน ความไม่เป็นธรรมในสังคมจึงมีอยู่มากมายหลายรูปแบบในทุกวงการ จะทำงานแบบมูลนิธิฉือจี้ที่ไต้หวัน หรือแบบ “พิเชษฐ สไมล์บัฟฟาโล” ผู้สร้าง “โรงทานถาวร” ให้คนยากคนจน คนหิวโหยมีอาหารรับประทานที่ชลบุรี

ไม่ว่าจะรูปแบบใด ใครๆ ที่ทำงานเพื่อคนจนก็ล้วนเป็น “ประกาศก” (prophet) ผู้ประกาศสัจธรรม เตือนสติผู้คน โดยเฉพาะผู้มีอำนาจทั้งหลายที่ได้ก่อให้เกิดปัญหาความยากจนขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ดังที่พระสันตะปาปาฟรันซิสได้ตรัสในพิธีการแต่งตั้งคุณแม่เทเรซาเป็นนักบุญ

และเตือนสติผู้คนทั่วไปให้รำลึกว่า ความถูกต้องและดีงามคืออะไร ว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว และไม่สามารถมีความสุขในโลกได้คนเดียว ในโลกใบนี้ที่มีคนที่อยู่อย่างโดดเดี่ยว เหงา บ้า และฆ่าตัวตายเพราะทนอยู่ต่อไปอย่างเดียวดายไม่ได้ 

        “สาร” ของคุณแม่เทเรซา คือ “เมตตาธรรม” จะช่วยค้ำจุนชีวิตผู้คนอีกเป็นจำนวนมาก อย่างที่ท่านบอกว่าที่ไปช่วยคนจนคนป่วยตามถนนเมืองกัลกัตตา “เพียงแต่อยากให้พวกเขารู้ก่อนตายว่า ยังมีคนที่รักพวกเขาอยู่”

สยามรัฐรายวัน 14 กันยายน 2559

นายบารัก โอบามา นับเป็นประธานาธิบดีอเมริกันคนแรกที่ไปเยือนลาวตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ได้ร่วมรำวงอย่างสมานฉันท์กันเองกับอ้ายน้องที่เคยรบกันเมื่อสี่ห้าสิบปีก่อน

                การเยือนของผู้นำอเมริกันครั้งนี้ทำให้เราได้ข้อมูลที่น่าสยดสยองว่า ระหว่างปี 2507-2516 ได้มีการทิ้งระเบิดแบบปูพรมที่ลาวเป็นปริมาณที่มากกว่าระเบิดที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่สองทั้งหมดรวมกัน นายโอบามาบอกว่า ลาวเป็นประเทศที่ถูกระเบิดมากที่สุดในโลก ในช่วงนั้น ทุกๆ นาที จะมีระเบิดลง 8 ลูก

                สิบปีของสงครามเวียดนาม เครื่องบินอเมริกันบินไปทิ้งระเบิดที่ลาวถึง 580,344 เที่ยว ทิ้งระเบิด 260 ล้านลูก คิดเป็นระเบิดถึง 2 ล้านตันทั้งภาคเหนือและภาคใต้ของลาว เพื่อจะได้โดดเดี่ยวเวียดนาม ป้องกันไม่ให้กองกำลังเวียดนามเหนือลงไปทางใต้และรุกล้ำเข้ามาสู่ประเทศไทยผ่านลาว

                ระเบิดส่วนใหญ่เป็นระเบิดดาวกระจายที่สังหารผู้คน  10 จาก 18 แขวงหรือเขตการปกครองของลาวเป็นเป้าหมายใหญ่ที่ถูกทิ้งระเบิด และร้อยละ 30 ของระเบิดเหล่านี้ยังไม่ได้ระเบิด 

      หน่วยงานที่เก็บกู้ระเบิดประมาณว่ายังเหลือวัตถุระเบิด 288 ล้าน และระเบิด 75 ล้านลูกที่ยังไม่ระเบิดที่ตกค้างอยู่ในลาวหลังสงคราม ละถ้าหากไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ คงใช้เวลาหลายร้อยปีกว่าจะกู้ได้หมด ที่สหรัฐจะช่วยเป็นเงิน 90 ล้านเหรียญดังที่นายโอบามาบอกตอนมาเยือน ก็คงช่วยให้การกู้เร็วขึ้น แต่คงอีกหลายสิบปีกว่าจะหมด

                เครื่องบินทิ้งระเบิดส่วนใหญ่ไปจากฐานทัพอเมริกันในเมืองไทย ที่ใกล้ชายแดนลาวมากที่สุดคือ นครพนม อุดรธานีและอุบลราชธานี ห่างออกไปก็ตาคลี อู่ตะเภา รวมไปถึงสนามบินเล็กๆ ที่ใช้สำรองอีกหลายแห่ง เช่นที่สกลนคร ห่างจากชายแดนลาวเพียง 70 ก.ม. (จำได้ว่า ได้ยินได้เห็นเครื่องบินทิ้งระเบิด B52 บินผ่านไปวันละเป็นสิบๆ เที่ยว ไม่ต้องออกไปมอง ได้ยินเสียงก็รู้ว่าเป็นบี52)

                ข่าวบีบีซีประมาณว่ามีคนเสียชีวิตจากระเบิดนั้นประมาณ 29,000 คน บาดเจ็บ 21,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้าน ระเบิดที่ตกค้างอยู่ใต้ดินบนดินกระจายไปทั่ว ยากที่จะรู้ว่าอยู่ที่ไหนเท่าไร เป็นอันตรายต่อชีวิตผู้คนที่ต้องออกไปทำมาหากินในป่าในทุ่ง โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ไม่รู้เรื่อง เข้าใจว่าเป็นเครื่องเล่น

                นับเป็นโศกนาฎกรรมของมนุษยชาติโดยแท้ทีเดียว และคนที่รับเคราะห์ก็เป็นชาวบ้าน โดยเฉพาะลูกหลานที่เกิดมาหลังสงคราม และก็ดูเหมือนว่า ประเทศที่เกี่ยวข้องไม่ได้สนใจช่วยเหลือเก็บกวาดขยะอันตรายร้ายแรงเหล่านี้ นึกดูว่า 50 ปีที่ผ่านมา สหรัฐช่วยเหลือลาวเพียง 100 ล้านเหรียญ และมาให้วันนี้อีก 90 ล้านเหรียญ เศษเสี้ยวหนึ่งของราคาค่าใช้จ่ายในการทำสงครามเวียดนามและถล่มลาว

                สาเหตุสำคัญของการทิ้งระเบิดปูพรมในประเทศลาวด้วยระเบิดสารพัดรูปแบบ โดยเฉพาะตามตะเข็บชายแดน เพราะอเมริกันเชื่อว่า ถ้าหากไม่ปูพรมวางกับดักระเบิดไว้ กองทัพเวียดนามจะต้องรุกลงใต้ตามชายแดนลาว แล้วไปเข้าเขมรเพื่อจะได้ไปตีไซง่อนได้โดยไม่ยากนัก

                เมื่อหลายปีก่อน บรรดาอดีตทหารในสมรภูมิเวียดนามเดินทางไปเยือนถิ่นที่เคยสู่รบและพบปะกับอดีตนายทหารเวียดนาม ระหว่างงานเลี้ยง นายพลอเมริกันคนหนึ่งถามนายพลเวียดนามว่า ท่านคิดว่า มีวิธีใดไหมที่จะทำให้เวียดนามพ่ายแพ้ในการรบครั้งนั้น ในใจคงนึกว่า เดี๋ยวนายพลเวียดกงเก่าคงคุยแหลกว่า ไม่มีทางเอาชนะเวียดนามได้อย่างแน่นอน

                แต่ผิดคาด เพราะนายพลเวียดนามตอบว่า มีทาง ถ้าหากท่านสามารถทำลาย “เส้นทางโฮจิมินท์” ได้ เราพ่ายแพ้อย่างแน่นอน เพราะไม่มีทางลงไปถึงเวียดนามใต้และตีไซ่ง่อนได้

                ถนนโฮจิมินท์ เป็นชื่อเส้นทางที่เวียดนามเหนือได้สร้างจากทางเหนือเข้าไปในลาว เลียบชายแดนของในฝั่งลาวลงไปยังเขมรแล้ว “มุดดิน” ไปเข้าเวียดนามใต้และไซ่ง่อน ถนนนี้ยังเหลือให้เห็นเป็นอนุสรณ์อยู่จนถึงทุกวันนี้ (เคยใช้เส้นทางนี้ประมาณ 50 ก.ม.ทางตอนกลางของลาว ที่ตัดกับถนนจากสวรรณเขตในลาว ไปดองฮาและดานังในเวียดนาม ก่อนถึงชายแดนเวียดนามเลี้ยวขวาไปเมืองนองบนเส้นทางโฮจิมินท์)

                ถนนสายนี้ยาวเกือบสองพันกิโลเมตร ทีเวียดกงใช้เชื่อมฮานอยกับไซง่อนด้วยเส้นทางพิเศษที่ว่าสร้างโดยทหารและชาวบ้าน โดยเฉพาะสตรีชาวเวียดนามเป็นหมื่นๆ คน ตามชายแดนลาว เขาสร้างถนนนี้ตอนกลางคืน โดยเฉพาะในข้างขึ้น ทำงานใต้แสงจันทร์ มีแสงไฟไม่ได้ เพราะเครื่องบินอเมริกันทิ้งระเบิดทั้งกลางวันกลางคืนตามตะเข็บชายแดน

                ถนนสายนี้ใช้เป็นเส้นทางลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ ปูด้วยหินก้อนใหญ่ ทำให้ไม่มีหลุมมีบ่อ รถหนักๆ อย่างรถถังสามารถใช้เส้นทางนี้ได้ (แต่รถยนต์วันนี้ที่ไปลองใช้เส้นทางดังกล่าวต้องเตรียมตัวให้ดี เพราะระยะทาง 50 ก.ม.อาจจะใช้เวลาหลายชั่วโมง เพราะวิ่งได้ไม่เร็วกว่าเกวียน หัวสั่นหัวคลอนตลอดทาง)

                นายโอบามาคงตกใจและเศร้าสลดไม่น้อยที่ได้เห็นซากระเบิดน้อยใหญ่ ไม่ใช่มีแต่เล็กเท่ากำปั้น แต่บางอันเป็นระเบิดจรวดมิสไซล์ยาวหลายเมตร และที่สำคัญ ได้เห็นขาเทียมแขนเทียมของผู้คนที่สูญเสียแขนขาและชีวิตไปเพราะระเบิดเหล่านั้น

                สงครามเวียดนามได้จบลง คงเป็นเพราะประชาคมโลกรับไม่ได้กับความโหดร้ายของการรบราฆ่ากันแบบนี้ แต่ก็ดูเหมือนว่า สหรัฐอเมริกาและประเทศมหาอำนาจต่างก็ลืมความไร้เหตุผลจนกลายเป็นความบัดซบ (absurd) ของสงคราม ยังคงใช้ “ระเบิด” เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งและเป็นอำนาจควบคุมโลกต่อไปในนามของการรักษาสันติภาพ

สยามรัฐรายวัน 7 กันยายน 2559

โลกวันนี้อยู่ได้ด้วยการบริหารจัดการข้อมูล มือถือเล็กๆ เป็นเครื่องมือเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร ความรู้แทบไร้ขีดจำกัด   ปัญญาประดิษฐทั้งหลายล้วนมาจากความสามารถในการใช้ข้อมูล การประมวลข้อมูล การบังคับใช้ข้อมูลด้วยเทคโนโลยียุคดิจิตอล

                ประเทศพัฒนาแล้วได้เปรียบเพราะมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า จึงรู้ก่อนที่จะมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรว่า ปีนี้ประเทศไหนจะผลิตอะไรได้เท่าไร จะกำหนดราคาล่วงหน้าเท่าไร วันนี้ยังบอกได้อีกว่า ประเทศไทยประเทศไหนต้องการอะไร จะบริโภคอะไร จะใช้อะไรเท่าไร

                บริษัทค้าปลีกค้าส่งยักษ์ใหญ่ทั้งหลายรู้เป็นเรียลไทม์ หรือรู้ได้ทันที่มีการจ่ายเงินซื้อสินค้าอย่างหนึ่งที่เค้าน์เตอร์ว่าจะต้องให้ฝ่ายจัดส่งส่งสินค้าอะไรไปที่ไหนจำนวนเท่าไร ไม่ปล่อยให้หิ้งว่าง

                การจราจรในประเทศพัฒนาแล้วบริหารจัดการด้วยข้อมูลว่า ถนนไหนมีรถเท่าไร จะเปิดไฟแดงที่ไหน นานเท่าไร จะระบายรถจากถนนต่างๆ อย่างไรจึงจะไม่ติด (อย่างกรุงเทพฯ)

                คนที่มีเทคโนโลยีทันสมัยสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้คน ข้อมูลสุขภาพ อาชีพ รายได้ รวมไปถึงพฤติกรรมของการบริโภค การดำเนินชีวิต เข้าถึงข้อมูลของชุมชน เมืองเล็กเมืองใหญ่ เพื่อนำไปหาวิธีบริหารจัดการตอบสนองความต้องการของผู้คนและชุมชนให้มากที่สุด

                แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารทำให้ช่องว่างระหว่างผู้คนห่างออกไปทุกที คนจนกับคนรวย คนไม่มีความรู้กับคนมีความรู้ คนไฮเทคกับคนโลว์เทค

Page 1 of 102