phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Fb Seri Phongphit

ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ทำได้ ๓ วิธี คือ ๑) กินยาหาหมอ ๒) เข้าคอร์สเข้ายิม ๓) คิดเองทำเอง

วิธีที่ ๑ มีรายละเอียดว่า กินยา กินอาหารเสริม กินน้ำชากาแฟที่เขาโฆษณาขายกันออนไลน์หรือขายตรงและเสี่ยงตายเอาเอง เพราะส่วนใหญ่โฆษณาเกินจริงและไม่มี อย. หรือว่าจะหาหมอ หมอก็อาจให้ยา หรือผ่าตัดไส้ที่ยาวๆ ออก ผ่าตัดเอาไขมันหน้าท้องออก แล้วบอกว่าให้ลดอาหาร ออกกำลังกาย (ถ้าคุณทำเองได้ คุณคงไม่ไปหาหมอเนาะ)

วิธีที่ ๒ ถ้ามีเงินก็ไปหาเทรนเนอร์กล้ามใหญ่ใจดีเป็นพี่เลี้ยงในยิม ในคอร์สราคาแพงกว่ารายได้หลายคนทั้งปี เขาจะสอนให้คุณออกกำลังกายที่ถูกวิธี แล้วบอกว่าให้กินอะไรได้บ้าง ถ้าคุณเชื่อเขา (แบบไม่ลืมหูลืมตา) คุณก็ทำตามเขา เพราะได้แรงบันดาลใจจาก “ครู” แต่ถามว่า คุณลดได้แล้ว มันจะโยโย้ไหม และคุณต้องไปพึ่ง “ครู” อีกนานเท่าไร

วิธีที่ ๓ วิธีนี้เริ่มที่ “ใจ” เมื่อมีความตั้งใจ ก็วางเป้าหมายว่า จะลดให้ได้กี่กิโล แล้วหาข้อมูล หาความรู้ว่าจะมีวิธีการอย่างไรจึงจะลดได้ตามเป้าหมายนั้น (ด้วยตนเอง) สรุปว่า ใช้ ใจ-สมอง-สองมือ (heart-head-hand) มีวิธีสำคัญอยู่เพียง ๒ อย่าง (ที่ทุกคนรู้แต่ไม่ทำ) คือ อาหารและการออกกำลังกาย

ผมไม่เคยทำสองวิธีแรก (กินหายาหมอ เข้าคอร์ส) ได้เลือกทำวิธีที่สาม ลดได้ ๑๐ กิโลใน ๑๐ สัปดาห์ โดยเริ่มต้นจากการใช้วิธีการของหมอแอดกิ้นส์ ที่ให้ลดแป้ง น้ำตาล คือ ไม่กินข้าว ไม่กินแป้งและน้ำตาล ของหวานทุกชนิดในระยะแรกๆ สักประมาณ ๑ สัปดาห์ แล้วเริ่มทานข้าว (กล้อง) ได้บ้าง โดยการเลือกกินอาหารทั่วไปได้หมด วิธีของหมอคนนี้ไม่กลัวไขมัน ไม่กลัวปริมาณอาหาร กลัวแป้งกับน้ำตาลมากที่สุด

ผมทานอาหารพอประมาณ ทานผักมาก น้ำพริก ส้มตำ ไก่ย่าง แกงเลียง เกาเหลา (ไปเมืองเหนือก็แกงโฮะ แกงแค น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง ผักมากๆ โดยไม่มีข้าว) อาหารหลากหลายไม่ซ้ำ ทานให้อร่อย ไม่ต้องอด ทานได้หมด ทานให้อิ่ม ไม่ให้หิว ดื่มน้ำเปล่ามากๆ ปัสสาวะมากก็ลดน้ำหนักได้ดี

ความจริง ในอาหารทุกชนิดก็มีคาร์โบไฮเดรต มีแป้ง แต่มีปริมาณน้อย กินแบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้ขาดอาหาร ๕ หมู่ เพียงแต่ลดปริมาณบางหมู่เท่านั้น และก็ไม่ได้ให้เลิกกินข้าวไปตลอดชีวิตนะครับ กินได้หลังจากเริ่มลดน้ำหนักได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ควรกินแต่ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ธัญพืชที่ไม่ขัดสี ในปริมาณพอควร

ลดน้ำหนักให้ดี มีข้อห้าม (คะลำ-ก๋ำกิ๋น) สำคัญ คือ อาหารพวกแป้งและน้ำตาลทั้งหมดต้องลดเลิกให้ได้อย่างเคร่งครัด อย่า “ศรีธนญชัย” ไปกินก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ สปาแก็ตตี้ หรือขนมที่ทำด้วยแป้งทุกชนิด (อ้างว่าไม่ใช่ข้าว) อาหารไทยขนมไทยเรามีร้อยแปดที่ไม่มีแป้งหรือมีน้อย เลือกได้ ถ้าไม่มีข้ออ้างเข้าข้างตัวเอง

ที่สำคัญ คือ ผลไม้และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ผลไม้ต้องเลือกกินที่ไม่หวานมากอย่างฝรั่ง แตงโม สับปะรด ชมพู่ สาลี่ แก้วมังกร เป็นต้น (หาข้อมูลในเน็ตได้ง่าย) ส่วนเครื่องดื่มนี่ สำหรับหลายคนเป็นการลงโทษที่ทำใจยาก เพราะติดน้ำอัดลม ติดกาแฟเย็น ชาเย็น สมูตี้ และอื่นๆ ที่ล้วนแต่เติมน้ำตาลให้หวานเจี๊ยบ เพิ่มน้ำหนักได้ดีที่สุด

น้ำอัดลมขวดเล็กมีน้ำตาล ๑๒ ช้อนชา แพทย์แนะนำว่าให้กินน้ำตาลจากอาหารเครื่องดื่มทุกชนิดได้วันละไม่เกิน ๗ ช้อนชา น้ำอัดลมขวดเดียวก็เกินไปเท่าตัวแล้ว ไม่อ้วนจะเอาเท่าไร

ผลไม้หวานและมีแป้งมากที่ควรงดช่วงแรกๆ และทานให้น้อยในตอนหลัง คือ มะม่วง กล้วย น้อยหน่า ขนุน ละมุด ทุเรียน เงาะ ลำไย และอื่นๆ

เกือบลืมว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล้า เบียร์ เพิ่มน้ำหนักได้ไม่น้อยเช่นเดียวกัน ตอนเริ่มลดน้ำหนักควรเลิกดื่ม ถ้าหากลดน้ำหนักได้แล้ว และสามารถควบคุมปริมาณการดื่มได้ก็ดื่มได้ในปริมาณที่พอเหมาะ (คนกินเหล้าบางคนไม่อ้วน เพราะกินแต่เหล้า หรือกินกับแกล้มโดยไม่มีข้าว แต่ถ้ากินกับแกล้มแบบที่มีแป้งอย่างพวกถั่วก็จะน้ำหนักเพิ่มได้เหมือนกัน)

การลดน้ำหนักสำคัญที่สุดอยู่ที่อาหาร ถ้าจัดการเรื่องการกินการดื่มได้ ลดได้อย่างแน่นอน ขอให้มีวินัยและมุ่งมั่นเท่านั้น กินอย่างมีสติ You are what you eat คุณกินอะไรก็จะได้อันนั้น กินแป้งกินน้ำตาลมากก็จะได้น้ำหนัก ความอ้วน

จัดการเรื่องอาหารแล้วก็ออกกำลังกาย หลายคนส่ายหน้า บอกว่าวิ่งไม่ไหว เหนื่อย ก็บอกแล้วว่า อยู่ที่ “ใจ” ถ้าสู้ ถ้ามีเป้าหมายว่าจะลดน้ำหนักจริง ต้องทำได้ครับ และเลือกการออกกำลังกายที่เหมาะกับเรา อยู่ที่น้ำหนักมากน้อย อายุ

วิธีที่ง่ายที่สุด คือ เดิน เดินวันละ๑-๒ กิโลก่อน สัก ๒๐-๓๐ นาที เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนได้วันละ ๔๕ นาทีถึง ๑ ชั่วโมง เริ่มจากเดินธรรมดาไปจนถึงเดินเร็วเหมือนคนผิดนัด จะเดินได้วันละประมาณ ๖-๗ ก.ม. อาทิตย์ละ ๕-๖ วัน หรือวันเว้นวัน หรือสามวันหยุดหนึ่งวัน แล้วแต่สะดวกหรือสภาพร่างกาย

เดินอย่างเดียวก็ได้ หรือถ้าอายุยังไม่มากก็อาจจะเดินสลับวิ่งไประยะหนึ่ง จนวิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นวิ่งอย่างเดียวก็ยิ่งดี แล้วท่านจะรู้ว่า จากการเลิก “ติดการกิน” มา “ติดการวิ่ง” “ติดการเดิน” “ติดการออกกำลังกาย” นั้นเป็นการติดที่น่าอภิรมย์เพียงใด เพราะท่านจะได้ประโยชน์อย่างไม่เคยคิดมาก่อน น้ำหนักลดแล้ว สุขภาพดี แข็งแรง สดชื่น หายใจเต็มปอด ไม่เหนื่อยง่าย เตะปิ๊บได้ไกลเป็นสิบเมตร ที่สำคัญ ไม่ต้องกินยาหาหมอ เพราะไม่ป่วยเป็นอะไรอีก

การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกาย “ฟิตแอนด์เฟิร์ม” ช่วยระบบการเผาผลาญพลังงานให้มีประสิทธิภาพไม่เพียงแต่ระหว่างการออกกำลังกาย แต่ทั้งวัน ทั้งตอนตื่นและตอนหลับ ระบบจะทำงานได้ดี น้ำหนักจะลดลงไม่ใช่หลังการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ทั้งวัน

การออกกำลังกายที่ไม่ต้องลงทุนมากมีหลายอย่าง นอกจากเดิน วิ่ง แล้วก็ปั่นจักรยาน ทั้งวิ่งจริงหรืออยู่กับที่ การใช้เครื่องมือออกกำลังกายแบบที่มีในโรงยิมหรือกลางแจ้งที่อบต. เทศบาล เขาติดตั้งกันไปทั่ว หรือง่ายกว่านั้น เวลาเดินทางไปต่างถิ่น ก็ใช้วิธีแกว่งแขน อยู่บ้านฝนตกออกไปเดินไปวิ่งไม่ได้ก็แกว่งแขนหน้าจอทีวี ดูรายการต่างๆ ไปพร้อม ไม่เบื่อ แกว่งสักครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงก็ได้ เวลาผ่านไปเร็วถ้าได้ยืนดูทีวีไปด้วย

การแพทย์บอกว่า การแกว่งแขนมีผลดีต่อกล้ามเนื้อแขนขา และส่วนต่างๆ ของร่ายกาย และระบบหายใจ ปอด หัวใจ เกือบเท่ากับการวิ่งการเดิน ใครมีโอกาสไปว่ายน้ำได้ก็ยิ่งดี เป็นวิธีการออกกำลังกายที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง

ผมเขียนจากประสบการณ์ที่ได้ทำมาเอง ตอนที่เริ่มลดน้ำหนักอายุก็ ๕๐ กว่าแล้ว ถ้าเริ่มจากอายุไม่มากจะง่ายกว่ามาก แต่ไม่ว่าอายุเทาไรก็ลดได้ถ้าใจสู้ ผมสูง ๑.๖๙ จากน้ำหนัก ๗๕ ผมลดน้ำหนักเหลือ ๖๕ กิโล ทุกวันนี้ก็อยู่ที่ ๖๕-๖๖ กินอิ่ม นอนหลับดี สุขภาพดี ไม่เคยป่วยมา ๒๐ ปีแล้วหวัดก็แทบไม่เคยเป็น จนลืมไปว่าเป็นหวัดครั้งสุดท้ายเมื่อไร

บางครั้งเดินทางไปต่างจังหวัด ได้รับประทานอาหารอร่อยๆ อาหารพื้นเมืองที่หาทานยาก ผมก็ทานเต็มที่ รวมทั้งเป็นนักชิมข้าวหลาม ข้าวเม่า หรืออะไรที่ทำด้วยเผือกจะวิ่งเข้าใส่ เพราะชอบมาแต่ไหนแต่ไร กลับบ้านทีไรน้ำหนักขึ้นทุกที แต่ก็บอกตัวเองว่า "ขึ้นได้ก็ลงได้" เพราะรู้วิธีลดน้ำหนักแล้ว ขึ้นไปเมื่อไรก็เอาลงได้ไม่ยาก

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่อยากลดน้ำหนัก ว่าท่านทำได้อย่างแน่นอน ขอให้ตั้งใจจริง และอยากสุขภาพดี ขอให้ทำให้ถูกวิธี ใช้ข้อมูลความรู้เข้าช่วย ออกกำลังกายอาจจะเหนื่อยบ้างในตอนแรกๆ แต่คุ้มมากครับ เพราะถ้าสุขภาพไม่ดี ชีวิตไม่มีความสุข คนใกล้ตัวเราก็ลำบาก ไม่ว่าพ่อแม่พี่น้อง สามีหรือภรรยาและลูกๆ ก็พลอยลำบากกันไปหมด เสียเงิน เสียทอง เสียเวลาทำมาหากิน

เลือกวิธีที่ ๓ จะลดน้ำหนักและสุขภาพดีอย่างมั่นคงและยั่งยืนแน่นอน
น้ำหนักลดได้ สุขภาพดีสร้างได้
สู้ๆ นะครับ

 

ภาพผนวก :

๑.คนอเมริกันเป็นโรคอ้วน ๑ ใน ๓ น้ำหนักเกิน ๒ ใน ๓ ของประชากร คนไทยก็กำลังไล่ตามอเมริกัน เพราะใช้ชีวิตในสังคมบ้าบริโภคอเมริกันสไตล์แบบเดียวกัน

น้ำหนักเกิน อ้วน ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อ (NCDs Non Communicable Diseases) อย่างเบาวหวาน หัวใจ ข้อเข่าเสื่อม มะเร็ง หลอดเลือดสมองตีบตัน (อัมฤษกษ์อัมพาต) โรคไต โรคตับ และอื่นๆ

๒.วิธีคำนวณน้ำหนักที่เหมาะสมโดยการดูดัชนีมวลกาย (BMI Body Mass Index) เอาส่วนสูง X ส่วนสูง (เช่น สูง 1.60 x 1.60 = 2.56 นำไปหารน้ำหนัก เช่น หนัก 70 หารด้วย 2.56 = 27.34

การแพทย์ถือว่า มวลกายที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 18-25 ถ้าอยู่ระหว่าง 26-30 ถือว่าน้ำหนักเกิน ถ้า 30 ขึ้นไปถือว่าเป็นโรคอ้วน ต่ำกว่า 18 ถือว่าผอมเกินไป ควรเพิ่มน้ำหนัก

บางสำนักบอกว่า ดัชนี 23-25 ถือว่าน้ำหนักเกินแล้ว แต่อย่าซีเรียสครับ คิดเอาง่ายๆอย่างที่ผมยกมาที่คำนวณกันมานานแล้วดีกว่า ผมว่าคนที่บอกว่า 23-25 ก็อ้วนแล้ว อาจเป็นเจ้าของอาหารเสริมลดความอ้วน หรือเจ้าของฟิตเนสเพื่อให้คนไปเข้าคอร์สเยอะๆ หรือเปล่า โดยเฉพาะบรรดาไฮโซ คนดังที่มีเงินเยอะๆ ทั้งหลาย พวกกลัวอ้วน (เหมือนสมัยก่อนคอเลสเทอรอล 250 ก็ถือว่าไม่เป็นไร ต่อมาบรรดาแพทย์อเมริกันก็ลดลงเหลือ 200 ทำให้หมอและบริษัทยาขายยาได้เงินอีกเป็นแสนๆ ล้าน)

สยามรัฐรายวัน 10 กรกฎาคม 2562

ปัญหาอาหารกลางวันเด็ก แก้ที่ปลายเหตุคงไม่มีวันจบ ครูบางคนก็คงหาโอกาสและวิธีการโกงไปได้อีก เงินกับระเบียบอย่างเดียวแก้ปัญหาไม่ได้ ถ้ารัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และให้นโยบายชัดเจน ปัญหาอาหารกลางวันเด็กน่าจะแก้ได้อย่างยั่งยืน

ที่โรงเรียนประถมรักประชาราษฎร์ ครูวางเป้าหมายไว้ว่า จะให้นักเรียนมีอาหารกลางวันที่ได้จากผลงานของการเรียนของนักเรียนเองอย่างพอเพียง แต่ละชั้นจะได้รับหน้าที่ในการปลูกผักชั้นละแปลง

เด็กๆ เรียนรู้และลงมือปลูกผักที่ต่างกันแบบผสมผสาน พริก มะเขือ ถั่วผักยาว ฟัก ฟักทอง ฟักข้าว บวบ กระเพา โหระพา สะระแหน่ หอมแบ่ง ตะไคร้ มะกรูด มะนาว ผักบุ้ง ผักกาดหอม และอื่นๆ ที่จำเป็นเพื่อการประกอบอาหารตามฤดูกาล รวมทั้งการเพาะเห็ด เพาะถั่วงอกอีกด้วย

 

ส่วนต้นไม้ใหญ่ก็ร่วมกันปลูกร่วมกันดูแลทั้งครูนักเรียน อย่างแค เพกา มะรุม สะเดา มะขามเปรี้ยว ตามรั้วก็ปลูกกระถิน ชะอม หวาย และมะขามปลูกถี่ๆ ตัดเตี้ยเพียง 1.50 เมตรทำเป็นรั้วและเก็บยอดทำอาหารหรือขาย (เพราะรั้วรอบโรงเรียนยาวเป็นร้อยๆ เมตร) ปลูกมะละกอและกล้วยไว้จำนวนมาก ใช้ได้ทุกส่วนของต้นกล้วย ทำน้ำหมักชีวภาพ นอกนั้น ยังนำมูลหมู ไก่ และเศษขยะมาทำแก๊สและพลังงาน

ชุมชนมีส่วนร่วมในโครงการอาหารกลางวันตั้งแต่ผอ.คนใหม่เข้ามา เขาเชิญพ่อแม่ผู้ปกครองมาประชุมเพื่อวางแผนร่วมกัน โดยครูได้ให้ข้อมูลว่า อาหารมีความสำคัญต่อเด็กนักเรียนอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะให้ลูกหลานเติบโตแข็งแรง ฉลาด ไปเรียนต่อสูงๆ ได้ มีโรคอะไรที่มากับอาหารจากตลาดที่ปนเปื้อนสารเคมี ทำให้คนเจ็บป่วยและเป็นโรคต่างๆ จนชุมชนเข้าใจและยินดีให้ความร่วมมือ

นอกจากให้เมล็ดพันธุ์และกล้าไม้ หลายคนยังให้ลูกหมู ลูกไก่ และพันธุ์ปลาอีกด้วย รวมทั้งให้คำแนะนำลูกหลานของตนเองว่าจะดูแลผักและสัตว์เลี้ยงต่างๆ อย่างไร เพราะครูบอกว่า การทำกิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้อาหารกลางวันอย่างเดียว แต่ได้เงินส่วนแบ่งจากการขายและได้คะแนนด้วย

ผอ.ให้นโยบายว่า อาหารกลางวันต้องไม่ใช่เรื่องแยกต่างหากจากการเรียนการสอน แต่ให้เป็นส่วนหนึ่งที่เด็กได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์พื้นฐาน เรื่องการเกษตร ได้ทั้งวิชาการและทักษะ รู้คุณค่าอาหารในผัก ปลา หมู ไก่ ไข่ รู้เรื่องสารเคมีในการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ ซึ่งที่โรงเรียนไม่ใช้เลย นักเรียนทำเกษตรอินทรีย์

วันเสาร์อาทิตย์ ครูขอให้ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชนที่เก่งๆ พาเด็กไปเรียนรู้เรื่องต้นไม้ในป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ นำเมล็ดไม้ใหญ่อย่างยางนา พยูง ประดู่ มะค่า ตะเคียน และอื่นๆ นำมาเพาะมากล้าที่เรือนเพาะชำของโรงเรียนรวมกับกล้าไม้อื่นๆ ขายได้เท่าไรแบ่งให้นักเรียนที่เป็นผู้เพาะกล้าเอาไว้ออม

ผอ.คนนี้ไม่เชื่อเรื่อง “ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้” เพราะทุกเวลาล้วนเป็นการเรียนรู้จริงที่บูรณาการการทำโครงงานอาหารกลางวันและการมีเงินออมให้กลายเป็น “เนื้อหาสาระ” สำคัญของการเรียนรู้ไม่ว่าวิชาใดก็สามารถเรียนจากผัก พืช สัตว์ ดิน ปุ๋ย การทำอาหาร ซึ่งเด็กมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน โดยไม่ต้องจ้างคนนอก เพราะการให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการทำอาหารก็เป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติที่ดี ให้เขาได้เรียนรู้คุณค่าและวิธีการทำให้อาหารที่ดี ที่มีประโยชน์ต่อเขามากที่สุด

ที่โรงเรียนรักประชาราษฎร์ จึงมีอาหารดี ไม่มีสารเคมีตกค้าง และมีอย่างพอเพียง ทั้งสำหรับนักเรียนและครูตลอดปี มีรายได้จากการขายผลผลิตที่เหลือจากการประกอบอาหารอีกส่วนหนึ่ง

อีกกรณีที่โรงเรียนธรรมาประชานาถ โรงเรียนขยายโอกาสที่โชคดีได้ผู้บริหารที่เข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ไม่ได้ให้ครูนักเรียนท่อง “สามห่วงสองเงื่อนไข” แต่ให้ลงมือปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ว่าทุกคนเข้าใจจริง โดยการทำ “โครงการอาหารกลางวันแบบเพอเพียง” เพื่อทุกคนในโรงเรียน

นอกจากการแบ่งหน้าที่การทำการเกษตรในลักษณะคล้ายกับที่โรงเรียนรักประชาราษฎร์ แล้ว เนื่องจากมีนักเรียนถึง ม.3 จึงเพิ่มการสร้างโรงเรือน และปลูกผักต่างๆ ที่ใช้เพื่อทำอาหาร โดยให้นักเรียนได้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการควบคุมการให้น้ำ ความชื้น แสงแดด โดยใช้แอปพลิเกชั่นที่ได้รับการอนุเคราะห์จากสวทช. (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโยลีแห่งชาติ)

ผู้อำนวยการโรงเรียนได้รับความร่วมมือกับชุมชนทั้งในตำบล ในอำเภอจังหวัดเป็นอย่างดีทั้งจากภาครัฐและเอกชน โดยการทำโครงการเสนอขอความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาโครงการนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่ออาหารกลางวัน แต่เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้การทำเกษตรสมัยใหม่ บูรณาการกับวิชาการต่างๆ

เมื่อได้ผลดีก็ขยายโรงเรือนหรือผักกางมุ้งไปอีกสองโรง ทำให้ได้เรียนรู้การปลูกผักอีกหลากหลาย รวมทั้งการทำสวนครัวแนวตั้ง สวนผักในกระถาง การทำเห็ดหลายชนิด ซึ่งเน้นที่การเรียนรู้จากการปฏิบัติให้รู้จริง ทั้งวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เกษตรศาสตร์ วิชาการทำอาหารจากผลผลิตจากสวนของโรงเรียน

การเรียนรู้วิทยาศาสตร์จากห้องแล็ปเล็กๆ ทำให้นักเรียนได้ค้นพบว่า ผักที่ซื้อจากตลาดนั้นปนเปื้อนสารเคมีที่อันตรายต่อสุขภาพอย่างไร มีสารเคมีอะไรบ้าง ทำให้เกิดโรคอะไรบ้าง และได้ค้นพบว่า ผักแต่ละชนิดมีสารอาหารอะไรบ้าง มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร

เด็กๆ ที่โรงเรียนแห่งนี้เรียนอย่างมีความสุข ไม่เครียด ได้ทำกิจกรรมที่ไม่ได้คิดแบ่งแยก “เวลาเรียนกับเวลารู้” เป็นโรงเรียนที่ชุมชนยินดีให้ความร่วมมือและสนับสนุน เพราะครูเคารพภูมิปัญญาของชาวบ้าน ให้เกียรติและให้มีส่วนร่วมด้วยความจริงใจ ไม่ดูถูกชาวบ้าน

นี่คือโรงเรียนที่เข้าใจ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ที่ถามว่า “จะพึ่งตนเองได้อย่างไร และจะมีความสุขได้อย่างไร” มีอีกหลายโรงเรียนที่ทำได้ดีกว่านี้ แต่โรงเรียนที่นักเรียนกินไม่อิ่ม เรียนไม่สนุก และไม่มีความสุขนั้นมีมากกว่ามาก

ทางอีศาน กรกฎาคม ๒๕๖๒

ปี ๒๕๖๒ นี้ เมืองไทยหายใจเป็นเรื่องกัญชา พรรคการเมืองก็ใช้หาเสียงและดูเหมือนจะได้ผลด้วย ศูนย์กลางความสนใจในนโยบายกัญชาอยู่ที่อีสาน ที่บุรีรัมย์ ที่สกลนคร

            ผมเห็นด้วยกับการรณรงค์ให้กัญชาเป็นยารักษาโรค เป็นสมุนไพร และปลดปล่อยกฎหมายให้ชาวบ้านทั่วไปเข้าถึง ใช้ประโยชน์ ไม่ให้มีการผูกขาดโดยทุน โดยรัฐ ที่มักอ้างเหตุผลร้อยแปดเหมือนดูถูกสติปัญญาและสามัญสำนึกของประชาชน แต่แท้ที่จริงคือเรื่องอำนาจและผลประโยชน์

            ประเทศเพื่อนบ้านไทยอย่างลาว เขามีกฎหมายให้ต้มเหล้ากินได้เสรี ถ้าจะขายก็ขออนุญาต ก็ไม่เห็นเขาเมากันทั้งบ้านทั้งเมือง หรือตายเพราะเหล้าเป็นพิษ ไทยมีกฎหมายเหล้าผูกขาด คนเมาเช้าเมาเย็น เมาแล้วยังขับขี่ มีอุบัติเหตุตายอันดับต้นๆ ของโลก คนลาวปลูกกัญชาใช้เองก็ไม่เห็นคนเมากัญชา เดินยิ้มหัวกันตามถนนหนทางอย่างที่ชอบคาดการณ์ว่าจะเกิดถ้าหากไทยมีกัญชาเสรี

            แต่ก็ไม่เห็นด้วยว่า จะให้มี “กัญชาเสรี” ในเมืองไทยวันนี้ อย่างที่แคนาดาและหลายรัฐในอเมริกาเดินหน้าไปแล้ว เพราะคงต้องเตรียมการอะไรกันอีกมากนัก แต่ก็ขอให้เป็นสมุนไพรพร้อมกับการส่งเสริมดูแลที่เหมาะสมเท่านั้น

            ผมไม่ได้ตั้งใจเขียนเรื่องกัญชา ไม่เชื่อว่าปลูกกัญชาคนละ ๕-๖ ต้นจะรวยกันเป็นแสน ชาวบ้านเราถูกหลอกมานานมากแล้ว ชักชวนให้ปลูกพืชเดี่ยวทั้งหลาย อย่างมะม่วงหิมพานต์ โครงการวัวพลาสติก มันสำปะหลัง ยางพารา ต่อมามีสบู่ดำ มะเขือเทศ พริก มะละกอ และอีกหลายๆ ตัวที่พ่อค้านายทุนหมุนเวียนกันไปหลอกชาวบ้าน โดยมีข้าราชการและนักการเมืองบางคนร่วมขบวนด้วย

            ทางเลือกเพื่อการเกษตรมีหลายทาง อีสานมีปราชญ์ชาวบ้านมากมายที่ทำการเกษตรเพื่อการพึ่งตนเองไว้เป็นแบบอย่าง ตั้งแต่พ่อมหาอยู่ สุนทรธัย พ่อเชียง ไทยดี ที่สุรินทร์ คุณสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ คุณคำเดื่อง ภาษี และอีกหลายคนที่บุรีรัมย์ และในทุกจังหวัดในภาคอีสาน

            ยังไม่นับเครือข่ายลูกศิษย์ลุงเชียง ไทยดี อีกหลายร้อย สมาชิกเครือข่ายอินแปงอีกหลายพัน เครือข่ายพัฒนาชาวบุรีรัมย์ เครือข่ายอุ้มชูไทอีสานที่ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ขอนแก่น นครราชสีมา และเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านทั่วอีสานที่คุณหมออภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุบลรัตน์ ขอนแก่น ได้ประสานงานตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน

            เรื่องการเกษตรผสมผสาน เกษตรกรรมยั่งยืน เกษตรทางเลือก จึงไม่ใช่เรื่องโรแมนติกของคนโลกสวย แต่เป็นเรื่องจริง ที่แม้ว่ายังเป็นทางเลือก เป็นกระแสรอง ยังไม่ได้ขยายไปกว้างไกลนัก วันนี้อาจมีความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น

            คนรุ่นใหม่ คนกล้าคืนถิ่นกำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้น กำลังกลับบ้านสานต่องานการเกษตรของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ไม่ใช่แบบเดิมๆ ที่ทำไปก็ใช้หนี้ไม่พอ แต่ทำด้วยวิธีคิดแบบนักประกอบการยุคใหม่ ที่อาจไม่ร่ำไม่รวย แต่ก็อยู่ได้อย่างมีความสุข และหลายคนก็รวยได้

            เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเราก็เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ประเทศพัฒนาแล้วมีการส่งเสริมให้คนหนุ่มสาวกลับไปทำการเกษตร เพราะอย่างไรเสียคนก็ยังต้องกินต้องดื่ม ต้องการอาหาร การเกษตรต้องการการจัดการที่ดี ที่ตอบสนองความต้องการของสังคมยุคใหม่

            ขอยกตัวอย่างแคว้นเอมิเลีย โรมาญา (Emilia Romagna) ตอนเหนือของอิตาลี มีเมืองโบโลญา เป็นศูนย์กลาง นับเป็นแคว้นที่น่าศึกษามากที่สุด ไม่ว่าเรื่องการเกษตร เรื่องสหกรณ์ หรือการประกอบการขนาดกลางขนาดเล็ก เป็นโมเดลที่ทั่วโลกสนใจไปศึกษา

            แคว้นนี้มีประชากรอยู่เพียง ๔ ล้านคน หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นแคว้นที่จนที่สุดและได้รับความสียหายจากสงครามมากที่สุดแห่งหนึ่ง แต่วันนี้ คือแคว้นที่ร่ำรวยที่สุดและพัฒนามากที่สุด เพราะมีรากฐานบนเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคงนั่นเอง

ลบล้างคำปรามาสของทุนนิยมและสังคมนิยมที่ว่า เศรษฐกิจชุมชนเป็นเศรษฐกิจที่รอวันตาย

ด้วยประชากรเพียง ๔ ล้านคน แควันเอมีเลียมีวิสาหกิจการผลิตอยู่ ๙๐,๐๐๐ แห่ง กว่าร้อยละ ๙๐ เป็นขนาดเล็กขนาดจิ๋ว มีคนทำงานอยู่น้อยกว่า ๕๐ คน มีสหกรณ์อยู่กว่า ๑๕,๐๐๐ หรือหนึ่งในสามของสหกรณ์ของอิตาลีทั้งประเทศ สหกรณ์ของเขา เพียง ๙ คนก็เป็นสหกรณ์ได้

เอมีเลียเป็นแคว้นที่มีสหกรณ์มากที่สุดในโลก มีส่วนถึงร้อยละ ๔๐ ของจีดีพีของแคว้นนี้ ประชากร ๒ ใน ๓ เป็นสมาชิกสหกรณ์ บางคนเป็นสมาชิกหลายสหกรณ์ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและการบริการ สหกรณ์เกี่ยวกับเนื้อ นม ไวน์ ผลไม้ ข้าวของเครื่องใช้ ผลผลิตกว่าครึ่งส่งออกไปต่างประเทศ

ศึกษาให้ดีจะพบว่า นอกจากประเพณีดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่ยุคกลางหลายร้อยปี ที่มีภูมิปัญญาด้านศิลปะ งานหัตถกรรม การแปรรูปอาหาร การเกษตร หลังสงครามโลกก็มีการส่งเสริมกันอย่างจริงจัง ทำให้คนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยสนใจเรื่องการเกษตร หันกลับไปทำการเกษตร สืบสานต่อจากพ่อแม่ เป็นการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้เป็นอย่างดี

ในเวลาเดียวกัน รัฐเองก็ส่งเสริมสนับสนุนในด้านกฎหมาย วิชาการ และด้านทุน ทำให้เกิดการประกอบการขึ้นมามากมาย และเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย (ที่เรียกว่า network หรือ cluster) ป้องกันการผูกขาดจากทุนใหญ่บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย มีพลังสามารถแข่งขันในระดับสากลได้

แควันเอมีเลียส่งเสริมการศึกษาและประชาสังคม (civil society) มีฐานคิดมาจากทั้งสังคมนิยมคอมมิวนิสท์ สังคมนิยมประชาธิปไตย และศาสนาคริสต์คาทอลิกนับร้อยปีก่อนหน้านั้น มหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลกเกิดขึ้นที่เมืองโบโลญา เมืองหลวงของแคว้นเอมีเลียเมื่อเกือบ ๙๐๐ ปีก่อน

แคว้นเอมีเลียโด่งดังเรื่องการเกษตรและการสหกรณ์ มีผลผลิตอาหารที่ส่งออกไปทั่วโลก แต่คนในแวดวงยานยนต์ก็รู้ดีว่า บรรดารถสปอร์ต รถแข่ง ยี่ห้อดังอย่าง Ferrari, Lamborghini, Maserati, Ducati ก็มีฐานผลิตอยู่ในแคว้นนี้ ที่เมืองพาร์มา, โมเดนา, โบโลญา

เขียนเรื่องอิตาลีเพราะมีบทเรียนที่เมืองไทยสามารถเรียนรู้ได้จากประเทศนี้ ที่มีหลายอย่างคล้ายกับบ้านเรา สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ โดยเฉพาะการเกษตร ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากชุมชนเท่านั้น แต่มาจากการส่งเสริมที่เหมาะสมและจริงจังของรัฐด้วย

เมืองไทยอยากเป็น “ครัวไทยสู่ครัวโลก” แต่ดูเหมือนจะถูกผูกขาดจากทุนใหญ่ไม่กี่เจ้า ชาวบ้านเป็นเพียงแรงงานเท่านั้น ทั้งๆ ที่มีศักยภาพที่จะทำได้เองมากมาย ถ้าหากได้รับการส่งเสริมให้เรียนรู้ ให้มีกฎหมายเอื้ออำนวย และมีทุนสนับสนุนอย่างเหมาะสม

ประมาณสิบกว่าปีก่อน ผมได้รับเชิญไปพูดในการประชุมร่วมระหว่างอาเซียนกับประชาคมยุโรป หรือ EU เป็นโครงการเพื่อพัฒนานโยบายสำหรับนักการเมือง การประชุมนั้นมีขึ้นที่เมืองเวนิซ ไทยส่งส.ส.หนุ่มจากพรรคต่างๆ ไปร่วมด้วย ๕-๖ คน ที่ผมจำชื่อคนหนึ่งได้ดี คือ คุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ

ผมได้รับเชิญไปพูดเรื่อง “วิสาหกิจชุมชน” ประสบการณ์ของประเทศไทย ซึ่งขณะนั้นได้มีพรบ.วิสาหกิจชุมชนออกมาแล้ว (ต้นปี ๒๕๔๘) ผู้พูดอีกคนหนึ่งเป็นชาวอิตาเลียน พูดเรื่อง SMEs ของอิตาลี

เมื่อกลับมาเมืองไทย ผมไม่ได้ติดต่อกับนักการเมืองที่ไปด้วยกันอีกเลย ที่เขียนถึงวันนี้เพราะอยากฝากถึงคุณศักดิ์สยามและนักการเมืองที่ไปงานนั้นว่า ถ้ายังจำเนื้อหาการสัมมนากันในปีนั้นได้ก็ขอให้คิดหาทางส่งเสริมเรื่องวิสาหกิจชุมชนต่อไปด้วย

ผมได้ไปให้ข้อมูลและคำอธิบายร่างพรบ.นี้ที่สำนักงานกฤษฎีกา เลขาธิการขณะนั้นถามผมว่า ประเทศอื่นเขามีกฎหมายวิสาหกิจชุมบนแบบนี้ไหม ผมตอบว่า ไม่มีครับ เลขาธิการก็พูดเสียงดังว่า แล้วเสนอมาทำไม น่าแปลกใจว่า ตรรกะหรือวิธีคิดแบบไหนที่ทำให้คนระดับนั้นตั้งคำถามแบบนี้

ผมพยายามอธิบายว่า ประเทศอื่นเขามีกฎหมายสหกรณ์ที่มีมากว่าร้อยปี และมีพัฒนาการที่ครอบคลุมกิจกรรมต่างๆ ของเขาได้หมด จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายวิสาหกิจชุมชน กฎหมายสหกรณ์ของเราไม่ตอบสนองปัญหาของบ้านเรา เหมือนรถบัส รถทัวร์ที่วิ่งไปตามถนนใหญ่ ระหว่างเมือใหญ่ ไม่สามารถไปถึงตำบลหมู่บ้าน ถึงได้เกิดมีรถตู้ นั่งได้ ๑๐-๑๒ คน รับผู้โดยสารจากบ้านในกรุงเทพฯ ไปส่งถึงบ้านที่หมู่บ้านในชนบท โดยไม่ต้องเสียเวลาเสียค่าแท็กซี่ เดินทางหลายต่อ

แต่วิสาหกิจชุมชนที่เป็นพรบ. นั้น ได้ตัดข้อเสนอเบื้องต้น ๓ ข้อที่สำคัญที่สุดออกไป คือ การเป็นนิติบุคคล การมีกองทุนสนับสนุน และการมีสถาบันส่งเสริมด้านวิชาการ

อ่านบทความนี้คงสรุปได้ว่า แนวคิดสำคัญส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์ที่แคว้นเอมีเลีย โรมาญาของอิตาลีนี่เอง ผมได้ศึกษาเรื่องนี้มานานแล้ว ที่นี่ ๙ คนก็เป็นสหกรณ์ได้ มีสถานภาพทางกฎหมาย มีการส่งเสริมสนับสนุนอย่างดีทุกด้าน สหกรณ์ของเขาจึงมีพลัง สร้างสรรค์เศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมืองไทยวันนี้มีวิสาหกิจชุมชน ๘๐,๐๐๐ กลุ่ม ไปลงทะเบียนกับเกษตรอำเภอจังหวัด ส่วนหญ่ก็หวังวให้รัฐช่วย โดยไม่ได้เข้าใจปรัชญาแนวคิดเรื่องวิสาหกิจชุมชน ซึ่ง “การเรียนรู้เป็นหัวใจ เป้าหมายคือการพึ่งตนเอง” จนกระทั่งไม่นานมานี้ สำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล ๕ ปีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง สนใจที่จะเอาร่างพรบ.เดิมกลับมา คืน ๓ อย่างในร่างเดิมให้วิสาหกิจชุมชน แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่เห็นว่ามีการปรับปรุงพรบ.นี้ รัฐมนตรีที่ดูแลอ้างว่า รัฐบาลเห็นด้วย แต่สนช.มีคนค้านมาก

พรรคการเมืองจะทำเรื่องกัญชาก็ทำไป แต่ก็อยากให้สนใจกระบวนการที่ทำให้เกษตรกรได้ประโยชน์จากกัญชาจริงๆ ทั้งการเข้าถึง ทางสุขภาพและทางเศรษฐกิจ ถึงไมได้เงินเป็นแสนเป็นล้าน แต่ก็ให้ได้ประโยชน์จากผลผลิตของตนเองอย่างยั่งยืน

ยั่งยืน แปลว่าพึ่งตนเองได้ ไม่ใช่อยู่ใต้การอุปถัมภ์ของรัฐ ของนักการเมือง ของนายทุน ชาวบ้านจึงต้องรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน เป็นสหกรณ์เข้มแข็ง ที่เกิดได้ถ้านักการเมืองที่กำกับนโยบายเข้าใจและให้การสนับสนุนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ทั้งที่อีสานและทั่วประเทศ มีวิสาหกิจชุมชนหลายแห่งที่มีการประกอบการที่ดี มีผลงาน มีผลผลิตทางการเกษตร และมีผลิตภัณฑ์แปรรูปการเกษตร ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมระดับโอทอปหลายดาว ได้รับการยอมรับระดับโลก มีศักยภาพที่จะพัฒนาไม่แพ้ที่เอมีเลีย ถ้าหากได้รับการส่งเสริมอย่างเหมาะสม

สหกรณ์ของเอมีเลียสรุปไว้ว่า เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่ “กำไร” แต่เป็น “คน” คือ สมาชิก การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การแบ่งปัน การรักษาความเชื่อมั่นไว้ใจกัน ซึ่งเป็นทุนทางสังคม ทุนที่สำคัญที่สุดของการรวมกลุ่มกันทำการประกอบการให้มั่นคงยั่งยืน โดยไม่ได้เอา “มั่งคั่ง” มาเป็นเป้าหมายอันดับต้น แต่เป็นผลพลอยได้มากกว่า (ไม่เช่นนั้นคงต้องทำกำไรแบบเอาเป็นเอาตายทุกวิถีทางอย่างทุนนิยมสามานย์)

เอมีเลียโมเดล มีลักษณะคล้ายกับจีนโมเดล คือ เศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม (Socialist Market Economy) เพียงแต่เอมีเลียเป็นลูกผสมระหว่างทุนนิยมกับคุณค่าหลายประการของสังคมนิยม ซึ่งน่าจะเป็นบทเรียนที่น่าสนใจในการส่งเสริมการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของอีสาน ซึ่งมีฐานคุณค่าและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง

ถ้า ส.ส. กรรมาธิการเกษตรจะไปดูงานก็แนะนำให้ไปที่แคว้นเอมีเลีย โรมาญา นำความรู้ แนวคิดแนวทางของเขามาประยุกต์ใช้ การเกษตรของอีสานน่าจะเข้มแข็ง ชาวบ้านลืมตาอ้าปากได้ คล้ายกับที่คนแคว้นเอมีเลียทำได้ หลังจากที่อดอยากยากจนมาหลายสิบปีหลังสงคราม

Page 1 of 163