phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

 

สยามรัฐรายวัน 14 พฤศจิกายน 2561

ประเทศไทยกำหนดให้วันเสาร์ที่ ๒ ของเดือนพฤศจิกายน เป็นวันคนพิการแห่งชาติ และได้จัดงานเมื่อวันเสาร์ ๑๐ ที่ผ่านมา ขณะที่สหประชาชาติกำหนดให้วันที่ ๓ ธันวาคมเป็นวันคนพิการสากล

เป็นวันที่ให้หยุดคิดว่า เราได้ให้ความสำคัญแก่คนพิการซึ่งมีนับพันล้านคนทั่วโลกอย่างไร ไม่ว่าการจ้างงาน สวัสดิการและความช่วยเหลือยามเจ็บป่วย โอกาสทางการศึกษาและพัฒนาตนของคนพิการทุกเพศและวัย

            เราได้รับรู้เรื่องคนพิการที่มีโอกาสและพัฒนาตนเองจนแสดงออกถึงความสามารถมากมาย หลายกรณียิ่งกว่าคนที่ไม่พิการเสียอีก อย่างนักดนตรี นักกีฬา และคนที่ช่วยเหลือตนเองได้โดยแทบไม่เป็นภาระให้คนอื่น ทั้งๆ ที่ไม่มีแขน ไม่มีขา หรือพิการทางสายตาและการได้ยิน

            คนเหล่านี้ได้สร้างแรงบันดาลใจไปทั่วโลก ให้ผู้คนไม่ว่ายากดีมีจน พิการหรือไม่ ให้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง เพราะทุกคนมีศักยภาพ ขอเพียงสังคมให้โอกาสพวกเขาอย่างเหมาะสมเท่านั้น

            มีคนอย่างเฮเลน เคลเลอร์ สตรีชาวอเมริกันซึ่งไม่ได้เกิดมาพิการเมื่อปี ค.ศ.๑๘๘๐ แต่อายุได้ ๑๙ เดือนได้ป่วยด้วยโรคบางอย่างที่ทำให้เธอมองไม่เห็นและไม่ได้ยินมาตั้งแต่บัดนั้น รวมทั้งพูดไม่ได้ แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่า เธอได้โอกาสที่ดีจากครูที่สอน “ภาษา” ให้เธอสื่อสารกับผู้คนและ “สรรพสิ่ง” ได้ด้วยการสัมผัส

            ภาษาที่เฮเลน เคลเลอร์ได้เรียนรู้จากครูทำให้เธอไม่ใช้สัญชาติญาณดิบๆ อีกต่อไป ที่อยากได้อะไรก็แสดงออกด้วยอารมณ์ นอนเกลือกกลิ้งไปกับพื้น ภาษาทำให้เธอพัฒนาการใช้ “เหตุผล” มากยิ่งขึ้น ครูซัลลิแวนบอกพ่อแม่ของเธอว่า “ภาษาสำคัญสำหรับสมองยิ่งกว่าแสงสว่างสำหรับดวงตาเสียอีก”

            ภาษาที่ครูได้ประยุกต์กับเฮเลนใช้การสัมผัสบนฝ่ามือเป็นหลัก ไม่นานเธอก็สื่อสารกับคนอื่นๆ ได้ รวมทั้งการที่เธอเอามือไปสัมผัสกับปากของคู่สนทนาเพื่อเข้าใจภาษาของคนที่พูด เธอได้พัฒนาไปถึงการฟังดนตรีจากการสั่นของเสียงและจังหวะ รับรู้การเคลื่อนไหวของคนรอบข้างจากการสั่นของการก้าวเดิน

            เมื่อก้าวข้ามกำแพงการสื่อสารได้แล้ว เฮเลน เคลเลอร์ได้พัฒนาตนเองด้วยการเรียนรู้เช่นเดียวกับคนอื่นๆ จนกระทั่งไปศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นับเป็นสตรีที่พิการทางสายตา หูและการพูดคนแรกที่เรียนจบระดับปริญญา

            เฮเลน เคลเลอร์เป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคม เธอเป็นสมาชิกพรรคสังคมนิยม รณรงค์ให้นายจ้างให้ความเป็นธรรมแก่แรงงานที่เธอเห็นว่าถูกเอาเปรียบ และบอกว่า ความพิการของผู้คนจำนวนมากมาจากความไม่เป็นธรรมทางสังคมและการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม สตรีจำนวนมากถูกสถานการณ์บังคับให้ค้าประเวณี ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมและติดโรคจากเพศสัมพันธ์ทำให้พวกเธอตาบอด

            เฮเลน เคลเลอร์ เขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตของเธอและความคิดทางสังคมการเมืองไว้ ๑๒ เล่ม และบทความอีกจำนวนหนึ่ง ได้เดินทางไปกว่า ๔๐ ประเทศทั่วโลก เพื่อพูดกับผู้คนในแวดวงต่างๆ โดยเฉพาะนักการเมือง เพื่อให้พวกเขาตระหนักถึงสิทธิและศักดิ์ศรีของคนพิการ จนถึงแก่กรรมเมื่อปี ๑๙๖๘ อายุได้ ๘๗ ปี ได้รับการยกย่องจากทั่วโลกและอิสริยาภรณ์ขั้นสูงสุดจากรัฐบาลอเมริกัน

            เฮเลน เคลเลอร์ วิจารณ์นักการเมืองและนักธุรกิจนายทุนว่า เป็นพวกที่ “หูหนวกตาบอดทางสังคม” (socially blind and deaf) คือมองไม่เห็นและไม่ได้ยินปัญหาความไม่เป็นธรรม ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การละเมิดสิทธิของกรรมกร คนยากคนจน คนพิการ

พวกที่ตาบอดและหูหนวกทางสังคมเหล่านี้เป็นใบ้ด้วย ไม่พูดไม่จาเรื่องราวที่จะแก้ปัญหาและพัฒนาบ้านเมืองอย่างที่ควรจะทำ แสวงหาแต่ผลประโยชน์ของตนเอง “พวกเขาปกป้องระบบที่เลว อันเป็นสาเหตุของการพิการทางสายตาและการได้ยิน”

เรื่องราวของเฮเลน เคลเลอร์ และคนพิการอีกมากมายที่สร้างแรงบันดาลให้ผู้คนและสังคม ทำให้คิดถึงนักจิตวิทยาอย่างดร.ไบรอัน ไวส์ ดร.ไมเกิล นิวตัน และคนอื่นๆ ในกลุ่มที่เชื่อว่า คนเราตายไปแล้วเกิดใหม่อย่างมีเป้าหมายบางอย่าง เราทุกคนต่างก็เลือกเกิดมามีชีวิตอย่างที่เราเป็นอยู่วันนี้

ตามแนวคิดนี้แปลว่า ก่อนที่จะกลับชาติมาเกิด เฮเลน เคลเลอร์ ได้เลือกเกิดมาตาบอด หูหนวกและเป็นไบ้ และเมื่อเธอแนวแน่มุ่งมั่นตามแผน เธอก็ได้เรียนรู้ พัฒนาตนเอง และได้ช่วยเหลือมนุษยชาติ เช่นเดียวกับนิก วูยีชิช คนไม่มีแขนขาชาวอสเตรเลีย และคนพิการอีกมากมาย

นักจิตวิทยา นักสะกดจิตเพื่อให้ระลึกชาติได้เหล่านี้เรียกโลกนี้ว่า “โรงเรียนโลก “ (Earth School) เป็นที่เรียนรู้ ที่ “ใช้กรรม” คือ การกลับมา “แก้ไข” สิ่งที่ได้ทำไม่ดีไว้ในชาติก่อน ได้โอกาส “แก้ตัว” ให้ดีกว่าเดิม

คนที่คิดและเชื่อเช่นนี้ย่อมไม่ท้อแท้หรือต่อว่า “โชคชะตา” ที่ทำให้เกิดมาแบบพิการ หรือมาพบกับเหตุการณ์ที่เจ็บปวด จะไม่บ่นว่า “ทำไมถึงต้องเป็นเรา” ไม่คิดว่าเป็นการลงโทษ เป็นทุกข์ที่ต้องแบก

วันนี้คนทั่วโลกจำนวนมากเชื่อเรื่องกรรม เรื่องการกลับชาติมาเกิด เชื่อว่าชีวิตมี ๒ ด้าน ด้านหนึ่ง คือ   ”ชะตากรรม” (destiny) ที่สวรรค์กำหนด อีกด้านหนึ่ง คือ เจตจำนงเสรี (free will) หรือการตัดสินใจของเราเอง ซึ่งแสดงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเรามีส่วนรับผิดชอบอย่างสำคัญด้วย

คนพิการจำนวนมากก้าวข้ามขีดจำกัดต่างๆ ได้ดีกว่าคนไม่พิการ ชีวิตของพวกเขาเป็นเหมือน “โชคดีที่มากับโชคร้าย” (Blessing in disguise) เป็นชีวิตที่ได้เลือกเพื่อเป็นบทเรียนสำหรับตนและสำหรับโลก สิ่งที่พวกเขาควรได้รับไม่ใช่ความสมเพชเวทนา แต่เป็นโอกาสเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาตนเองที่เหมาะสม

Wednesday, 07 November 2018 19:49

คืนทุนให้สังคม

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๑

ความตายของคุณวิชัย ศรีวัฒนประภา ทำให้ได้รู้ว่าเขาได้ทำอะไรดีๆ ให้แก่สังคมไว้มากมาย วันนี้ไม่ได้รู้จากข้อมูลอย่างเดียว แต่ได้รับรู้อารมณ์ความรู้สึกของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเขา อย่างสโมสรเลสเตอร์ซีตี้ คนอังกฤษและคนไทยจำนวนมาก สะท้อนคุณงามความดีที่เขาได้ทำไว้

            การสื่อการวันนี้มีประสิทธิภาพสูงมาก ทำให้สังคมได้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ อย่างรวดเร็วแ ขณะที่คนในประวัติศาสตร์จำนวนมากมีชื่อสียงเมื่อตายไปนานแล้ว โยฮัน เซบาสเตียน บ้าค ได้รับการยอมรับว่าเป็นคีตกวีที่ยิ่งใหญ่เมื่อเขาตายไปแล้วกว่า ๑๕๐ ปี

            บางคนมีชื่อเสียงไม่ดีนักขณะมีชีวิตอยู่ และใช้เวลานานมากกว่าจะได้รับการยอมรับ และกลับมามีชื่อเสียงในทางที่ดีนับร้อยปีให้หลัง ดังกรณีของ “ร็อคกี้ เฟลเลอร์”

            ตระกูลนี้ตั้งบริษัทน้ำมันสแตนดาร์ด ออยล์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๘๗๐ สืบทอดกิจการไปยังบริษัทอื่นๆ ต่อมา อย่างเอ็กซอน และเชฟรอน ได้ก่อตั้งมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ในปี ๑๙๑๓ โดยนายร็อกกี้ เฟลเลอร์ คุณทวดซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นคนรวยที่สุดในโลกขณะนั้น เขาต้องการ “คืนทุนให้สังคม”

            อย่างไรก็ดี แม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการอยู่ดีกินดีของมนุษยชาติ ชื่อร็อกกี้เฟลเลอร์ก็เป็นชื่อที่ไม่ได้รับการยอมรับเท่าใดนัก เพราะถือว่าร่ำรวยด้วยความไม่เป็นธรรม บนความทุกข์ยากของผู้คน เอาเปรียบสังคม กดขี่แรงงาน

            มีเรื่องเล่าว่า ตอนแรกๆ ที่มีการต่อตั้ง มูลนิธินี้มอบเงินให้มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ได้รับการปฏิเสธว่า “เอาเงินเปื้อนเลือดของคุณกลับไป” ต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะได้รับการยอมรับ

            มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์มีส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยและการก่อตั้งโรงพยาบาลศิริราชตั้งแต่ร้อยปีที่ผ่านมา และยังมีความสัมพันธ์อันดีและให้การส่งเสริมสนับสนุนจนถึงทุกวันนี้ โดยมีทุนหลักอยู่ประมาณแสนล้านบาท ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาด้านชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทั่วโลก

            นอกจากสำนักงานใหญ่ที่นิวยอร์ค มีศูนย์ที่เมือง Bellagio ริมทะเลสาบโคโม ทางเหนือของอิตาลี โดยมูลนิธิเป็นผู้ให้ทุนสนับสนุนผู้ที่ได้รับเชิญให้ไปที่นั่น เป็นที่นัดพบนักคิด นักเขียน ศิลปิน นักวิชาการ นักธุรกิจ นักการเมือง ไปสัมมนา ไปพัฒนางานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพของโลก

            นอกจากมูลนิธิร็อกกี้ เฟลเลอร์ ยังมีมูลนิธิฟอร์ด ที่มีลักษณะคล้ายกัน มีทุนหลักอยู่กว่าสี่แสนล้านบาท และส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาในลักษณะคล้ายกันไปทั่วโลก ประเทศอื่นๆ ก็มีมูลนิธิใหญ่ๆ เช่นนี้จำนวนมาก อย่างมูลนิธิโฟล์คสวาเก็นของเยอรมัน มูลนิธิโตโยต้าของญี่ปุ่น และอื่นๆ ซึ่งมีทุนหลักเป็นแสนล้าน

            วันนี้ มีคนอย่างบิล เกต ที่ประกาศก่อตั้งมูลนิธิเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนา และไปชวนใครต่อใครมาร่วมด้วย รวมทั้งคนอย่างนายวอร์เรน บัฟเฟตที่ประกาศยกทรัพย์สินเงินทองเกือบทั้งหมดของเขาเพื่อสาธารณกุศล คืนเงินกว่าสองล้านล้านบาทให้สังคม

            นายบัฟเฟตเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้น ไม่ได้มีธุรกิจเหมือนคนทั่วไป เขาทำรายได้มหาศาลด้วยความสามารถในการลงทุน มีชีวิตที่เรียบง่าย บ้านหลังเดียวเก่าๆ ที่เคยอยู่มาสี่ห้าสิบปี มีรถคันเดียว เขาพูดที่ไหนก็บอกว่า การลงทุนสำคัญที่สุด ดีที่สุด คือ การศึกษาให้ตนเอง เป็นหุ้นที่ไม่มีวันตก

            วันนี้คนรวยจำนวนมากประกาศ “คืนทุนให้สังคม” เพราะสิ่งที่ได้มา ไม่ใช่เพราะความเก่งกล้าสามารถส่วนตัวเท่านั้น แต่เพราะระบบโครงสร้างและโอกาสที่ได้รับจากสังคม สิ่งที่เขาควรจะมีจะใช้นั้นไม่ได้ต้องการเงินทองมากมาย ตายไปก็เอาไปด้วยไม่ได้ คืนให้สังคมเพื่อช่วยเหลือคนที่มีโอกาสน้อยจะดีกว่า

            คุณวิชัย ศรีวัฒนประภา ได้คืนทุนให้สังคมมากมายขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เขาให้โอกาสผู้คนจำนวนมากทุกรุ่นทุกวัย แม้ว่าธุรกิจหลักอย่างคิงเพาเวอร์จะมีคำถามไม่น้อย ซึ่งก็ต้องตอบสังคมและทำให้ถูกต้อง

            สิ่งที่ลูกหลานของคุณวิชัยน่าจะทำ คือ การก่อตั้งมูลนิธิวิชัย ศรีวัฒนประภาหรือไม่ก็มูลนิธิคิงเพาเวอร์ ให้ยิ่งใหญ่สมเจตนารมณ์ของเขา ทำให้ชื่อของเขาอยู่คู่กับสังคมไทย สังคมโลกตลอดไป

            ประเทศไทยยังไม่มีคนรวยคนไหนที่ทำอะไรแบบนี้ คุณวิชัยจะเป็นคนแรก ตระกูลศรีวัฒนประภาจะเป็นเป็นตระกูลแรกที่ทำให้เป็นแบบอย่างแก่บ้านเมืองนี้ที่มีคนรวยล้นฟ้า แต่ไม่ค่อยเห็นการคืนทุนให้สังคมอย่างที่ประเทศอื่นๆ เขาทำกัน

            การมีทุนตั้งต้น (endowment fund) นำไปลงทุน และเพิ่มเติมทุกปีจากผลกำไรของบริษัท ไม่นานก็จะมีจำนวนมากมายเพื่อช่วยเหลือสังคมอย่างมียุทธศาสตร์ เป็นระบบและต่อเนื่อง ไม่ใช่มีแต่แจกของแจกผ้าห่มทุกปี ทำ CSR แบบประชาสัมพันธ์ ที่ไม่ได้แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมในความหมายที่แท้จริง

            ประเทศไทยมีมูลนิธิเกือบสองหมื่น ล้วนแต่เล็กๆ ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ทุนการศึกษา หรือเป็นอนุสรณ์แก่พ่อแม่ เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล ไม่ค่อยเห็นทำอะไรที่ให้ผลทั้งลึกและกว้าง มีแต่มูลนิธิชัยพัฒนาเท่านั้นที่มีบทบาทสำคัญ ทำงานอย่างมียุทธศาสตร์ และเป็นแรงบันดาลใจให้องค์กรทั้งในและต่างประเทศ

            คนเราตายไป ถ้ารู้จักให้ ก็จะทิ้งภาพที่ดีไว้ให้ผู้คนจดจำ คนที่ร่ำรวยบนความทุกข์ยากของคนอื่น เอาเปรียบสังคม คดโกง คนก็จะจำแต่ภาพที่ติดลบ และคงต้องใช้เวลาและความพยายามของลูกหลานนานมากกว่าจะลบล้างภาพสีเทาหรือสีดำนั้นได้

Monday, 05 November 2018 16:04

คนรุ่นใหม่

Published in ปรับฐานคิด Written by

ทางอีศาน พฤศจิกายน ๒๕๖๑

“การประท้วงครั้งใหญ่” ในช่วงทศวรรษ ๒๕๑๐ ทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรป นับเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์โลกที่สำคัญและน่าเรียนรู้ เพื่อจะได้เข้าใจโลกยุคใหม่วันนี้ที่กำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

            ผมไปเรียนที่ยุโรปช่วงแรกระหว่างปี ๒๕๐๘-๒๕๑๕ เป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองที่มาพร้อมกับการประท้วงมากมายที่กระจายไปทั่วทุกวงการ โดยเฉพาะในแวดวงนักศึกษา กรรมกร และขบวนการทางสังคมต่างๆ ที่ดูเหมือนกำลังก่อตัวเบ่งบานด้วยพลังคนรุ่นใหม่

            ที่ประเทศเชคโกสโลวาเกีย เรารู้จัก “ฤดูใบไม้ผลิแห่งปราก” (Prague Spring) ที่มีการลุกฮือของนักศึกษาประชาชนต่อต้านอำนาจครอบงำของรัสเซีย ที่จบลงด้วยขบวนรถถังของสหภาพโซเวียตที่ยาตราเข้ากรุงปราก แต่นั่นก็จุดประกายขบวนการต่อต้านอำนาจของสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ที่ตามมาด้วยเหตุการณ์ที่โปแลนด์ ยูโกสลาเวีย และอีกหลายประเทศ

            เดือนพฤษภาคม ๒๕๑๑ ที่ประเทศฝรั่งเศส เกิดการเดินขบวนประท้วงของนักศึกษาที่กรุงปารีส หลังจากมีความขัดแย้งกับมหาวิทยาลัยในการปฏิรูปหลักสูตร การเรียนการสอน แลเระบบอำนาจในมหาวิทยาลัย พร้อมกันนั้น สหภาพแรงงานก็ร่วมขบวนนัดหยุดงานของกรรมกรกว่า ๑๑ ล้านคน

            ที่จริง ไม่ใช่แค่เรื่องในมหาวิทยาลัย นักวิเคราะห์สรุปว่าเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ต่อต้านทุนนิยม บริโภคนิยม จักรวรรดินิยมอเมริกัน และสงครามเวียดนาม ซึ่งมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจสังคมของฝรั่งเศสต่อเนื่องมาหลายปี

            การประท้วงเกิดขึ้นในหลายประเทศในยุโรป สหรัฐอเมริกา ละตินอเมริกา และเครือข่ายที่กระจายไปทั่วโลกด้วยขบวนการทางสังคม เพราะประเด็นการประท้วงเป็นเรื่องการต่อต้านการใช้อำนาจทั้งทางการเมือง ทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ

ขบวนการทางสังคมเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของพลเมืองในด้านต่างๆ สิทธิสตรี สีผิว สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ ถ้าจะบอกว่า การเกิดขึ้นและเติบโตของขบวนการพลเมืองได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์โลกอย่างสำคัญก็คงไม่ผิด

ทางการเมืองค่อยๆ นำไปสู่การล่มสลายของสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในสหภาพโวเซียตและยุโรปตะวันออก การพ่ายแพ้ของอำนาจเผด็จการทหารในละตินอเมริกา พร้อมกับการเติบโตของประชาธิปไตยในอาร์เจนตินา บราซิล ชิลี การสิ้นสุดการเหยียดผิวแบ่งแยกพลเมือง และการผูกขาดอำนาจเศรษฐกิจการเมืองในแอฟริกาใต้

การยุติสงครามเวียดนามส่วนสำคัญน่าจะมาจากขบวนการประท้วงจากทั่วโลก ที่ทนไม่ได้กับการกระทำของสหรัฐ ความหฤโหดและไร้เหตุผลของสงครามที่ไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้ง่ายๆ

            ประเทศไทยเองก็ได้รับอิทธิพลจากเหตุการณ์ประท้วงทั่วโลกอย่างแน่นอน และน่าจะค่อยๆ นำไปสู่เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาฯ ๒๕๑๖

ที่น่าสนใจ คือ คนที่ประท้วงทั่วโลกในขบวนการต่างๆ เป็นใคร และทำไม คำตอบอาจหาได้หาที่งานศิลปะ ดนตรี ภาพยนต์ ที่เกิดขึ้นในยุคการประท้วงนี้ ดนตรีของเดอะบีเติ้ล ของเดอะรอลลิ้งสโตนส์ ของบ็อบ ดีลอน และดนตรีเพื่อชีวิตของคนอื่นๆ ที่สะท้อนอารมณ์และจิตวิญญาณของยุคนั้น

เป็นคนหนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ ที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เกิดมาพร้อมกับการฟื้นฟูบ้านเมือง เศรษฐกิจดี มีกินมีใช้ ไม่ได้อดอยากเหมือนพ่อแม่ของตนตอนสงคราม

เป็นยุคที่คนรุ่นใหม่ได้รับการศึกษาถ้วนหน้ามากขึ้น ยุคที่เกิดมาพร้อมกับทีวี จึงมีโลกทัศน์เดียวกัน มองโลกมองชีวิตคล้ายกัน มีแนวคิดและระบบคุณค่าเดียวกัน รับไม่ได้กับอำนาจ การกดขี่ การเอาเปรียบ และความอยุติธรรมต่างๆ

การสื่อสารที่เชื่อมโลกเข้าด้วยกันเริ่มเร็วขึ้นและทั่วถึงมากขึ้น การผนึกพลังของภาคประชาสังคมเริ่มเข้มแข็งมากขึ้น ดูแต่กีฬาโอลิมปิกในปี ๒๕๑๑ (๑๙๖๘) ที่แม็กซิโก ที่คณะกรรมการโอลิมปิกจะรับแอฟริกาใต้เข้าร่วมการแข่งขันด้วย กว่า ๔๐ ทีมประกาศจะบอยคอต เพราะแอฟริกาใต้มีขบวนการเหยียดผิวแบ่งแยกพลเมืองที่รุนแรง (Apartheid) จนที่สุดแอฟริกาใต้ก็ถูกแบน

หลายคนอาจจำได้ มีนักกีฬาผิวสีชาวอเมริกันที่ชูกำปั้น ขณะที่ยืนบนแป้นรับเหรียญและมีการเปิดเพลงชาติอเมริกัน เพื่อประท้วงเรื่องการเหยียดผิวและสงครามเวียดนาม

หรือภาพของฌอง ปอล ซาตร์ นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ชาวฝรั่งเศส ที่เดินขบวนไปกับนักศึกษาบนถนนกรุงปารีส ประกาศว่าไม่ได้เป็นเพียงผู้อยู่เบื้องหลัง แต่ร่วมขบวนด้วย เหมือนที่เขาเขียนว่า คนถูกสาปให้มีเสรีภาพ และถูกผลักให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีโดยไม่มีบทให้ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ดูอยู่ข้างล่าง

และ ๒ ภาพสงครามเวียดนามที่คนทั่วโลกเห็นแล้วไม่อาจรับได้ ผลักให้ออกไปเดินบนถนนนับล้านคน คือ ภาพที่ทหารอเมริกันกำลังจ่อยิ่งขมับของเวียดกง และภาพของเด็กหญิงตัวเล็กที่ถูกระเบิดนาปาล์มและกำลังร้องไห้วิ่งหนีเอาชีวิตรอด

คนรุ่นนั้นคือภาพของคนที่ประท้วงสังคม ผมยาว กางเกงยีน เสื้อยืด รองเท้ายาง สะพายย่าม ยุคเบบี้บูม หรือ Gen X ต่อมาเป็น Gen Y ที่เกิดตั้งแต่ประมาณทศวรรษ ๒๕๒๐-๒๕๔๐ และเรียกรุ่นใหม่ล่าสุดว่า พวก Gen Z ที่เกิดมาในปลายคริสตศตวรรษที่ ๒๐ ถึงต้น ๒๑ (หลังค.ศ. ๒,๐๐๐ หรือ พ.ศ. ๒๕๔๓)

คนรุ่นใหม่ Y-Z มาพร้อมกับคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน อินเทอร์เน็ต เฟสบุค กูเกิ้ล ยูทูป เป็นยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างเร็วเท่าแสงในโลกไร้พรมแดน และกำลังเข้าสู่ยุค G5 ที่ทุกอย่างจะเชื่อมต่อถึงกันหมด แม้แต่สิ่งของต่างๆ (Internet of things)

ที่น่าสนใจ คือ สื่อโซเชียลเป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนโลก คนรุ่นใหม่ไม่ดูทีวี แต่ดูมือถือแทน สื่อสารและทำเกือบทุกอย่างผ่านมือถือ การเงินเข้าสู่ยุคฟินเทค ยุคบล็อคเชน ชื่อที่ทุกคนจะต้องคุ้นเคยในไม่ช้า ไม่เพียงแต่เรื่องการเงิน เศรษฐกิจ แต่รวมไปถึงการเมือง การเลือกตั้ง ดังที่เห็นเกิดขึ้นในอเมริกาและหลายประเทศ เทคโนโลยีอาจส่งผลต่อผลการเลือกตั้ง ดังที่กำลังเป็นเรื่องในสหรัฐอเมริกา

คนรุ่นใหม่กำลังเข้ามาแทนที่ทางการเมือง นายมาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสอายุ ๓๙ เมื่อชนะการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว นายเซบาสเตียน คูร์ซ อายุเพียง ๓๑ ปี เมื่อได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีออสเตรีย หรือ มัตเธว เกียจชี ผู้นำสาธารณรัฐซานมาริโน อายุเพียง ๒๘ ปี นางจาชินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์อายุ ๓๗ ปี (เพิ่งคลอดลูกเมื่อไม่นาน) และที่เห็นคุ้นตากันมานานหลายปี คือ นายคิม จอง อุน ผู้นำเกาหลีเหนือที่ปีนี้อายุ ๓๔ ปี แต่อยู่ในอำนาจมาตั้งแต่อายุ ๒๗

ขบวนการทางการเมืองในฝรั่งเศส อิตาลี สเปน ออสเตรีย เยอรมนี และหลายประเทศ ล้วนแต่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์อีกแบบหนึ่ง มองโลกมองชีวิตที่แตกต่างไปจากคนรุ่นเก่า ที่ส่วนใหญ่ตามโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและแบบหักมุมนี้ไม่ทัน

นอกจากศิลปะ ดนตรี ที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งยุคสมัย ปรัชญาอันเป็น “ปัญญา” ที่อยู่เบื้องหลังและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงก็เปลี่ยนไปตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ที่คนอย่างซาตร์, คามูส์, และอีกหลายคนได้สะท้อนเรื่องนี้ผ่านผลงานปรัชญาและวรรณกรรม

หรือที่อยู่ในตระกูลเดียวกับปรัชญาเอ็กซิสแทนเชียลิสท์ที่ถามความหมายและเสรีภาพ คือปรัชญาโพสท์โมเดิร์น ที่ปฏิเสธภาระอันหนักของจารีตประเพณีวิถีสังคมและประวัติศาสตร์ภายใต้ “เรื่องเล่าอันยิ่งใหญ่” (The Grand Narratives) ที่สร้างตำนานให้ผู้คนหลงใหลและศรัทธามาหลายพันปี

โพสท์โมดิร์นใช้แนวคิดแบบ “รื้อร้างเพื่อสร้างใหม่” (deconstruction) ปลดปล่อยสังคมจากพันธนาการทางความคิดและระบบคุณค่า โดยการวิเคราะห์ภาษาและปรัชญาของผู้คนในอดีตที่กำหนดความหมายของคำเหล่านั้น เพื่อสร้างคุณค่าและความหมายใหม่

ส่วนหนึ่งเป็นปรัชญาที่มาจากอิทธิพลของนิทเช่ นักปรัชญาเยอรมันที่ประกาศว่า “พระเจ้าตายแล้ว” โพสท์โมเดิร์นเป็นปรัชญาที่คนรุ่นใหม่รับได้ เพราะโลกก็เป็นโลกใหม่แล้ว แต่เมื่อโลกเก่ายังไม่หมดไป ความขัดแย้งก็เกิด เป็นวิภาษวิธีของสังคม ที่ความขัดแย้งนำไปสู่ข้อสรุปใหม่

เมืองไทยจะไปทางไหน อยู่ที่คนรุ่นใหม่ สิ่งทีเกิดขึ้นในปี ๒๕๑๑ ในยุโรป และ ๒๕๑๖ (๑๔ ตุลาฯ) ในประเทศไทย อาจไม่เกิดในรูปแบบเดียวกันวันนี้ แต่กำลังเกิดขึ้นรูปแบบอื่น น่าติดตามว่า การเมืองไทยสังคมไทยในปี ๒๕๖๒ จะเป็นเช่นไร เรามองเห็นเครื่องหมายแห่งกาลเวลา สัมผัสกับจิตวิญญาณของยุคสมัยนี้หรือไม่อย่างไร หรือคนรุ่นใหม่ ๔ ล้านคนที่จะมีสิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งแรกอาจกำหนดการเมืองไทย

ขณะที่โลกหมุนกลับ กลับมาหาธรรมชาติ ท่องเที่ยวชุมชนบูม ผักพื้นบ้าน อาหารพื้นเมืองมีเสน่ห์ในยามที่คนเริ่มรักสุขภาพ คนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งเบื่อหน่ายชีวิตในเมือง เริ่มหันกลับไปบ้านเกิดในชนบท หาทางพัฒนาการประกอบการยุคใหม่บนผืนดินเก่าและท้องนาเดิม แต่ด้วยแนวคิดใหม่ รูปแบบใหม่

จินตนาการบวกเทคโนโลยี ได้ชี้ทางเลือกและทางออกให้สงคมชนบทและคนรุ่นใหม่ พ่อแม่ปู่ย่าตายายคนรุ่นเก่ากำลังจะจากไป อนาคตของเมืองไทยฝากไว้กับคนรุ่นใหม่ กับลูกหลานบ้านเรา

Page 1 of 145