phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Friday, 21 November 2014 19:45

ครูชบ ยอดแก้ว

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 21 พฤศจิกายน 2557

ครูชบ ยอดแก้ว เป็นหนึ่งในครูดีที่สังคมยกย่อง เคารพนับถือ เป็นตำนานครูที่คนไทยต้องการให้มีมากๆ ไม่เพียงเพราะเป็นคนดีมีคุณธรรม ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพครู แต่เพราะไม่แยกการศึกษาจากชีวิต มีจิตอาสาพัฒนาชุมชนและสังคมด้วยนวัตกรรม และทำงานจนวาระสุดท้ายของชีวิตเมื่อปี 2556

                ครูชบเป็นครูใหญ่ที่โรงเรียนน้ำขาวใน อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา วันหนึ่งได้เสนอความคิดให้นักเรียนว่า อยากให้เด็กๆ ออมเงินวันละบาท เพื่อเป็นทุนสำหรับตนเอง จากนั้นให้พวกครูที่มีปัญหาการเงินกู้ เอาดอกเบี้ยมาเป็นสวัสดิการให้นักเรียน เวลาไปโรงพยาบาลก็ได้ค่ารถค่าหมอค่ายา ทุนการศึกษาและแก้ปัญหายามฉุกเฉิน

                ฟังดูก็นึกว่าเป็นแค่ออมทรัพย์ธรรมดา จริงๆ แล้วครูชบต้องการใช้การออมทรัพย์เพื่อเป็นเครื่องมือพัฒนาคน พัฒนาเด็ก พัฒนาครู เป็นแนวคิดการพัฒนาแบบบูรณาการ คำที่ยุคนั้นยังไม่ได้ใช้ คำที่คนทำ (วันนั้น) ไม่ได้ใช้ คนใช้ (วันนี้) ไม่ได้ทำ

                ความจริง ชื่อของกลุ่มก็บอกอยู่แล้วว่าเป็น “กลุ่มสัจจะออมทรัพย์เพื่อพัฒนาครบวงจรชีวิต” โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ปัญหาความยากจน เนื่องมาจากคนไม่รู้จักออม และพื่อปลูกฝังคนให้มีนิสัย 7 ประการ

๑. เพื่อให้เกิดนิสัยพึ่งตนเอง มีความเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ไม่เห็นแก่ตัว
               ๒. เพื่อให้เกิดวินัยในตนเอง มุ่งมั่นการทำงานให้สำเร็จ
              ๓. เพื่อให้เกิดนิสัยขยันหมั่นเพียร ซื่อสัตย์ ประหยัด และอดทน
               ๔. เพื่อให้เกิดนิสัยรู้จักคิด วิจารณ์และตัดสินใจอย่างมีหตุผล
              ๕. เพื่อให้เกิดขันติธรรมต่อการวิจารณ์ รู้ถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล หรือหมู่เหล่า
              ๖. เพื่อให้มีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้จักยกย่องผู้อื่น
              ๗. เพื่อให้เกิดนิสัยทำงานกับผู้อื่นได้ โดยรู้จักเป็นผู้ให้ ผู้รับ ผู้นำ แล เป็นผู้ตามที่ดี

                พ่อแม่ผู้ปกครองเด็กๆ ที่น้ำขาวบอกครูชบว่า จะขอกู้เงินจากออมทรัพย์นี้บ้าง ครูชบบอกว่า ไม่ได้ ถ้าอยากกู้ต้องตั้งเอง แล้วครูชบก็ช่วยเตรียมตัวเตรียมใจชาวบ้านให้ตั้งกลุ่มออมทรัพย์แบบเดียวกันนี้ได้ 13 กลุ่มใน 11 หมู่บ้านของตำบลน้ำขาว

                นอกจากมีหมู่ละ 1 กลุ่มแล้ว ยังมีกลุ่มพิเศษที่ตั้งขึ้นเพราะสถานการณ์เรียกร้อง พระที่วัดหารือกับครูชบว่า ชาวบ้านทำมาหากินจนไม่ค่อยไปวัดกันแล้ว ครูชบก็เสนอว่า ควรตั้งกลุ่มออมทรัพย์ที่วัด ชื่อ กลุ่มออมทรัพย์วันเพ็ญ สมาชิกจะมาออมมากู้มาคืนในวันเพ็ญของทุกเดือน คนก็ไปวัดมากขึ้นด้วยวิธีนี้

                ลูกสาวของครูชบอายุมากขึ้น ก็ชวนเพื่อนๆ ที่ไม่ได้แต่งงานมาร่วมกันตั้งกลุ่มออมทรัพย์ให้ชื่อว่า “กลุ่มนารีพิทักษ์วัย” ใครป่วยไปโรงพยาบาลก็ได้ค่ารถค่าหมอ ใครต้องไปนอนโรงพยาบาลก็ได้คืนละ 100 บาท สมาชิกกลุ่มก็ผลัดกันไปเฝ้า ได้คนละ 100 บาทต่อวันด้วยเช่นกัน

                มีคนไปเรียนรู้ดูงานจากครูชบ ที่ไปเรียนรู้ยาวนานเป็นพรรษาก็มีพระอาจารย์สุบิน ปณีโต จากวัดไผ่ล้อมที่ตราด ที่ไปปักกลดที่น้ำขาว ไปขอวิชาและร่วมกิจกรรมของกลุ่มออมทรัพย์ทุกเดือน จนได้ทั้งแนวคิดและวิธีการ กลับไปส่งเสริมการก่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์ไปกว่าครึ่งจังหวัดตราดภายในไม่กี่ปี และวันนี้ก็คงเกือบทั่วจังหวัดแล้ว รวมทั้งพระอาจารย์มนัส ขันติธัมโม ที่นำไปเผยแพร่และส่งเสริมที่จังหวัดจันทบุรี

                ครูชบเป็นแกนนำสำคัญของเครือข่ายองค์กรชุมชนคนสงขลา ที่มูลนิธิหมู่บ้านได้ทำการสำรวจวิจัยกลุ่มออมทรัพย์ 34 กลุ่มในปี 2532 และประสานให้เกิดเครือข่ายองค์กรชุมชนซึ่งไม่ได้มีแต่กลุ่มออมทรัพย์ แต่รวมเอากลุ่มต่างๆ ทั้งการศึกษา สิ่งแวดล้อม ธุรกิจชุมชน และได้จดทะเบียนเป็นสมาคมชื่อว่า สมาคมฟื้นฟูหมู่บ้านชนบทสงขลา (Songkhla Village Reconstruction Association - SVIRA)

                เครือข่ายและสมาคมนี้พบกันทุกเดือนไม่เคยขาดตั้งเริ่มต้นเมื่อปลายปี 2532 มีประธานที่เวียนกันไปมาระหว่างแกนนำหลักทั้ง 4 ของสงขลา คือ ครูชบ ยอดแก้ว นายลัภท์ หนูประดิษฐ กำนันอัมพร ด้วงปาน และนายเคล้า แก้วเพชร

                ครูชบเคยร่วมกับคณะผู้นำชุมชนไปเรียนรู้ดูงานที่ยุโรปโดยการประสานของมูลนิธิหมู่บ้าน การเล่าเรื่องจากประสบการณ์ของตนเองให้ผู้นำชุมชน โดยเฉพาะเครือข่ายเกษตรกรในฝรั่งเศสและเยอรมัน ได้รับความชื่นชมและความสนใจเป็นอย่างมาก  กลุ่มผู้นำชุมชนคนไทยเองก็ได้เรียนรู้หลายอย่างจากที่นั่น

                เมื่อครั้งที่ธนาคารโลกให้ทุนพัฒนาที่เรียกกันว่า SIP นั้น สมาคมฟื้นฟูฯ สงขลาได้นำแนวคิดจากยุโรปมาประยุกต์ใช้ โดยเสนอให้ซิป “อุดหนุน” กลุ่มออมทรัพย์ในเครือข่ายสงขลา โดยฐานคิดที่ว่า กองทุนสวัสดิการของกลุ่มต่างๆ มีเท่าไร ขอให้ซิปสมทบ 1 ต่อ 1 ซึ่งทางซิปเห็นด้วย กลุ่มออมทรัพย์ในสมาคมตอนนั้นมีกองทุนสวัสดิการรวมกันแล้วประมาณ 2.5 ล้านบาท จึงได้สมทบอีก 2.5 ล้านบาทจากซิป

                เป็นวิธีคิดที่ทางเยอรมันใช้ในการตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนา เมื่อคนเยอรมันออมระหว่างเทศบาลมหาพรต (คล้ายเข้าพรรษาของไทย) เป็นเวลา 40 วัน ออมได้เท่าไร รัฐบาลจะสมทบให้เท่าตัว ปีหนึ่งๆ องค์กรที่ดำเนินการรณรงค์ได้ 3 พันล้าน ก็จะได้อีก 3 พันล้านจากรัฐบาล

                ทุนที่ซิปสมทบให้กลุ่มออมทรัพย์สงขลาถูกนำไป “ต่อยอด” การพัฒนาในชุมชนแต่ละแห่งในลักษณะที่เป็นการส่งเสริมสวัสดิการ เช่น บางแห่งให้ผู้สูงอายุปลูกของกิน 5 อย่างในสวนของตนเอง เช่นกล้วย 4 กอ ตะไคร้ 4 กอ พริก 4 ต้น มะเขือ 4 ต้น และอะไรกอย่างหนึ่ง ก็จะได้เงินอุดหนุน 100 บาท

                สำหรับชาวบ้านถือว่าเป็นเรื่องเล็ก คนสูงอายุปลูกเองไม่ได้ให้ลูกหลานช่วยก็ได้ โครงการนี้ทำที่นาหว้าของน้าเคล้า แก้วเพชร เป็นกุโศลบายให้ครอบครัวปลูกผักกินเอง จะได้สุขภาพดี เหลือก็เอาไปขายที่ตลาดนัดในหมู่บ้าน ได้เงินใช้อีกต่างหาก และคนในหมู่บ้านก็จะได้กินผลักปลอดสารอีกด้วย

                ครูชบได้เป็นวิทยากรเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อเผยแพร่แนวคิดเรื่องการออมทรัพย์เพื่อพัฒนาครบวงจรชีวิต แล้ววันหนึ่งก็ท้อและเปลี่ยนใจ เพราะกองทุนหมู่บ้านของรัฐบาลทำให้เกิดความซ้ำซ้อน จึงปรับความคิดมาเป็นกองทุนสวัสดิการวันละบาท และให้รัฐบาลสมทบ 1 ต่อ 1 รวมทั้งอปท.ด้วย

                วันนี้มีมูลนิธิดร.ครูชบ ยอดแก้ว กำลังสานต่อเจตนารมณ์และจิตวิญญาณของท่าน

Monday, 17 November 2014 16:23

ไม้เรียง

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 14 พฤศจิกายน 2557

ไม้เรียงเป็นตำบลหนึ่งในอำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีรรมราช เมื่อเกือบ 50 ปีก่อน มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ เพราะมีการค้นพบแร่วุลเฟรมที่เขาศูนย์ ซึ่งอยู่ติดกับตัวชุมชน ผู้คนเป็นพันเป็นหมื่นจากทั่วประเทศพากันไปขุดแร่กันที่นั่น แม้ไม่ใช่ทอง แต่ราคาก็แพงกว่าค่าแรงรับจ้างหรือทำไร่ทำนา

                ที่ไปนั้นไม่ได้มีแต่คนรวย คนจนก็ไป คนรวยมีเครื่องมือทันสมัยรถใหญ่รถยกรถขุด ชาวบ้านก็มีแค่จอบเสียม เงินทองสะพัดตลาดไม้เรียง ร้านค้าขายของกินของใช้ ร้านอาหาร ร้านทอง โรงแรมโรงน้ำชา ค้าประเวณี ยาเสพติด สิ่งผิดกฎหมาย มีการยิงกันตายเกือบทุกวัน ไม่ได้มีแต่นายทุนพ่อค้า แต่มาเฟียและผู้มีอิทธิพลก็เต็มไปหมด แต่ก็ค่อยๆ น้อยลงเมื่อคอมมิวนิสต์เริ่มมีอำนาจเหนือพื้นที่แถบนั้น

                ปี 2523 พลเอกหาญ ลีลานนท์ไปปิดเขาศูนย์ ปิดฉากแหล่งอำนาจเงินและอิทธิพล เริ่มต้นศักยราชใหม่ของการพัฒนาไม้เรียง ซึ่งไม่มีใครเข้าไปชี้นำ เป็นชาวบ้านเองที่ค่อยๆ ปรับตัว กลับไปสู่วิถีชีวิตที่เป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง หลังจากวิ่งแข่งกันหาเงินจากการขุดแร่อยู่นับ 10 ปี

                ชาวบ้านเริ่มพูดคุยกันเรื่องยางพารา ซึ่งปลูกกันแทบทุกบ้าน ว่าจะแก้ปัญหาราคายางที่ต่ำมากได้อย่างไร ทำไมราคายางแผ่นของราชการและของพ่อค้าจึงได้ราคาดีกว่า เป็นเกรด 1 เกรด 2 ขณะที่ของชาวบ้านได้เกรด 3 เกรด 4  ประยงค์ รณรงค์ เป็นชาวบ้านที่ไม่มีตำแหน่งทางการเป็นแกนนำในการศึกษาเรื่องการแก้ปัญหายางพาราอย่างจริงจัง

                ข้อสรุปของปัญหา คือ คุณภาพของยางแผ่นและพ่อค้าคนกลาง ยางแผ่นของราชการและพ่อค้ามาจากโรงงาน ของชาวบ้านทำกันเอง ตากแดดไว้หน้าบ้าน ไม่มีความสม่ำเสมอทั้งขนาด น้ำหนัก คุณภาพ ประยงค์กับชาวบ้านอีก 11 คนจึงพากันไปขอดูงานโรงงานรมยางของราชการและพ่อค้า โดยไม่มีหน่วยงานราชการหรือเอ็นจีโอไหนพาไป

                การไปศึกษาดูงานของชาวบ้านเมื่อ 30 กว่าปีก่อนนับเป็นเรื่องแปลก ยังไม่มีใครคิดใครทำ แต่ไม้เรียงคิดเองและลงมือทำ ไปดูงานแล้วก็มาหารือกันว่าจะทำโรงงานแบบนั้นได้อย่างไร เพราะลงทุนเป็นสิบล้าน สุดท้ายก็มาสรุปว่า ย่อส่วนลงมาให้เล็กๆ ลงทุนสัก 1 ล้านก็น่าจะทำได้

                สรุปแล้วดูเหมือนง่ายและใช้เวลาไม่มาก ความจริง ไม้เรียงใช้เวลาเรียนรู้อยู่หลายปี และกว่าจะระดมทุนจากชาวบ้านได้ 1 ล้านบาทก็ใช้เวลานาน รวมทั้งการขออนุญาตก่อตั้งกลุ่มเกษตรชาวสวนยางไม้เรียง ทางราชการก็ไม่อยากให้จด ผู้ว่าราชการจังหวัดในสมัยนั้น คือ คุณเอนก สิทธิประศาสตร์ ขอร้องว่า อย่าจดเลย เพราะที่จดๆ มาก่อนนั้นก็ล้มไปเกือบหมด เสียชื่อจังหวัดเปล่าๆ

                ประยงค์ รณรงค์ และแกนนำกลับไปพบผู้ว่าฯ อีก อธิบายว่า การที่พวกเขาอยากจดทะเบียนเป็นกลุ่มเกษตรกร เพราะต้องการทำธุรกรรมการเงินโดยตรงกับบริษัทผู้ส่งออกยาง พวกเขารู้ว่า กลุ่มเกษตรกรก่อนนี้ล้มเป็นเพราะส่วนใหญ่ตั้งขึ้นมาเพื่อไปกู้เงิน ธ.ก.ส. สมาชิกกู้ยืมไปแล้วไม่คืน กลุ่มก็ล้ม แต่กลุ่มไม้เรียงไม่ได้ต้องการตั้งขึ้นมาเพื่อไปกู้เงิน และสัญญาว่า จะไม่เอากลุ่มไปกู้เงิน ธ.ก.ส.  ผู้ว่าฯ จึงได้อนุมัติ และกลุ่มเกษรตรกรสวนยางไม้เรียงก็ไม่เคยกู้เงิน ธ.ก.ส.ในนามกลุ่มมาจนถึงวันนี้

                ไม้เรียงพัฒนายางแผ่นจนได้รับการยอมรับว่าเป็นเกรด 1 ของเอเชีย ได้ราคาสูงกว่าราคาตลาดถึง 4 บาท ซึ่งเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ราคายางพาราไม่ถึง 20 บาท นับว่าประสบผลสำเร็จ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตัดพ่อค้าคนกลางออกไป ส่งยางแผ่นรมควันตรงไปยังท่าเรือคลองเตยเลย

                ปี 2546 มูลนิธิรามอน แมกไซไซ มาสำรวจและค้นหาผู้ที่สมควรได้รับรางวัลแมกไซไซ ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2500 มีผู้ได้รับรางวัลนี้จากเมืองไทยก่อนนั้น 18 คน ซึ่งล้วนแต่เป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียง ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่บำเพ็ญประโยชน์แก่ส่วนรวม  มีผู้เสนอให้ไปค้นหาผู้นำชุมชนคนธรรมดาบ้าง ทางมูลนิธิฯ ก็ให้อาจารย์จากจุฬาฯ ลงไปศึกษาประเมิน จึงเป็นที่มาของการมอบรางวัลแมกไซไซให้ลุงประยงค์ รณรงค์ ฐานะผู้นำชุมชนดีเด่นเมื่อปี 2547

                ผมได้เขียนสารคดีเรื่องยาวลงมติชนสุดสัปดาห์ “จากไม้เรียงถึงมะนิลา จากรากหญ้าถึงแมกไซไซ” (ซึ่งหาอ่านได้ในเวปไซต์ของผมหรือจากหนังสือเล่มชื่อ ชุมชนเรียนรู้ อยู่เย็นเป็นสุข) โดยได้บันทึกเรื่องราวของทั้งลุงประยงค์ และของชุมชนไม้เรียงอย่างละเอียด เป็นชุมชนต้นแบบของการพัฒนา เพราะเป็นชุมชนเรียนรู้และจัดการตนเองอย่างเป็นระบบ พึ่งพาตนเองโดยไม่ได้รอแต่ความช่วยเหลือจากภายนอก

                เรื่องราวของไม้เรียงเป็นตำนานของการพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง ผมได้ทำงานร่วมกับไม้เรียงมาตั้งแต่ปี 2532 และได้ร่วมเดินทางไปมะนิลากับลุงประยงค์ ซึ่งได้ขอร้องให้ไปเป็นเพื่อน ไปช่วยเป็นล่ามด้วย ตอนแรกผมก็ลังเล เพราะไปตั้ง 9 วัน แต่คุณหมอประเวศแนะนำว่า ควรจะไป ไม่ใช่เพียงเพื่อไปเป็นล่ามแปลภาษาเท่านั้น แต่เพื่อสื่อสารกับผู้คนว่า ไม้เรียงให้บทเรียนอะไรแก่สังคมไทยและแก่โลกบ้าง

                วันหนึ่งลุงประยงค์ได้รับเชิญไปพูดที่ธนาคารพัฒนาเอเชียหรือเอดีบี พูดเสร็จ ประธานลุกขึ้นมาขอบคุณบอกว่า “ขอบคุณที่มาสอนเราชาวธนาคารว่า เงินแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้ ถ้าแก้ได้คงแก้นานแล้ว เพราะโลกไม่ได้ขาดเงิน แต่ขาดความความรู้ขาดปัญญาอย่างที่ท่านได้ใช้เพื่อพัฒนาชุมชนของท่าน”

                 สิ่งที่ลุงประยงค์ในฐานะผู้นำชุมชน ราษฎรเต็มขั้นโดยไม่มีตำแหน่งใดๆ ทำที่ไม้เรียงมีมากมาย ได้เล่าแต่เพียงเรื่องเดียวตอนต้น เรื่องอื่นๆ สรุปได้แต่เพียงว่า ลุงประยงค์และแกนนำชาวสวนยางภาคใต้ได้ร่วมกันพัฒนาแผนแม่บทยางพาราไทย โดยการทำการวิจัยเอกสารและศึกษาจากชาวสวนยางกันเอง แม้ว่ารัฐบาลตอนนั้นไม่ได้รับ แต่รัฐบาลหลัง 2544 ก็รับมาใช้

                ไม้เรียงเป็นที่มาสำคัญของแผนแม่บทชุมชน ซึ่งมูลนิธิหมู่บ้านได้สังเคราะห์ร่วมกับประสบการณ์ของอีกหลายชุมชน การทำวิสาหกิจชุมชน สภาผู้นำ เหล่านี้ล้วนเป็นแนวคิดและประสบการณ์ของไม้เรียง ซึ่งประกาศไว้ชัดเจนว่า “ที่ไม้เรียง ทุกคนต้องได้เรียนรู้ทุกสิ่งที่อยากรู้ และต้องเรียนรู้ทุกสิ่งที่ตนเองทำ”

                ลุงประยงค์ขึ้นเวทีพูดกับชาวบ้านมักบอกว่า “พี่น้อง การที่พวกเราทำอะไรมักผิดพลาดล้มเหลว เพราะเราทำโดยไม่รู้จริง หมดยุคแล้วที่จะคิดว่า เชื่อว่า หวังว่า วันนี้ต้องใช้คำว่า รู้ว่า เท่านั้นจึงจะอยู่ได้”

                คงไม่แปลก ถ้าหากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 6 แห่งอย่างธรรมศาสตร์ นิด้า และอื่นๆ จะมอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แก่ลุงประยงค์ เพราะการทำให้ชุมชนเข้มแข็งได้ในยุคสังคมบ้าบริโภคครองโลกโดยทุนนิยมและประชาธิปไตยสับสนอย่างวันนี้เป็นเรื่องที่คนที่มีความสามารถพิเศษเท่านั้นจึงจะสามารถทำได้

สยามรัฐรายวัน 12 พฤศจิกายน 2557

ปัญหาใหญ่สุดปัญหาหนึ่งในสังคมไทยวันนี้ คือ ปัญหาทรัพยากร ปัญหาสิทธิในทรัพยากร ปัญหาการเข้าถึงทรัพยากรเพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรนั้น ซึ่งทั้งหมดล้วนสัมพัน์กันอย่างแยกมิได้

                นอกนั้น ยังมีมิติอื่นๆ อีกหลายมิติที่ซับซ้อนและสัมพันธ์กันจนจับต้นชนปลายไม่ถูก อย่างที่รัฐบาลจะจัดการให้ให้ที่ดินคนจน โดยใช้ที่ดินกว่าสิบล้านไร่ แค่การนิยามคนจนก็คงยุ่งยากพอๆ กับการนิยามเกษตรกรเหมือนหลายปีก่อนในกรณี สปก.4-01 มาถึงทุกวันนี้

                นอกนั้น แม้ไม่ให้สิทธิขาด เพียงให้ใช้เป็นที่ทำกินแบบให้เช่าถูกๆ ประมาณนั้น แล้วจะมีมาตรการอะไรที่จะไม่ให้มีการขายสิทธิต่อ ให้เช่าช่วงเหมือนที่ดิน สปก. และแฟลตการเคหะในกรุงเทพฯ แล้วคนจนก็ไปบุกเบิกที่อื่นต่อไปไม่ว่าในชนบทหรือในเมือง

                รัฐคงรู้ดีว่า ชาวบ้านที่ไม่มีที่ดินวันนี้เป็นใคร และเพราะเหตุใด ไม่ทราบว่ามีการวิเคราะห์ให้เห็นถึงสาเหตุสำคัญๆ ของการไม่มีที่ดินหรือไม่ หรือเน้นแต่เหตุผลการเพิ่มประชากร เกิดครอบครัวขยาย ลูกหลานมากมาย แบ่งกันไม่พอก็ต้องไปหาที่ทำกินใหม่  มีการวิเคราะห์เจาะลึกให้เห็นการสูญเสียที่ดินเพราะนโยบายการพัฒนาที่ผิดพลาดของรัฐมากน้อยเพียงใด

                นโยบายที่ไม่ได้ให้ความรู้ การศึกษา พัฒนาการผลิตและการทำมาหากินที่ใช้ฐานความรู้ ไม่ใช่ฐานแรงงานอย่างเดียว และไม่ใช่ฐานปริมาณพื้นที่เพาะปลูกอย่างเดียวอย่างที่บ้านเราทำมา 50-60 ปี

                เมืองไทยภูมิใจนักหนาที่เป็นผู้ส่งข้าวออกอันดับหนึ่งมาหลายสิบปี วิเคราะห์ลงไปให้ดีพบว่า แชมป์ส่งออกรายนี้ผลิตข้าวได้น้อยที่สุดในบรรดาประเทศต่างๆ ที่ส่งข้าวออก คนอื่นเขาผลิตได้ไร่ละ 800 ก.ก. ถึง 2,000 ก.ก. ไทยผลิตได้เพียงไร่ละประมาณ 300-400 ก.ก. เท่านั้น แต่ที่เป็นแชมป์เพราะมีพื้นที่เพาะปลูกบางปีถึง 85 ล้านไร่ อย่างเมื่อปี 2555 ที่ปลูกกันเอาเป็นเอาตายเพื่อจะได้ 15,000 บาท/ตัน จากรัฐบาล

                หันไปดูพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ก็อยู่ในสภาพที่ไม่แตกต่างกัน ตั้งแต่ปอ มันสำปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา ปาล์ม  ลองศึกษาประวัติความเป็นมา ไม่ใช่บนกระดาษที่ข้าราชการเขียนรายงาน แต่ลงไปศึกษาในชุมชน ไปดูสภาพที่แท้จริงว่า ตั้งแต่รัฐมีนโยบายส่งเสริมพืชเหล่านี้ เกิดอะไรขึ้นกับชาวบ้าน

                การส่งเสริมการปลูกพืชเดี่ยวเพื่อการส่งออกทำให้ชาวบ้านขยายที่เพาะปลูกเพื่อชดเชยรายได้ที่ต่ำ ที่มาจากผลผลิตต่อไร่ที่ต่ำ และราคาที่ถูกกดจากพ่อค้า โดยที่รัฐไม่ได้ให้ความเป็นธรรมในเรื่องนี้ จนทำให้เข้าใจว่า ราคาผลผลิตสินค้าเกษตรหลายสิบปีที่ผ่านมาอยู่ในมือพ่อค้า ข้าราชการและนักการเมืองที่รวมหัวกันทำมาหากินบนความทุกข์ยากของประชาชน

                การละทิ้งพื้นที่เดิม เริ่มต้น ไม่ว่าจะขายเพื่อใช้หนี้หรือยกให้ญาติพี่น้องลูกหลาน แล้วไปตายเอาดาบหน้า เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดยะยะ 40-50 ปีที่ผ่านมา ปัญหาสำคัญ คือ หนี้สิน ความหวังที่จะได้เงินก้อนโตเมื่อเก็บเกี่ยวแต่ไม่ได้ หรือได้น้อย ไม่สามารถใช้หนี้สินที่ไปยืมเขามาซื้ออยู่ซื้อกินทั้งปี ขายผลผลิตได้กำไร 1 ปี ขาดทุน 3 ปี อย่างนี้ไม่มีใครอยู่รอดได้

                แล้วก็ขายทื่ทำกินที่บุกเบิกในพื้นที่ป่า พื้นที่สาธารณะ จะเรียกชื่อว่า สปก.หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่สำคัญ ขายให้นายทุน แล้วเขาจะเสกให้เป็นเอกสารสิทธิ์พิศดารอย่างไรก็แล้วแต่เขา

และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเกือบทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย ซึ่งนโยบายการพัฒนาประเทศทำให้ชาวบ้านสูญเสียที่ดินและบุกรุกพื้นที่ใหม่ไปเรื่อยๆ ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดในภาคตะวันออกระหว่างฉะเชิงเทรา ชลบุรี จันทบุรี ระยอง สระแก้ว เคยมีพื้นที่กว่า 2 ล้านไร่ วันนี้คงเหลือไม่ถึง 5-6 แสนไร่

ข่าวที่เห็นทุกวันในหลายจังหวัด จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่รัฐกำลังไปยืดที่ดินคืนเป็นหมื่นๆ ไร่ ที่ปลูกยางพารา หรือแม้แต่พัฒนาเป็นรีสอร์ท  ที่ดินเหล่านี้ส่วนหนึ่งชาวบ้านได้บุกเบิกทำกินมาก่อน แล้วขายให้นายทุนที่มากว้านซื้อเป็นแปลงใหญ่  ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็กลายเป็นลูกจ้างในไร่ในรีสอร์ทเหล่านี้

วันนี้แรงงานไทยกว่า 20 ล้านคน มีความรู้ต่ำกว่าประถมศึกษา อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ มีแต่แรงกายทำงานรับจ้าง ทั้งๆ ที่หากได้รับโอกาสการศึกษา พวกเขาน่าจะมีทางออกที่หลากหลาย มีทางเลือกที่ดีกว่า และเมื่อมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากร (อย่างที่รัฐกำลังจัดที่ดินให้) พวกเขาก็จะใช้ความรู้ในการทำกิน ประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองโดยไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน ไม่มีเงินคืนเขาก็ขายสิทธิในที่ดิน แล้วไปตาบขเอาดาบหน้าอีก

การศึกษาที่ดีเท่านั้นจะตัดวงวงจรอุบาทว์ของหนี้สินและชีวิตที่เหมือนถูกสาปนี้ได้

Page 1 of 43