phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 04 March 2015 16:17

ศาสนากับสังคม

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 4 มีนาคม 2558

คาร์ล มาร์กซ์ บอกว่า ศาสนาเป็นยาเสพติด มอมเมาประชาชน ซิกมุนด์ ฟรอยด์ นักจิตวิเคราะห์บอกว่า ศาสนาเป็นโรคประสาทชนิดหนึ่ง ฟรีดริช นิทเช่ บอกว่า พระเจ้าตายแล้ว นักปรัชญาโพสท์โมเดิร์น บอกว่า ศาสนาเป็นภาระทางประวัติที่ต้องรื้อถอน เป็นแอกที่ต้องสลัดออก

                เหล่านี้เป็นการวิพากษ์ศาสนาในระยะสองร้อยปีที่ผ่านมา โดยบุคคลที่เป็นนักคิดนักปราชญ์ชั้นนำในประเทศตะวันตก  หลายคนคงเห็นด้วยว่า คนเหล่านี้เป็น “ประกาศก” (prophet) หรือตัวแทนแห่งยุคสมัยที่พยายามปลดปล่อยตนเองจากประเพณีที่ถูกครอบงำโดยศาสนา ที่เป็น “อำนาจนำ” (hegemony) และครอบงำกำหนดวิถีสังคม ความรู้สึกนึกคิดพฤติกรรมของผู้คน

                จนกระทั่งเมื่อร้อยปีที่แล้ว การพัฒนาอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การค้นคิดยานยนต์ แม้กระทั่งเครื่องบิน ทำให้ผู้คนมีความรู้สึกว่าตนเองเก่งกล้าสามารถไม่ธรรมดาเสียแล้ว ให้ความยอมรับนับถือวิทยาศาสตร์จนแทบจะกราบไหว้บูชาเป็นเทพเจ้าองค์ใหม่เอาเลยทีเดียว

                การวิพากษ์ศาสนาของมาร์กซ์ ของฟรอยด์ ของนิทเช่ ได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ และมีการยกย่องปรัชญาปฏิฐานนิยม (positivism) ที่บอกว่า อะไรที่จับต้องสัมผัสได้ถึงควรพิจารณา รวมความว่า อะไรที่พิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์เท่านั้นถึงควรยอมรับ อะไรที่พูดไปแล้วพิสูจน์ไม่ได้ อย่าพูดถึงดีกว่า แปลว่าเรื่องศาสนาไม่ต้องพูดกันอีกแล้ว เพราะพระเจ้า สวรรค์ นรก พิสูจน์ไม่ได้

                แต่สงครามโลกสองครั้งเป็นเหมือนกับฟ้าฟาด ทำให้คนกลับมาสู่ความเป็นจริงที่ว่า ชีวิตคนเราไม่ได้มีแต่เรื่องที่พิสูจน์ได้พิสูจน์ไม่ได้ จับต้องได้ จับต้องไม่ได้  ความรักไม่ใช่เรื่องของสารเคมีที่ดึงดูดคนเข้าหากัน แต่เป็นอะไรที่ล้ำลึกที่อธิบายด้วยภาษาธรรมดาไม่ได้  ความทุกข์ ความสุขและอะไรอีกร้อยแปดในชีวิตที่ไม่สามารถจะอธิบายได้ด้วยตรรกะของวิทยาศาสตร์

                โดยเฉพาะสงครามโลกสองครั้งที่คร่าชีวิตผู้คนไปนับร้อยล้าน และความสูญเสียอีกสุดคณานับ ถึงได้มีนักคิดนักปรัชญายุคใหม่อย่างคามูส์ อย่างซาตร์ ที่สะท้อน “ชีวิตบัดซบ” (absurd) ทางวรรณกรรมและข้อถกเถียงทางปรัชญา

                แล้วก็เป็นยุคทศวรรษ 1960 ที่คนรุ่นใหม่ตอนนั้นโหยหาเสรีภาพ การปลดปล่อยจากวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นภาระหนักทางประวัติศาสตร์ มีทั้งฮิปปี้และวิถีคนรุ่นใหม่หลากหลายรูปแบบที่พยายามเป็นตัวของตัวเอง ปฏิเสธวัฒนธรรมประเพณีที่ยึดติดรูปแบบ เหล่านี้ล้วนสะท้อนออกมาในปรัชญาทั้งเอ็กซิสแทนเชียลิสม์และโพสท์โมเดิร์น

                คนในโลกยุคใหม่วันนี้ปลดปล่อยตนเองจาก “ศาสนา” ในประเทศตะวันตก คนไปวัดไปโบสถ์และประกาศตนเป็นศาสนิกน้อยลงมาก ระเบียบประเพณีที่ถูกกำหนดโดยศาสนาก็อ่อนล้าลง หนุ่มสาว ชายหญิง หรือเพศเดียวกันอยู่ด้วยกันโดยไม่ไปโบสถ์ โดยไม่ได้แต่งงาน และครึ่งหนึ่งหรือมากกว่าที่หย่าร้าง ซึ่งล้วนแต่เป็น “บาป” แต่คนสมัยนี้ไม่ได้ “กลัวบาป” เหมือนเมื่อก่อนแล้ว

                แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า คนไม่เห็นด้วยกับ “คุณค่า” ต่างๆ ที่ศาสนาสอนและยึดถือ เพียงแต่ไม่อาจยอมรับจารีตประเพณี พิธีกรรมและกฎระเบียบต่างๆ ที่สถาบันศาสนากำหนดขึ้น

                นักปรัชญาหลายคน นักจิตวิเคราะห์อย่างคาร์ล กุสตาฟ จุง นักฟิสิกส์อย่างนีลส์ บอร์ ไฮเซนเบอร์ก เดวิด โบห์ม และอีกหลายคนต่างก็สนใจในปรัชญาตะวันออก โดยไม่ได้ผูกพันตนเองกับศาสนาใดๆ เพราะพบว่า มีลักษณะที่เป็นองค์รวมคล้ายกับฟิสิกส์สมัยใหม่

                นักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ต่างก็พบว่า ศาสนาเป็นเรื่องของศรัทธาที่มาก่อนเหตุผลก็จริง แต่ก็สามารถแสดงตรรกะของตนเองได้ เพียงแต่อาจจะแตกต่างไปจากตรรกะของวิทยาศาสตร์ ศาสนาแบบตะวันออกตอบโจทย์ชีวิตของคนยุคนี้ได้ดี เพราะเน้นที่การปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระ

                ความจริง ทุกศาสนาก็เน้นการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ เพียงแต่ว่าจะใช้รูปแบบอะไร วิธีการอะไรซึ่งส่วนใหญ่ก็มักยึดติดอยู่กับรูปแบบ กับระเบียบแบบแผนที่สืบทอดกันมา กับกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับสถาบันศาสนา ขณะที่แก่นคำสอนของศาสดาก็มักถูกละเลย บิดเบือน หรือใช้เป็นเครื่องมือทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ

                ถ้าศาสนาอยู่มาได้ถึงวันนี้คงไม่ใช่เพราะความเป็นสถาบัน เท่านั้น แต่เพราะมี “จิตวิญญาณ” (spirit) ที่ถ่ายทอด สืบทอดกันมาด้วยการปฏิบัติของผู้คนที่เชื่อศรัทธาในหลักธรรมของศาสนานั้นๆ แต่เมื่อใดที่การปฏิบัติธรรมลดน้อยถอยลง หรือถูกปิดบัง บิดเบือน                หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือ วิกฤติศาสนาก็เกิด

                ท่านพุทธทาสถึงได้สอนใน “ภูเขาแห่งวิธีพุทธรรม” ว่า อุปสรรคในการเข้าถึงธรรม คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่ผู้คนมักยึดถือแต่รูปแบบภายนอก เข้าไม่ถึงแก่นของศาสนา

                สงครามครูเสดในยุคกลางก็เป็นประวัติศาสตร์ของการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมทางการเมือง วันนี้เราก็ยังเห็นพวกสุดโต่งบ้าคลั่งที่อ้างศาสนาอิสลามเพื่อทำสงครามแก้แค้น

                รวมไปถึงกลุ่มคนที่ใช้ศาสนาเพื่อสะสมทรัพย์สินเงินทอง ขายบุญให้คนได้ขึ้นสวรรค์ จ่ายมากก็ได้ขึ้นชั้นสูงมาก ดึงศาสนาเข้าหาทุนนิยม ซึ่งถ้าหากเชื่อมั่นในคำสอนเช่นนั้นจริงๆ ก็น่าจะแยกออกไปตั้งลัทธิใหม่ นิกายใหม่ เหมือนที่เกิดในประวัติศาสตร์ รวมทั้งในปัจจุบันอย่างในญี่ปุ่น

                ศาสนาแบบนี้ทำให้อยากคิดว่า สิ่งที่มาร์กซ์พูดไว้ ฟรอยด์วิเคราะห์ไว้ นิทเช่เขียนไว้ไม่ผิด

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 27 กุมภาพันธ์ 2558

ตั้งแต่เกิดการระบาดของโรคเอดส์ มีผู้เสียชีวิตไปแล้วประมาณ 40 ล้านคน และยังติดเชื้อนี้อยู่ประมาณ 35 ล้านคน ร้อยละ 70 อยู่ในแอฟริกา โดยเฉพาะซีกใต้ทะเลทรายสะหะราลงไป บางประเทศมีผู้ใหญ่ติดเชื้อมากกว่าร้อยละ 30 ของประชากรเลยทีเดียว

                สำหรับประเทศไทย ตั้งแต่มีการพบผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายแรก เมื่อปี 2527 หรือ 30 ปีที่ผ่านมา มีผู้ติดเชื้อเอชไอวี สะสมรวมแล้วทั้งสิ้นประมาณ 1,200,000 คน ในจำนวนนี้ ตายไปแล้วประมาณ 700,000 คน ที่ยังมีชีวิตอยู่ส่วนใหญ่ก็ได้รับการดูแลรักษาและยาต้านไวรัส ซึ่งได้พัฒนาไปมาก ทำให้ผู้ติดเชื้อมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ส่วนใหญ่กลับไปทำงานได้ตามปกติ หรือไม่ก็ดูแลรักษาตามอาการกันไป

                วันนี้ยังมีกลุ่มคนรักเพศเดียวกันและกลุ่มเยาวชนที่มีสถิติการติดเชื้อสูงขึ้น ขณะที่กลุ่มอื่นๆ ลดลง ก่อนหน้านี้ คนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อเป็นคนจน รายได้ต่ำหรือปานกลาง คนที่มีการศึกษาน้อย เช่นเดียวกับผู้ติดเชื้อในโลกส่วนใหญ่อยู่ในประเทศยากจน

                ถ้าจะบอกว่า “เอดส์มาพร้อมกับการพัฒนา ที่ทำให้ชีวิตเลวลง จนลง และแตกดับ” ก็คงไม่ผิดนัก

นี่ดูเหมือนจะเป็นความจริงที่แปลก หรือความขัดแย้งที่ประหลาด (paradox) แต่ชีวิตจริงก็มักเป็นเช่นนี้ที่วันนี้เราเห็นแต่ความทันสมัยที่ไม่พัฒนา เห็นน้ำไหล ไฟสว่าง หนทางดี คนมีงานทำ มีรายได้ดี แต่กลับเห็นคนเป็นหนี้มากมาย มีความทุกข์ ความเหงา เป็นบ้าและฆ่าตัวตายมากมายเหลือเกิน

                ถ้าจะบอกว่า เรื่องเอดส์เป็นเรื่องที่แปลกแต่จริงอีกเรื่องก็ไม่ผิด แปลกที่ใครๆ ก็รู้ว่าเอดส์ติดกันทางไหนอย่างไร แต่ก็ยังเกลียดกลัวคนเป็นเอดส์ แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่ได้เลิกการกระทำที่จะเสี่ยงการติดเชื้อนี้

                ในตอนท้ายหนังสือ “บันทึกเพื่อนชีวิตใหม่” ผมได้เขียนบทความอีก 7 บท เพื่อสังเคราะห์ความรู้สึกนึกคิดที่ได้จากการทำงานเอดส์ สรุปบทเรียนที่ได้รับการจากทำงานกับผู้ติดเชื้อ คนที่ถูกรังเกียจและกีดกันออกจากสังคม ได้รับการชี้หน้าตราบาปว่าเป็นคนไม่ดี

                ผมมักจะอ้างเรื่องราวจากพระคัมภีร์ไบเบิลบ่อยๆ เรื่องที่ศาสนาจารย์ชาวยิวนำหญิงที่จับได้ว่าขายบริการทางเพศคนหนึ่งมาให้พระเยซูและสาวกเพื่อจะถามลองภูมิว่า ควรทำอย่างไร พวกเขาอ้างว่า ตามกฎของโมเสส หญิงผู้นั้นต้องถูกทุ่มหินจนตาย พระเยซูไม่ได้พูดอะไรพักใหญ่ ก้มลงเขียนอะไรบางอย่างบนพื้น แล้วลุกขึ้นมาถามว่า ใครในพวกท่านไม่เคยทำบาป ขอให้หยิบหินขึ้นมาปาก่อน ปรากฏว่า คนเหล่านั้นค่อยๆ เดินจากไปทีละคนจนหมด  พระเยซูหันไปหาหญิงสาวบอกว่า ไปเถิด แล้วอย่าทำผิดอีก

                ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อไม่ใช่หญิงบริการ ติดมาจากสามีจากคนรัก ผู้ชายส่วนใหญ่ในช่วงแรกๆ ที่เอดส์ระบาดจะตายเร็ว เพราะไม่มียาและถูกรังเกียจรุนแรง จึงมีหญิงม่ายจำนวนมาก แม่ม่ายดอยสะเก็ด เป็นชื่อที่หลายคนคงจำได้ เพราะพวกเขาเคยออกทีวีในรายการของคุณดำรง พุดตาน เมื่อกลับไปดอยสะเก็ด ได้ถูกด่าว่าจากชาวบ้านชาวเมืองว่าไปทำขายขี้หน้า

                ความจริง ใครๆ ก็รู้ว่า แม่ม่ายเอดส์ไม่ได้มีแต่ที่ดอยสะเก็ด แต่มีทั่วภาคเหนือ ทั่วประเทศ การออกอากาศเพื่อจะได้ให้ผู้คนรู้ว่า ผู้ติดเชื้อ คนเป็นเอดส์ก็เป็นคนเหมือนกัน มีสามี มีภรรยา มีลูก มีพ่อแม่ พี่น้อง ต่างอย่างเดียว คือ พวกเขาโชคร้ายที่ติดเชื้อร้ายนี้ ทำไมสังคมถึงใจร้ายขนาดจะไม่ให้พวกเขามีที่อยู่ที่ยืนในสังคมเลย

                โชคดีที่คนที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มแม่ม่ายดอยสะเก็ด คือ ท่านเจ้าคุณโพธิรังสี เจ้าอาวาสวัดดอยสะเก็ดและเจ้าคณะอำเภอดอยสะเก็ด ที่ผู้คนศรัทธาเคารพนับถือ ท่านจึงถือโอกาสให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องเอดส์แก่ญาติโยมได้มากยิ่งขึ้น จนได้รับรางวัล “คนดีศรีสังคม” ในเวลาต่อมา

                การทำงานด้านเอดส์เป็นเรื่องยากลำบาก ในยุคนั้นที่เป็นเหมือนกับจุดสูงสุดของการระบาดของโรคเอดส์ในประเทศไทย ทำงานด้านนี้เหมือนรบกับสงครามที่พ่ายแพ้จริงๆ ไม่ทราบว่าจะมีทางออกอย่างไร ยาต้านไวรัสก็แพง และไวรัสเองก็แปรรูปกลายพันธุ์ไปเรื่อย ยากจะตามทัน วัคซีนเองก็ยังไม่ทราบว่าเมื่อไรจะได้ผลจริง

                ในยามยากลำบากเช่นนี้ ได้เห็นผู้มีจิตอาสา มีจิตใจดี มีเมตตาธรรมจำนวนมากที่อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ ทำให้เชื่อว่า เมตตาธรรมค้ำจุนโลกได้จริง แกนนำผู้ติดเชื้อในชมรมเพื่อนชีวิตใหม่บางคนเสียชีวิตไปแล้ว หลายคนยังมีชีวิตอยู่ มีสุขภาพดีพอสมควร ทำงานได้เหมือนคนปกติ ยังติดต่อโทร.คุยกันบ่อยๆ ไปเชียงใหม่ก็นัดกินข้าวกัน มีความสุขที่ได้พบกันและคิดถึงความหลัง

                “ความเจ็บป่วยเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ แต่มนุษย์สามารถเอาชนะทั้งความเจ็บป่วยและความตายได้ เราจึงมีนิพพานมีการกลับคืนชีพ มีความหลุดพ้น มีชีวิตใหม่ แล้วแต่ว่าศาสนาไหนจะสอนอย่างไร เอดส์อาจจะฆ่าร่างกายมนุษย์ได้ แต่ไม่อาจฆ่า “มนุษย์” ได้ ความตายของหลายคนได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตลงบนผืนดิน อย่างที่จำลอง, วิทยา, สุทัศน์, ไสว และอีกหลายคนได้กระทำ”

                ผมคิดถึงและขอบคุณคนเหล่านี้ที่ได้ทำงาน ได้ต่อสู้ด้วยกันมา ได้ให้บทเรียนหลายอย่างแก่ผม ทำให้ได้เรียนรู้ว่า “ในความธรรมดาของทุกชีวิต มีความไม่ธรรมดา มีความพิเศษเฉพาะของแต่ละคน คือร้อยชีวิตที่ไม่ว่าสวรรค์หรือนรกส่งมาเกิด พวกเขาก็เป็นตัวของตัวเอง แม้ไม่ใช่เพชรนิลจินดา เป็นเพียงกรวดหินดินทรายอย่างที่ท่านอังคารว่า แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างโลกให้เป็นโลก โลกของพวกเราทุกคน”

                ผมได้สรุปบทเรียนว่า “เอดส์เป็นเรื่องน่ากลัวและหาทางป้องกันได้ยากยิ่ง เพราะมันโจมตีจุดอ่อนที่สุดของมนุษย์ คือ เรื่องเพศ เอดส์ติดกันกี่ทางก็รู้กันอยู่  เกือบทั้งหมดติดต่อกันทางเพศสัมพันธ์  เอดส์เป็นโศกนาฏกรรม เป็นการแตกสลายของธาตุ 4 ตามความคิดเห็นของหมอยาพื้นบ้าน ไม่ใช่ธาตุ 4 ของคนคนหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นธาตุ 4 ของสังคม ของโลก ของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยรวม”

                “ดิน น้ำ ลม ไฟ หาความสมดุลไม่ได้อีกต่อไป เอดส์ทำให้ความเป็นคนแตกสลาย ไม่ว่าจะให้นิยามว่า คนเป็นสัตว์ที่มีเหตุผล เราก็มาถึงจุดของความไร้เหตุผล (absurdity)”

                เอดส์ต้องทำให้เราหันกลับมาไตร่ตรองและทบทวนชีวิตกันใหม่ เอดส์ต้องทำให้เราหันกลับมาหาเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ คิดอย่างมีเหตุผลกันมากขึ้น แสวงหาความรู้ที่ทำให้เกิดปัญญา และนำสู่ความจริง”

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 20 กุมภาพันธ์ 2558

ชมรมเพื่อนชีวิตใหม่ในปีแรกๆ ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการไทยออสเตรเลียป้องกันเอดส์ภาคเหนือ ต่อมาได้รับการสนับสนุนจากอีกหลายหน่วยงาน รวมทั้งจากรัฐบาล ซึ่งได้เห็นว่า บุคคลเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการป้องกันและดูแลรักษาผู้ติดเชื้อ คนเป็นเอดส์      

                พวกเขากลายเป็นที่ปรึกษา หรือคนให้การปรึกษาแก่ผู้ติดเชื้อจำนวนมากที่ไม่รู้ว่าจะไปพึ่งใคร หรือไม่กล้าไปถามใคร ก็ไปหาพวกเขาหรือโทร.ไปเพราะไม่อยากเปิดเผยตัวเอง  โทร.มาจากสหรัฐอเมริกาก็มี ยุโรปก็มี ญี่ปุ่นก็มี เพราะพวกเขาเป็นชาวบ้านธรรมดา ที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง รวมทั้งได้เรียนรู้จากแพทย์ พยาบาล จากการอบรมสัมมนา ทำให้ได้รับความไว้วางใจ

                และที่สำคัญ คำตอบที่พวกเขาให้มาจากใจ มาจากความหวังดี มาจากประสบการณ์ของผู้ที่ผ่านความตายมาแล้วก็ว่าได้ ผ่านความทุกข์ยากลำบาก การถูกรังเกียจ ถูกทอดทิ้งให้ต่อสู้ชีวิตโดยลำพัง บางครั้ง แม้แต่แพทย์และบุคลากรสาธารณสุขก็ยังถามความเห็นแบบขอความรู้จากพวกเขา เพราะเชื่อในประสบการณ์ตรง เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ที่แพทย์เองก็ยังต้องเรียนรู้อีกมาก

                จึงไม่แปลกที่มีครูบาอาจารย์ ข้าราชการ พ่อค้าประชาชนคนมีเงินมีทอง มีหน้ามีตาในสังคมที่ติดเชื้อแอบไปหา “เพื่อนชีวิตใหม่” หรือโทรศัพท์ไปคุยเป็นชั่วโมงๆ ทั้งปรับทุกข์ ทั้งขอคำแนะนำเรื่องการดูแลรักษา บางครั้งผู้ติดเชื้อหรือผู้ป่วยมาไม่ได้หรือไม่อยากมาก็ให้เพื่อน ให้ญาติมาขอคำแนะนำแทน

                “เพื่อนชีวิตใหม่” กลายเป็นวิทยากรในการประชุมสัมมนาและการฝึกอบรมต่างๆ การฝึกฝนการพูดในที่ชุมนุมเป็นเวลาหลายเดือนไม่ได้ทำให้พวกเขาเป็นนักพูดที่เก่งกล้าสามารถชั่วข้ามคืน แต่ก็ทำให้พวกเขามีความเชื่อมั่นในตัวเอง กล้าพูดกล้าแสดงออก มั่นใจในสิ่งที่ตนเองพูด จนได้รับคำชื่นชมไปทั่ว แม้มีคนมารายงานว่า “อ้ายสำราญเป็นวิทยากรที่เก่ง แต่เปิ้นยังอู้ว่า ผมทำงานเคียข่าย และยังไปได้เล้ยๆ”

                สำราญ ทะกัน คือ ประธานชมรมเพื่อนชีวิตใหม่ เขาเปิดตัวต่อสื่อมวลชน จนมีการนำเรื่องของเขาไปลงหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เขาบอกว่า ตั้งแต่ฝึกพูดมา พูดได้มั่นใจมากขึ้น ไม่ตกใจกลัวจนไม่มือไม้เปียกเหมือนเมื่อก่อนอีก เขายอมรับว่า สำเนียงทองแดงของเขาแก้ยากจริงๆ

                ความจริง การทำงานกับผู้ติดเชื้อไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของผม แต่ก็ทำด้วยความสบายใจและสุขใจที่ได้เห็นพวกเขากลายเป็นคนที่มีคุณค่าและทำประโยชน์ให้สังคม เป็นวิทยากร เป็นผู้ให้คำปรึกษาที่เก่งอย่างไม่น่าเชื่อว่าชาวบ้านจบ ป.4 ป.6 จะทำได้

                นอกจากเรื่องการพูดก็มีเรื่องการเขียนอีก เรื่องนี้มีที่มาจากที่ผมได้ดูหนังเรื่อง My Life นำแสดงโดยไมเกิล คีตัน และนิโคล คิดแมน พระเอกเป็นมะเร็ง หมอบอกว่าจะอยู่ได้ไม่นาน ภรรยากำลังท้อง เขาอยากให้ลูกที่จะเกิดมารู้จักพ่อว่าเป็นใคร มีรากเหง้ามาจากไหน เป็นคนอย่างไร จึงได้ย้อนกลับไปค้นหา “ตัวเอง” ตั้งแต่เกิด วัยเด็ก และเมื่อโตขึ้น บันทึกโดยกล้องวิดิโอ พูดกับกล้องแบบเล่าเรื่องให้ลูกฟัง

                เป็นหนังที่ดีมากเรื่องหนึ่ง มีภาษาที่สื่อและภาพสัญลักษณ์ที่ชวนคิดคำนึ่งถึงคุณค่าและความหมายของชีวิต ภรรยาของเขาคลอดบนเตียงเดียวกับที่เขาตาย เหมือนอยากบอกว่า การเกิดและการดับนั้นเป็นของคู่กัน เรื่องเดียวกันแต่อยู่คนละขั้วคนละครั้งเท่านั้น
                วันหนึ่งในที่ประชุมผู้ติดเชื้อ ผมได้เล่าหนังเรื่องนี้ให้ทุกคนฟัง แล้วถามว่า มีใครในพวกเราที่เขียนบันทึกเรื่องชีวิตของตนเองบ้าง ก็ถามไปโดยไม่ได้ตั้งใจจริงๆ  สำราญ ทะกัน ยกมือบอกว่า ผมเขียนครับ ผมกระเซ้าว่า อยากอ่านจัง สำราญตอบแบบที่ทำให้ผมแปลกใจว่า ได้เลยครับ แล้วเขาก็ไปยกกล่องกระดาษลังหนึ่งที่เขาใส่บันทึกที่ว่านี้มาให้

                ผมยกกลับไปอ่านที่บ้านอยู่หลายวัน ได้ความรู้สึกที่บอกไม่ถูกว่าเห็นใจ เข้าใจ สงสาร และทึ่งในความสามารถที่เขียนได้อย่างไหลลื่น ปล่อยให้ความรู้สึกจากส่วนลึกที่สุดหลั่งไหลออกมาด้วยภาษาที่เป็นธรรมชาติ จริงใจและไม่เสแสร้ง จนสัมผัสได้กับความทุกข์ทรมาน ความเจ็บปวดลึกๆ ของเขา

                เขาเล่าเรื่องที่อยากฆ่าตัวตายตอนอยู่กรุงเทพฯ เรียกแท็กซี่จะไปแขวนคอตายแถวๆ สวนจตุจักร แต่เจอแท็กซี่ใจบุญพาเขาไปรักษากับหมอยาสมุนไพรแถวลพบุรีจนอาการเขาดีขึ้น และกลับไปเชียงใหม่

                สำราญผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชน เคยอยู่ในวงดนตรีสายัณห์ สัญญาในฐานะนักเต้น เคยเต้นในวงของพุ่มพวง ดวงจันทร์ และนักร้องอีกหลายคน จนเปลี่ยนไปเรียนเย็บผ้า กลับไปบ้านที่เชียงราย มีครอบครัว มีลูก กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ จนพบว่าตนเองติดเชื้อ

                เรื่องราวของเขาสรุปได้สั้นๆ แต่มีรายละเอียดมากมาย เมื่อพบเขาอีกครั้งจึงถามว่า ถ้าผมจะเขียนให้ใหม่ เอาไหม เขาบอกว่ายินดี ผมก็นำเรื่องราวทั้งหมดมาเขียนใหม่ได้ประมาณ 5-6 หน้า เขาอ่านแล้วร้องไห้ และเอาไปให้เพื่อนๆ อ่าน ทุกคนที่อ่านต่างก็ประทับใจและอยากเขียนบ้าง

                นั่นคือที่มาของบทความอีกมากมายที่ผู้ติดเชื้อในชมรมเพื่อนชีวิตใหม่ได้เขียน ผมได้ปรับปรุง บางเรื่องปรับมาก บางเรื่องเขียนได้ดีจนแทบไม่ได้ปรับอะไรเลย ผมได้ให้ละชื่อจริง สถานที่ บุคคลที่สามไว้ทั้งหมด ถามว่าอยากให้นำออกเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ไหม ทุกคนบอกว่ายินดี

ผมจึงได้คัดบทความที่พร้อม 12 บท ส่งไปให้มติชนสุดสัปดาห์ลงตีพิมพ์ และเขียนเองอีก  7 บท ได้ค่าบทความตอนละสี่พันบาท สำหรับปี 2537 ถือว่ามากเลย ผมยกให้ผู้ติดเชื้อ เจ้าของบทความทั้งหมด ทุกคนตื่นเต้นดีใจที่ได้อ่านเรื่องของตนเองในหนังสือพิมพ์ และได้เงินก้อนหนึ่งมาใช้จ่าย ในส่วนค่าตอบแทนบทความของผมก็ยกไว้เป็นกองกลางที่สำนักงานของชมรมฯ

จากนั้นก็ได้รวมเล่ม โครงการไทยออสเตรเลียฯ ได้ออกค่าใช้จ่ายในการพิมพ์จำนวน 5,000 เล่ม เขียนคำนำโดยคุณหมอประเวศ วะสี (เอดส์กับการอภิวัฒน์มนุษยชาติ) ภาพประกอบลายเส้นโดยเทพศิริ สุขโสภา รายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่ายในการพิมพ์ยกให้กองทุนของชมรมเพื่อนชีวิตใหม่

หนังสือนี้วางขายที่ร้านสุริวงศ์ที่เชียงใหม่ ซึ่งเข้าใจและเห็นใจผู้ติดเชื้อ อยากช่วยเหลือสนับสนุน แต่ส่วนใหญ่หนังสือนี้อยู่ที่ศูนย์เพื่อนชีวิตใหม่ แจกจ่ายให้คนที่มาศึกษาดูงานและให้คนที่รับหนังสือไปบริจาคเข้ากองทุน ปรากฏว่าได้เงินทั้งหมดกว่า 500,000 บาท

นับเป็นความสุขใจที่ได้ทำเรื่องนี้ และพิมพ์หนังสือเล่มนี้ที่ได้เปิด “โฉมหน้ามนุษย์ของเอดส์”  เล่มที่อาจารย์สดใส นักแปลวรรณกรรมรางวัลโนเบิลของเฮอร์มันน์ เฮสเส บอกว่า อ่านแล้วร้องไห้ทั้งคืน

Page 1 of 53