Black Ribbon

phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 26 เมษายน 2560

มาร์กซิสม์เก่าแก่บอกว่า เศรษฐกิจชุมชนคือเศรษฐกิจที่รอวันตาย แต่อันโตนิโอ กรัมชี มาร์กซิสท์แนวแก้แย้งว่า คงไม่ใช่ เพราะแนวคิดดังกล่าวมองข้ามความสำคัญของวิถีวัฒนธรรมของชุมชนและสังคม

อันโตนิโอ กรัมชี คือ ผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิส์อิตาลี ผู้ให้แนวคิดเรื่อง “อำนาจนำ” (hegemony) หรืออำนาจครอบงำสังคมโดยการสร้างค่านิยมที่ทำให้คนแยกไม่ออกระหว่างผิดชอบชั่วดี เห็นพ้องกับ “ผู้นำ” ซึ่งมีอำนาจแบบไม่โต้เถียง และเขาคือผู้ที่คิดคำว่า “organic intellectual” (ปัญญาชนชาวบ้าน)

(ถ้าแปลว่า ปัญญาชนอินทรีย์ คงแปลกดี แต่จริงๆ คือ ปัญญาชนที่เกิดในองคาพยพนั้น คนในชุมชนหรืออาชีพนั้นๆ เช่น ผู้นำชาวนาที่ไม่ใช่คนนอกเข้าไปนำชาวนา ผู้นำกรรมกรที่เป็นกรรมกรเอง)

อิตาลีคือประเทศที่ยืนยันแนวคิดของกรัมชี ที่พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนจนเป็นต้นแบบของการพัฒนาประเทศต่างๆ ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตั้งแต่หลังสงครามโลกเป็นต้นมา ไม่ว่ากรีซ เตอร์กี และประเทศในแอฟริกาเหนือทั้งหลาย

เศรษฐกิจอิตาลีกว่าร้อยละ 90 มีฐานอยู่ที่วิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงขนาดจิ๋วในครัวเรือนที่อาศัยแรงงานในครอบครัว ภูมิปัญญา ทรัพยากรในท้องถิ่น และความเป็นศิลปินในสายเลือด ทำให้เกิดนวัตกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับปัจจัยสี่ ข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือน และที่สำคัญ ผลผลิตด้านการเกษตร

เสื้อผ้าอิตาลีมีชื่อเสียงทั้งหลายล้วนมาจากครอบครัวและชุมชนเล็กๆ และเมื่อเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ก็มาจากคลัสเตอร์อันลือชื่อหรือเครือข่ายของ “คนเล็กๆ “ แบบ “เล็กนั้นงามและมีพลัง” อย่างที่นายแจ๊กหม่าชอบพูด (Small is beautiful and powerful)

การเกษตรอิตาลีมีความสำคัญ เพราะผลิตเพื่อบริโภคและส่งออกผลิตภัณฑ์ต่างๆ แป้งทำขนมปัง พิซซา  พาสต้า รวมทั้งที่แปรรูปเป็นสปาแก็ตตี มักกาโรนี และอื่นๆ เหล้า ไวน์ เนย ผัก ผลไม้ สมุนไพร

การท่องเที่ยวอิตาลีก็เป็นรายได้หลักตั้งแต่ไหนแต่ไร เพียงนักแสวงบุญจากทั่วโลกปีหนึ่งก็หลายสิบล้านคนแล้ว ยังไม่รวมนักท่องเที่ยวที่ชื่นชมทะเล ภูเขา วิถีชีวิตชนบทของอิตาลีที่มีเสน่ห์โรแมนติก

นักแสวงบุญ นักท่องเที่ยวปีละ 50 ล้านคนซื้อของที่ระลึก เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เข็มขัด และอื่นๆ ล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจาก “คนเล็กๆ “ และวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมขนาดจิ๋วทั้งสิ้น รวมทั้งการส่งออกของบรรดาแบรนด์ที่โด่งดังระดับโลกอย่างกุชชี่ อาร์มานี่ เบเน็ตตอง และอื่นๆ

ฐานเศรษฐกิจอิตาลีจริงๆ จึงไม่ใช่เฟียต เฟอร์รารี หรือลัมบอร์กีนี่ แต่อยู่ที่ “พิซซ่า สปาก็ตตี้” อยู่ที่คนเล็กๆ การประกอบการขนาดเล็กกลาง สหกรณ์เล็กใหญ่ในชนบท ที่ “อุ้ม” เศรษฐกิจของประเทศ

ปัญหาการพัฒนาประเทศไทย จึงอยู่ที่วิสัยทัศน์ของผู้นำว่า จะเปิดโอกาสการพัฒนาให้คนเล็กๆ ได้มากน้อยเพียงใด หรือปล่อยให้มีการผูกขาดในรูปแบบต่างๆ โดยนายทุนใหญ่ที่กำลังกินรวบในหลายๆ เรื่องหลายวงการ เป็น hegemony แบบใหม่ที่ทำให้การครอบงำเป็นเรื่องดีที่รับได้ เพราะแยกไม่ออก

บทเรียนของอิตาลีมีอีกด้าน การพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศนี้มีบทเรียนสำคัญสำหรับทั่วโลก เพราะอิตาลีเหมือนมีสองประเทศในประเทศเดียว ภาคเหนือกับภาคใต้ต่างกันราวฟ้ากับดิน อย่างที่งานวิจัย 20 ปีของ เดวิด พุตนัมเมื่อปี 1993 ชี้ให้เห็น (Making Democracy Work)

ศาสตราจารย์จากฮาร์วาร์ดผู้นี้บอกว่าว่า การพัฒนาและประชาธิปไตยเกิดได้ในภาคเหนืออิตาลีเพราะมีรากฐานที่การศึกษา และประชาสังคมที่เข้มแข็ง มี “ทุนทางสังคม” (ความไว่วางใจกันของผู้คนในชุมชน) มากกว่าทางใต้ที่อยู่ใต้อำนาจของมาเฟีย ระบบอุปถัมภ์ คนจึงอพยพย้ายถิ่นไปทำมาหากินทางภาคเหนือและไปเป็นแรงงานในต่างประเทศ ชุมชนภาคใต้อ่อนแอ ท้องถิ่นอ่อนแอ ถูกครอบงำ

         ชุมชนภาคเหนืออิตาลีเข้มแข็งและพัฒนาเศรษฐกิจจากครัวเรือน ชุมชนไปถึงระดับชาติและส่งออก แบรนด์ดังทั้งหลายมาจากภาคเหนือเมืองฟลอเรนส์ขึ้นไปทั้งสิ้น

         โลกที่เปลี่ยนไปทำให้ไทยมีข้อได้เปรียบหลายอย่าง นักท่องเที่ยวมาเมืองไทยปีละ 30 ล้านคน ที่นอกจากจะพบเห็นสิ่งดีๆ ซื้อของดีๆ กลับไป ยังเผยแพร่ความรู้สึกดีๆ สิ่งของดีๆ ที่นำติดตัวกลับไป ขยายวงการค้าขาย รวมทั้งโลกดิจิทัลที่ส่งต่อภาพและข้อความดีๆ จากคนเหล่านี้ไปยังผู้คนทั่วโลก

         มรดกไทยมีคุณค่าและมูลค่าสูงมาก เพียงแค่สบู่ไทยอย่างดียว วันนี้ผลิตได้เป็นร้อยเป็นพันอย่าง ที่ล้วนแต่ตอบสนองความต้องการของคนในโลกที่ต้องการของดีต่อสุขภาพ มาจากธรรมชาติ กระเป๋าที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่นหลายสิบอย่าง นับร้อยนับพันรูปแบบ ยังผ้าไทยทอมือย้อมสีธรรมชาติร้อยพันแบบ

         ประเทศไทยเป็นได้ทั้งอิตาลีตอนใต้และอิตาลีตอนเหนือ อยู่ที่เจตจำนงทางการเมือง พัฒนาการของประชาสังคม ระบบโครงสร้างที่ต้องปฏิรูปให้สมสมัย และสืบทอดมรดกทางสังคมวัฒนธรรมเพื่อทำให้เกิดการพัฒนายั่งยืนกว่าเพียงการหาเงินเข้าประเทศ

สยามรัฐรายวัน 19 เมษายน 2560

เศรษฐกิจวัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์น่าจะเป็นเข็มทิศทางสว่างให้สังคมไทยวันนี้ ที่ไม่ได้มองแต่อุตสาหกรรมหนัก ประกอบรถยนต์และอื่นๆ ส่งออกเป็นแสนๆ ล้าน แต่เหลืออยู่ในบ้านเราเท่าไหร่เอง ขณะที่ขายผ้าขาวม้าได้เท่าไรก็ได้หมด และลงไปถึงชุมชนรากหญ้าด้วย

          ผ้าข้าวม้าราคาไม่กี่สตังค์ในอดีต วันนี้มีมูลค่าขึ้นมาด้วยความคิดสร้างสรรค์ กลายเป็นแฟชั่นที่หนุ่มสาวสวมใส่เดินบนแค็ทวอล์คในงานแฟชั่นโชว์ระดับอินเตอร์

คุณค่าของผ้าขาวม้าที่โด่งดังวันนี้อยู่ที่การออกแบบประยุกต์ก็จริง แต่ปัจจัยสำคัญ คือเป็นผ้าทอมือ ย่อมสีธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของชุมชนไทยมานับพันปี เป็นของใช้ได้สารพัดประโยชน์

สมัยโบราณไม่มีใครเอาผ้าขาวม้ามาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า ใช้แต่นุ่งอยู่บ้าน นุ่งอาบน้ำ เช็ดตัว นุ่งออกไปหาปลา ลงสระลงหนอง ผูกเป็นเปลนอน โพกหัวคาดพุงไปไหนมาไหนเพื่อใช้ปูนั่งปูนอน และอื่นๆ

          ผีตาโขน บุญบั้งไฟ แห่เทียนเข้าพรรษา เป็นงานบุญประเพณีวิถีวัฒนธรรมที่ททท.ส่งเสริมให้เป็นงานดึงดูดนักท่องเที่ยว ขายความแปลกใหม่ อลังการงานสร้าง แต่ไม่ได้สื่อสารคุณค่าอะไรนักเพราะคงแยกไม่ได้ว่า อะไรเป็นเรื่องศรัทธาความเชื่อ อะไรเป็นวัตถุสิ่งของเครื่องใช้

ที่ททท.ส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรมจึงไม่ต่างจากที่ประชารัฐส่งเสริมผ้าขาวม้า ทั้งๆ ที่เป็นสองอย่างที่แตกต่างกันในเรื่องคุณค่าและความสัมพันธ์กับวิถีชีวิต ผ้าขาวม้าไม่เกี่ยวกับความเชื่อ ไม่มีอะไรพิเศษไปกว่าการเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนไทย

แต่ผีตาโขนไม่ใช่ เพราะเป็นความเชื่อของคนในท้องถิ่น เอาผีตาโขนมาเล่นกลางถนนเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวประหนึ่งเอาฟ้อนเล็บหรือเซิ้งกระติ๊บข้าวมารับแขกเป็นการกระทำที่ไม่ถูกกาละเทศะ เหมือนมีใครเอาพระพุทธรูปไปประดับร้านอาหารในต่างประเทศที่คนไทยประท้วง

ชาวด่านซ้ายเมืองเลยอาจไม่ได้ประท้วงเพราะถูกครอบงำโดยอำนาจรัฐอำนาจทุน แต่พวกเขาวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความไม่เห็นด้วยในการพูดคุยไม่เป็นทางการ เอาผีตาโขนไปแสดงต่างประเทศเพื่อเชิญชวนฝรั่งมาเที่ยวเมืองไทย คนที่ไปก็ดีใจเพราะได้ไปเที่ยวเมืองนอก เป็นคนรุ่นใหม่ที่อาจไม่เข้าใจคุณค่าและความหมายลึกๆ ของวัฒนธรรมท้องถิ่นของตน

แม้แต่การนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ พัฒนาให้เป็น “สินค้า” หลายอย่าง เป็นโอท็อบหลายดาวก็ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจ แต่หลายครั้งก็ไม่ได้คำนึงถึง “คุณค่า” ที่มีมากกว่ามูลค่าหรือเงินที่ขายได้ จึงไม่ใช่การ “ต่อยอดภูมิปัญญา” แต่เป็นการ “เด็ดยอด” มากกว่า

การต่อยอด คือ การสร้างสรรค์สิ่งใหม่บนฐานของ “เรื่องเล่า” ของสิ่งนั้น เป็นการสืบทอด ซึ่งมีคุณค่าไม่น้อย อย่างเรื่องผ้าขาวม้าผืนน้อยอาจนำไปสู่การเข้าใจวัฒนธรรมไทยได้อีกมากมายหลายด้านหลายมิติ  สมุนไพรอย่างฟ้าทะลายโจรอาจไม่เพียงแก้เจ็บคอแต่นำไปสู่ “สุขภาพองค์รวม” ของวิถีดั้งเดิมได้

การส่งเสริมการท่องเที่ยวอาจทำได้เงินทองเข้าประเทศมากมาย แต่ที่ควรจะได้มากกว่านั้น คือ การเข้าใจถึงคุณค่าของวัฒนธรรมไทย ทรัพยากรอันเป็นมรดกที่ปู่ย่าตายายและธรรมขาติได้ให้เรามา เพื่อว่าเราจะได้มีหลักคิดและแนวทางในการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ทำให้คนมาเที่ยวมีความสุข คนรับก็มีความสุข

อนาคตของสังคมไทยน่าจะพึ่งการท่องเที่ยวได้มากกว่าอะไรอื่นๆ อีกด้วยซ้ำ เพราะอุตสาหกรรมก้าวหน้าเราต้องพึ่งพาความรู้และเทคโนโลยีของประเทศที่พัฒนากว่า หรืออะไรที่ต้องการแรงงานถูกเราก็สู้อีกหลายประเทศเพื่อนบ้านเราไม่ได้

แต่สิ่งที่เราสู้ประเทศไหนๆ ในโลกนี้ได้ คือ การท่องเที่ยว เพราะคนไทยมีเกือบทุกอย่างที่โลกวันนี้ต้องการและโหยหา ไม่ว่าธรรมชาติ ทะเล ภูเขา ไม่ว่าความเป็นมิตรกับคนต่างชาติ ความมีน้ำใจ มีวิญญาณของการให้บริการและรับแขก

เรามีข้าว มีอาหารที่อร่อยติดใจคนทั่วโลก มีผัก ผลไม้ที่ถูกปากถูกใจ มีผ้าฝ้าย ผ้าไหมทอมือและย้อมสีธรรมชาติ มีข้าวของเครื่องใช้เป็นศิลปะหัตถกรรมที่อยากได้ติดไม้ติดมือกลับบ้าน มีนวดแผนไทย มีสปา มีสมุนไพรบำรุงสุขภาพนานาชนิด มีวัดวาอารามให้ไปฝึกสมาธิ หาความสงบ

วันนี้คนไทยอาจยังไม่เข้าใจศักยภาพของตนเอง อาจยังไม่เข้าใจเทรนด์ของโลกที่ผู้คนแสวงหาสิ่งดีๆ ที่ชุมชนเท่านั้นมีและทำได้ดี ยังมีแต่การทำโฮมสเตย์ แบบที่ไม่ชวนฝรั่งต่างชาติไปพัก

เรามีศักยภาพที่จะทำบูติคโฮเต็ล ที่อาจไม่อลังการและแพงเหมือนในกรุงเทพฯ แต่ปรับให้เป็นเหมือน Gasthous หรือ Gasthof ในเยอรมัน ออสเตรีย สวิส ที่บริหารโดยครอบครัว มีห้องพักสัก 5-10 ห้อง มีอาหารเช้าให้แขก และอาหารเที่ยงเย็นให้คนทั่วไป คนไทยจะทำเรื่องนี้ได้ดีกว่าใครๆ ถ้ามีการเรียนรู้พัฒนา

          สังคมไทยมีศักยภาพการท่องเที่ยวสูงมาก อยู่ที่ผู้กำหนดนโยบายว่าเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของนักท่องเที่ยวมากน้อยเพียงใด ซึ่งอาจเป็นคนละอย่างกับบริษัทที่จัดทัวร์หมู่

สยามรัฐรายวัน 12 เมษายน 2560

ม.44 ที่เกี่ยวกับ “รถกระบะ” ถ้าใช้เมื่อ 40-50 ปีก่อนคงผ่านได้ไม่มีใครต่อต้าน คงมีการ “ด่าว่า” ในใจ วิพากษ์วิจารณ์ในหมู่พวก ในชุมชน แต่ก็คงจำกัดเพราะการสื่อสารไม่ได้ “ออนไลน์” ทันใจด้วยความเร็วเท่าแสงอย่างวันนี้

                การลุกฮือของภาคประชาสังคมในยุครสช.เมื่อ 25 ปีก่อน มีการขนานนามว่า “ม็อบมือถือ” เพราะเป็นปรากฎการณ์ทางสังคมครั้งแรกที่ผู้คนมาร่วมชุมนุมทางการเมืองด้วยการสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือที่เริ่มแพร่หลาย แม้ไม่มากมายเท่าวันนี้ แต่ทำให้ข่าวสารกระจายไปทั่วอย่างรวดเร็ว เรียกคนออกไปชุมนุมจนนำไปสู่จุดจบของรสช.

      เช่นเดียวกับเหตุการณ์ทางการเมืองในระยะ 20 ปีที่ผ่านมาที่สังคมไทยค่อยๆ กลายเป็นสังคมออนไลน์ และประชาธิปไตยไทยก็เคลื่อนย้ายเข้าสื่อโลกออนไลน์ ที่เชื่อมผู้คนแบบ “สายตรง”

                “การสื่อสาร คือ การพัฒนา” “การพัฒนา คือ ประชาธิปไตย” วันนี้สังคมไทยอาจไม่มีการเลือกตั้ง ไม่มีผู้แทน ไม่มีพรรคการเมือง แต่สังคมไทยมี “พรรคประชาชน” เป็นประชาธิปไตย “ทางตรง” ด้วยมือถือ แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมแบบที่รัฐบาลหรือรัฐาธิปัตย์ไม่ฟังไม่ได้ (ถ้าอยากอยู่ยาว)

                คล้ายกับนครรัฐเอเธนส์เมื่อ 2,400 ปีก่อน ที่มี “สภาประชาชน” ที่ผู้ชายทุกคนเป็นสมาชิกสภา เดินเข้าออกเพื่อแสดงความคิดเห็นและลงมติในข้อกฎหมายต่างๆ ได้โดยไม่ต้องเลือกผู้แทน  “ข้าราชการ” สมัยนั้นก็ไม่มี มีแต่ “จิตอาสา” ที่เข้ามาทำงานด้วยการจับสลากเพื่อรับใช้สังคม

                ดูให้ดี วันนี้มี “รัฐมนตรี” อธิบดี ผู้บริหาร ผู้ชำนาญการต่างๆ อยู่ในโลกออนไลน์แล้ว โดยเฉพาะกระทรวง “ยุติธรรม” ดูจะมี “ผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ” มากหน่อย ถ้าไม่เป็นตัวจริงก็เป็น “เงา” ซึ่งบางครั้งเงาก็สำคัญกว่าตัวจริงเสียด้วย

                บทเรียนวันนี้สำหรับกรณี “กระบะ” ที่ออกมาผิด “กาละเทศะ” คือ การทำอะไรโดยไม่มีข้อมูลเพียงพอ ไม่มีการเตรียมประชาชน ไม่มีการฟังความคิดเห็นของผู้ที่จะได้รับผลกระทบหรือผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย คิดง่ายๆ ว่า มีอำนาจก็ทำได้ คิดง่ายก็พลาดง่าย

Page 1 of 113