phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ 29 สิงหาคม 2557

ผมเริ่มเขียนบทความลงในวารสารสังคมพัฒนาของสภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา ตั้งแต่แรกๆ ที่เข้าไปทำงานในปี 2521 และในปาจารยสาร วารสารไทยคดี และนิตยสารอีกบางฉบับ แต่ไม่มากนัก ไม่รวมที่เขียนแล้วโรเนียวเวียนอ่านกันรายสะดวก เดือนละครั้งสองครั้ง

                บทความแรกที่ส่งไปตีพิมพ์ในนิตยสาร "เฟื่องนคร" มิถุนายน 2525 โอกาส 50 ปีสวนโมกข์   เป็นการสนทนากับท่านพุทธทาสในเรื่องที่ไม่ใช่ศาสนา แต่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม เป็นส่วนหนึ่งของการสนทนากับท่านอาจารย์ที่สวนโมกข์ ซึ่งผมจะลงไปกราบท่านเกือบทุกปี โดยเฉพาะในช่วงวันมาฆะบูชา

                หลังจากนั้นได้ส่งบทความไปมติชนสุดสัปดาห์ บรรณาธิการเสถียร จันทิมาธร ลงพิมพ์ให้ทันที เป็นบทความเรื่องผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม เริ่มต้นบทความนี้โดยอ้างปาฐกถาโกมล ทีมทองของผู้ใหญ่วิบูลย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อปี 2528

                ปาฐกถามีชื่อว่า “สายพานชีวิต” “ชีวิตคนในสังคมปัจจุบันไม่ต่างอะไรกับวัตถุที่อยู่บนสายพานของ

โรงงานอุตสาหกรรม เพราะเราไม่มีสิทธิ์จะเลือกกำหนดชีวิตของตนเองว่าจะเดินไปทางไหน ทุกคนต้องดิ้นรนอยู่บนสายพาน แล้วแต่ว่ามันจะพาเราไปตกลงที่จุดใด” แล้วต่อด้วยข้อเขียนของอัลเบิร์ต คามูส์

                “เช้าตื่นขึ้นมา ล้างหน้าแปรงฟัง...อาหารเช้า...รถเมล์...ทำงาน...อาหารเที่ยง...ทำงาน...รถเมล์...อาบน้ำ...อาหารเย็น...ทีวี...นอน...เช้าตื่นขึ้นมา...(ซ้ำอีกสองครั้ง ครั้งที่สาม) เช้าตี่นขึ้นมา....ชีวิตบัดซบ”

                เสถียร จันทิมาธร เขียนไว้ที่ไหนสักแห่งในมติชนสุดสัปดาห์ว่า ได้ติดตามข้อเขียนของผมในปาจารยสารมาก่อนแล้ว เขาได้ให้ความเห็นติชมมาด้วย และได้ช่วยปรับวรรคตอนไม่ให้ยาวพรืดเหมือนงานวิชาการ แต่ให้เป็นวรรคสั้นๆ ประมาณ 2-3 บรรทัด ซึ่งเป็นคำแนะนำที่ดี และผมก็ทำตามคำแนะนำนั้นมาจนถึงทุกวันนี้ ผมเป็นหนี้บุญคุณ “พี่เลี้ยง” คนนี้ แม้จะไม่ได้เขียนให้มติชนมาพักใหญ่แล้ว

                ผมโชคดีที่ได้ครูภาษาไทยที่ดี ครูภาษาอังกฤษที่เก่ง ตอนเรียนชั้นมัธยม ทั้งสองท่านสอนให้เขียนเรียงความทุกสัปดาห์ แล้วนำเอาเรียงความที่ดีที่สุด 3 เรื่องมาโรเนียวเวียนอ่านในโรงเรียน เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและเป็นแรงจูงใจให้ฝึกฝนการเขียน ท่านสอนให้เป็นนักอ่านที่ดีเพื่อจะได้เป็นนักเขียนที่ดี

                ตอนอยู่ชั้นมัธยมปลาย ผมส่งเรื่องสั้นไปที่วารสาร “ชวาล” ของคณะเยซุอิตที่บ้านเซเวียร์ กรุงเทพฯ เป็นเรื่องสั้นผสมบทความก็ว่าได้ ได้รับการตีพิมพ์พร้อมกับคำนิยมของบรรณาธิการชื่อ “นิด นรารักษ์” (นามปากกาของอาจารย์ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา) ให้ความเห็นและให้กำลังใจ ทำเอาผู้เขียนหน้าใหม่วัยรุ่นหน้าบาน นอนไม่หลับ ตื่นเต้นกับการได้ลงตีพิมพ์เป็นครั้งแรก

                ความจริง เพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งเก่งกว่าผมอีก เขาส่งเรียงความไปประกวดที่ชัยพฤกษ์ ได้รางวัลชนะเลิศ เป็นเงินสด 500 บาท เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้วนับว่ามาก เพื่อนคนนี้ชื่อ พีระพันธ์ พาลุสุข เสียดายว่าต่อมา เพื่อนไม่ได้เขียนหนังสือมากนัก เขาจบปริญญาเอกด้านกฎหมายจากฝรั่งเศสพร้อมๆ กับที่ผมจบทางด้านปรัชญาจากเยอรมัน เขาไปรามคำแหง ผมไปธรรมศาสตร์ เขาไปเล่นการเมือง ผมไปทำงานกับชาวบ้าน วันนี้เขาจากไปแล้ว  ผมยังต้อง “เดินทางไกล” ในโลกใบนี้

                หนังสือ คืนสู่รากเหง้า เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ รวมบทความต่างๆ ทั้งในมติชนสุดสัปดาห์ ในวารสารไทยคดี และที่คัดจากการโรเนียวเวียนอ่าน เนื้อหาทั้งหมดเกี่ยวข้องกับ “ภูมปัญญาชาวบ้าน” และการค้นหารากเหง้า ทั้งหมดเป็นความคิดคำนึง ที่มาจากการวิเคราะห์ สังเคราะห์ การถกเถียงกับคนอื่น กับตัวเอง รวมทั้งกับสังคมไทยอย่างเรื่อง “หมอน้อย” ปรากฏการณ์ที่ดูธรรมดาแต่ไม่ธรรมดาในบ้านเมืองเรา

                หมอน้อยเป็นเด็กที่โคราช มีชื่อเสียงว่ารักษาโรคได้เพียงด้วยท่อนไม้เล็กๆ ผู้คนแห่กันไปรับการรักษามืดฟ้ามัวดิน ทางการพยายามกีดกันและยกเลิกการรักษาแบบนี้ เพราะเป็นการตบหน้าสาธารณสุขว่าล้มเหลว ไม่สามารถตอบสนองปัญหาด้านสุขภาพของประชาชนได้ โดยเฉพาะโคราชซึ่งเป็นจังหวัดนำร่อง

                แต่จนแล้วจนรอดก็แก้ปัญหาไม่ได้ จนท้ายที่สุดก็ไปอุ้มหมอน้อยหนีไปไว้ที่ไหนก็ไม่รู้ ผมได้วิจารณ์ไปในบทความว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การแพทย์แผนปัจจุบันก็ดี การสาธารณสุขสมัยใหม่ก็ดี ไม่สามารถตอบสนองปัญหาสุขภาพของชาวบ้านได้ทั้งหมด ชาวบ้านยังต้องหันไปพึ่งอำนาจพิเศษตามวิถีดั้งเดิมของภูมิปัญญาท้องถิ่น แม้จะอธิบายไม่ได้ แต่ก็เป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ ไปหาหมอที่โรงพยาบาลก็ช่วยไม่ได้ ทำไมไม่ไปหาหมอน้อย เผื่อหาย

                ผมได้รับเชิญไปอภิปรายเรื่องนี้ที่โรงพยาบาลรามาร่วมกับคุณหมอสงัน สุวรรณเลิศ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญา ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังจิตและเรื่องผีเข้าผีปอบ และคุณหมอสันต์ หัตถีรัตน์ ผู้แปลหนังสือ “แพทย์ เทพเจ้ากาลี” ของอีวาน อีลลิช ความจริงมีการเชิญคนอื่นอีก แต่ไม่มา คงเป็นเพราะไม่อยากมาโต้เถียงกับ 3 คนนี้ที่คิดคล้ายกันว่า เรื่องหมอน้อยไม่ควรไปหักห้าม ควรไปจัดระเบียบเรื่องสุขอนามัย ถ้าไม่หายจริง ไม่นานคนก็คงเลิกไปเอง ถ้าเกิดหายก็ดีสิ จะได้ช่วยชาวบ้านอีกทางหนึ่ง

                ในท้ายเล่ม ผมได้ให้สัมภาษณ์เรื่องแนวคิดเกี่ยวกับภูมิปัญญา รวมทั้งเรื่องผี ที่ผมได้พยายามศึกษามานาน ผีในวิถีชุมชนไปจนถึงผีปอบผีเข้า ซึ่ง “ครู” ของผมคือ คุณหมอสงัน สุวรรณเลิศ ผู้ซึ่งวิจัยเรื่องผีปอบมากที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย นำไปเสนอในการสัมมนาระหว่างประเทศ

                หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกที่สะท้อนความคิดของผมเรื่องภูมิปัญญา เรื่องรากเหง้าทางวัฒนธรรม ซึ่งยังไม่ได้ตกผลึกเสียทีเดียว เป็นการผสมผสานระหว่างแนวคิดทฤษฎีทางปรัชญาและสังคมศาสตร์กับปรากฏการณ์ทางสังคมไทย หลายครั้งยังติดทฤษฎีแบบตะวันตกที่เอามากลบปรากฏการณ์ เหมือนคนร้องเพลงไม่เก่งมักเอาดนตรีมากลบเสียงร้อง

                แต่ก็เป็นการวางรากฐานทางความคิดที่ทำให้ผมค่อยๆ เข้าใจคำหลัก 4 คำในเวลาต่อมา คือ คำว่า เวลา ที่ ผี ขวัญ ว่าเป็นเสาหลักของวัฒนธรรมไทย ของวิถีไทย ผมเชื่อว่า ใครที่เข้าใจ 4 คำนี้ จะเข้าใจคนไทย เข้าใจวิธีคิด วิธีปฏิบัติ และวิธีให้คุณค่าของคนไทยกับสิ่งต่างๆ ทั้งในอดีตและสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งคนไทยยังอยู่ใน 2 วัฒนธรรมอย่างชัดเจน ผสมผสานจนส่วนใหญ่แยกไม่ค่อยออกระหว่างวิถีดั้งเดิมกับวิถีใหม่ ระหว่างวิถีไทยกับวิถีตะวันตกหรือวิถีสากล

                ข้อเขียนที่พัฒนามาจากฐานคิดเหล่านี้อยู่ในหนังสือ “ปรัชญาชีวิต คิดนอกกรอบ” ซึ่งรวมบทความที่ตีพิมพ์กว่า 20 ปีให้หลัง ความคิดหลักไม่ได้เปลี่ยน อายุมากขึ้น คงตกผลึกมากขึ้น 

สยามรัฐรายวัน 27 สิงหาคม 2557

ปฏิรูปสังคมไทยครั้งนี้ ถ้าไม่มีหลักคิดหลักปรัชญาที่เป็นฐานหนักแน่น อาจจะ “เสียของ”  อยู่ที่ว่าคณะปฏิรูปจะมุ่งมั่นและมีพันธสัญญา (commitment) ที่จะนำเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็น “วิญญาณ” ของการปฏิรูป และแสดงออกถึงเจตจำนงทางการเมือง (political will) ในเรื่องนี้อย่างชัดเจนเพียงใด

                มีความจริงที่แปลก (paradox) ในบ้านเรา อย่างเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่ดูเป็นเรื่องเรียบง่าย แต่แล้วทำไมเราจึงไม่นำเอาหลักปรัชญานี้มาใช้ในชีวิต ในสังคมไทย หรือว่า เราไม่เข้าใจ เรามองข้าม เหมือนนกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ อยู่กับของดีแต่ไม่เห็นของดี

หรือว่าปรัชญานี้เรียบง่ายเกินไป แต่ลีโอ ทอลสตอยบอกว่า “ไม่มีความยิ่งใหญ่ใดที่ไม่มีความเรียบง่าย ความดี และความจริง” หรือที่วิลเลียม โกลดิงว่า “ความคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นความคิดที่เรียบง่ายที่สุด”

หรือว่า เราชอบทำให้สิ่งที่เรียบง่ายกลายป็นเรื่องซับซ้อนจนเคยชิน จึงพูดกันเรื่องเรียบง่ายอย่างเศรษฐกิจพอเพียงไม่รู้เรื่อง เซอร์ไอแซค นิวตันถึงบอกว่า “ความจริงจะพบได้ในความเรียบง่าย ไม่ใช่ในความซับซ้อนและความสับสนของสิ่งทั้งหลาย” ไอน์สไตน์ย้ำว่า “ถ้าคุณอธิบายเรื่องนี้ให้เด็กหกขวบฟังไม่ได้ แสดงว่าคุณเองก็ไม่เข้าใจ”

                ได้เห็นข่าวในพระราชสำนักหลายปีมาแล้ว  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งกับคณะที่เข้าเฝ้าครั้งหนึ่งว่า ไม่เข้าใจว่า ทำไมจึงเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกันยากลำบากนัก เศรษฐกิจพอเพียง คือ ทำอย่างไรให้มีความสุข

                ถ้าศึกษาพระราชดำรัสเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงจะพบว่า เป็นหลักคิดที่สั้นๆ ง่ายๆ และสรุปได้ด้วย 2 คำหลัก (key words) คือ การพึ่งตนเอง และ มีความสุข

                ถ้าเราเชื่อฟังพระองค์ท่าน เราต้องมาคิดต่อและถามตัวเองพร้อมกับหาคำตอบว่า 2 คำหลักนี้แปลว่าอะไรสำหรับเรา สำหรับครอบครัว สำหรับชุมชน อบต. เทศบาล หน่วยงาน องค์กร รวมทั้งสังคมไทยโดยรวม แปลว่าทุกระดับตั้งแต่เล็กสุดไปถึงใหญ่สุดต้องตั้งคำถามและหาคำตอบเองให้ได้ เพราะเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญา เป็นฐานคิด เป็น “เสาเข็ม” ของบ้าน ไม่ใช่ตัวบ้าน ซึ่งเราต้องสร้างเอง

                เราจะสร้างบ้านแบบไหนบนเสาแข็มหรือบนฐานนี้เพื่อให้บ้านนี้มั่นคง แข็งแรง ผู้อาศัยอยู่เย็นและเป็นสุข  เราจะมีรูปแบบ มีโครงสร้าง มีห้องหับและรายละเอียดอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่เราต้องออกแบบและทำการก่อสร้างเอง บ้านที่อยู่แล้วมีความสุข ไม่ตีกันทะเลาะกัน ไม่มีหนี้สินจนอยู่ร้อนนอนทุกข์

                ถ้าจะอยู่อย่างพอเพียง คือ พึ่งตนเองได้และมีความสุข เราต้องสร้าง “กรอบ-เกณฑ์-ตัวชี้วัด” ให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ไม่ใช่สักแต่พูด แต่ไม่ทำให้เห็น หรือทำเป็นเรื่องๆ อย่างๆ ไม่ต่อเนื่อง ทำเป็นแต่ “โครงการ” แต่ไม่เคยสร้าง “ระบบ” ที่ดีที่จะทำให้เกิดความมั่นคง ยั่งยืน ซึ่งแปลว่ามี “ภูมิคุ้มกัน”

                นอกจาก 2 คำหลักข้างต้น (พึ่งตนเองและมีความสุข) คำหลักของเศรษฐกิจพอเพียงมีอีก 3 คำ คือ พอประมาณ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน ซึ่งดูเหมือนว่าใครๆ ก็รู้ และท่องขึ้นใจได้ แต่เพราะไม่ได้นำไปปฏิบัติ จึงไม่รู้ซึ้ง ไม่รู้ถ่องแท้ ได้แต่พูด ดีแต่พูดและเขียนไปให้ดูเท่ๆ เท่านั้น ใส่ไว้ในแผนพัฒนา ใส่ไว้ในยุทธศาสตร์ต่างๆ  แต่จะไม่มีความหมายอะไรถ้าไม่นำไปสู่การปฏิบัติ และดูเหมือนว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่มีพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงก็เป็นเช่นนี้ ทุกรัฐบาลเขียนไว้ประกาศไว้ไม่เคยขาด

                ความยากลำบากในการนำปรัชญานี้มาใช้ในชีวิตจริงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะจะไม่มีทางทำได้ถ้าหากไม่ใช้ “ปัญญา ความกล้าหาญ และความเพียรทน” คุณธรรมของ “พระมหาชนก” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยกให้เป็นต้นแบบผู้ดำรงตนอย่างพอเพียง

                ถ้าใช้คำว่า “กรอบ-เกณฑ์-ตัวชี้วัด” เพื่อทำความเข้าใจกับเศรษฐกิจพอเพียง คำว่า “พอประมาณ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน” ก็คือ “กรอบใหญ่” เราจะต้องสร้างเกณฑ์และตัวชี้วัดให้เหมาะสมกับเราเอง ชุมชน หน่วยงานองค์กร ซึ่งควรต้องทำอย่างเป็นกระบวนการ ให้ทุกคนมีส่วนร่วม เป็นเจ้าของ ไม่ใช่ผู้รับคำสั่ง

                “พอประมาณ” เป็นทางสายกลาง เป็นมัชฌิมาปฏิปทา เป็นคุณธรรม เป็นความถูกต้อง ดี งาม ถ้ายังมีความโลภ ความอยากที่ไม่ลดละ ถ้ายังปล่อยให้มีการกระตุ้นให้เกิดสังคมบ้าบริโภคแบบไม่รู้จักพออย่างที่เป็นอยู่ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงก็พูดเพื่อให้ดูดีหรือแบบศรีธนัญชัยเท่านั้น แต่ซื่อสัตย์ ไม่โกงกินจริงหรือ

                “มีเหตุมีผล” หมายถึงการใช้ข้อมูล ความรู้ ใช้หลักวิชาในการดำเนินชีวิต การทำงาน การบริหารส่วนตนและส่วนรวม การประกอบอาชีพ ไม่ใช่ทำตามๆ กัน มีแต่การเลียนแบบไม่มีการเรียนรู้ ไม่รู้จักคิดเอง ไม่รู้จักสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง

                “มีภูมิคุ้มกัน” หมายถึงการมีระบบ มีโครงสร้าง มีธรรมาภิบาล มียุทธศาสตร์ ซึ่งจะเป็นหลักประกันความมั่นคงยั่งยืน ไม่ใช่ทำเพราะมีงบ มีเงิน มีโครงการมาให้ หรือทำเพราะมีคำสั่ง หมดงบหมดโครงการก็หาใหม่ ขึ้นกับเงิน ขึ้นกับคำสั่ง ขึ้นกับบุคคล ไม่มีทางยั่งยืนได้

                เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่คนไทยควรต้องภูมิใจและนำมาใช้อย่างจริงจัง เพราะจะทำให้เราอยู่เย็นเป็นสุขได้จริง มั่นคงยั่งยืนกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน ถ้า คสช.จะคืนความสุขให้ประชาชน ต้องจริงใจในการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ไม่มีทางเลือกดีกว่านี้แล้ว

                อี เอฟ ชูมาเคอร์ ผู้เขียน “เล็กนั้นงาม” (Small is Beautiful) ซึ่งมีบท “เศรษฐศาสตร์ชาวพุทธ” ที่มีส่วนสัมพันธ์กับ “เศรษฐกิจพอเพียง” บอกว่า “คนโง่ที่ฉลาดสามารถทำอะไรให้ใหญ่ขึ้น ซับซ้อนขึ้น และรุนแรงขึ้น บุคคลผู้เป็นอัจฉริยะและมีความกล้าหาญจะนำไปในทิศทางตรงกันข้าม”

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 22 สิงหาคม 2557

คืนสู่รากเหง้า เป็นชื่อหนังสือเล่มแรกๆ ของผมที่ได้รับการตีพิมพ์จากสำนักพิมพ์เทียนวรรณ โดยอาทร เตชะธาดา เป็นผู้ดูแล หรือจะเรียกอะไรก็คงได้หมด เพราะอาทรเป็นผู้กำกับ เป็นบรรณาธิการ เป็นเจ้าของ ทายาทรุ่นสามของตระกูล “เตชะธาดา” ที่โด่งดังในโลกหนังสือ

                คนรุ่นเก่าๆ ที่เคยอ่านงานของ ป.อินทรปาลิต อาจินต์ ปัญจพรรค์ ฟ้าเมืองทอง คงจำสำนักพิมพ์ผดุงศึกษาของทรวง เตชะธาดา ผ่านต่อมาถึงสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นเมื่อปี 2504 โดยสุพล เตชะธาดา รุ่นสอง แล้วจึงมาถึงรุ่นสาม คือ สำนักพิมพ์เทียนวรรณของอาทร เตชะธาดา

                อาทรเป็นลูกนักธุรกิจ แต่ทำงานเป็นอาสาสมัครแบบเอ็นจีโอ เป็นศิษย์ใกล้ชิดของอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ จึงได้รับมอบหมายให้ช่วยดูแล “ปาจารยสาร” และพิมพ์งานเขียนของอาจารย์และของมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป

                อาทรพิมพ์งานเขียนงานวิจัยของผมเรื่อง “คาทอลิกกับสังคมไทย” ในโอกาส 200 ปีรัตนโกสินทร์ ซึ่งได้รับมอบหมายจากสถาบันไทยคดีร่วมกับคนอื่นๆ ที่ทำเรื่องศาสนา วัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ การเมือง  เล่มนั้นผมถือโอกาสเขียนเรื่องคาทอลิกกับสังคมไทยย้อนไปตั้งแต่แรกเริ่มที่มิชชันนารีเข้ามาที่กรุงศรีอยุธยาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 16 แต่เพียงระยะสั้นๆ แล้วกลับมาใหม่ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์เมื่อ กลางศตวรรษที่ 17 ที่ถ้าไม่ย้อนไปตั้งแต่ต้นก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในยุครัตนโกสินทร์

                ผมได้รับการวิพากษ์บนเวทีทางการจากนักประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งว่า งานชิ้นนี้ในส่วนที่เป็นอดีตทำได้แย่มาก วิจารณ์แบบสอนมวยว่า เขียนแบบไม่มีวิธีการทางประวัติศาสตร์ว่างั้น แต่ท่านก็ชมว่า ผมเขียนเรื่องปัจจุบันและอนาคตได้ดีมาก และแถมให้ว่า ผมเป็นคนของปัจจุบันและอนาคตมากกว่าของอดีต

                ความจริง ผมได้ค้นคว้าเอกสารที่เป็นบันทึกของมิชชันนารีตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ไม่ว่าของบาทหลวงตาชาร์ด บาทหลวงเดอ ชัวสี และอีกหลายท่าน ที่มีการแปลเป็นภาษาไทย และที่ไม่ได้แปลที่ผมพอหาได้จากห้องสมุดของคณะมิชชันนารีที่เมืองไทย ไม่ได้ลงทุนเดินทางไปถึงเมืองกัว ที่อินเดีย หรือวาติกัน ปารีส และมาดริด ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่สุด

                นอกนั้น ผมยังได้รับการวิพากษ์จากบาทหลวงคณะเยซุอิตในเมืองไทยว่า ผมไม่เป็นกลาง ด่วนสรุปเกินไป เนื่องจากอ้างแต่เอกสารของมิชชันนารีมิสซังต่างประเทศกรุงปารีส (Mission Etrangeres de Paris : MEP) ซึ่งเป็นมิชชันนารีชาวฝรั่งเศสเข้ามาเมื่อปี ค.ศ 1662 ไม่นานหลังจากนั้นคณะเยซุอิตก็เข้ามา เป็นมิชชันนารีนักวิชาการ มีความรู้ด้านต่างๆ จึงเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์ ทรงให้เป็นที่ปรึกษาทางด้านดาราศาสตร์ การแพทย์ และอื่นๆ ทำให้เกิดบรรยากาศของการแข่งขันระหว่างสองคณะมิชชันนารี

                ผมได้รับการอบรมสั่งสอนตั้งแต่อายุ 10 ขวบถึง 18 จากมิชชันนารีคณะมิสซังต่างประเทศกรุงปารีส แต่ก็เป็นศิษย์ของคณะเยซุอิตเมื่อไปศึกษาต่อปริญญาเอกที่สถาบันปรัชญาที่เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี และมีบุญได้รู้จักกับนักปรัชญาและนักเทวศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดท่านหนึ่งของศตวรรษที่ 20 คือ คาร์ล ราห์เนอร์ ซึ่งเป็นบาทหลวงเยซุอิตชาวเยอรมัน

                คณะเยซุอิตก่อตั้งโดยนักบุญอิกญาซิโอ แห่งโลโยลา ชาวสเปน ซึ่งมีเพื่อนคนสำคัญ คือ ฟรันซิส เซเวียร์ ซึ่งก็เป็นนักบุญและเป็นมิชชันนารีที่ได้เดินทางมาตะวันออกไกล ตั้งใจจะมาเวียดนาม แต่มีอุปสรรคจึงไปถึงญี่ปุ่นและตั้งใจจะไปจีนแต่มรณะเสียก่อน

                บ้านเซเวียร์ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กรุงเทพฯ สวนเจ็ดรินที่เชียงใหม่ คือ ศูนย์กลางของคณะเยซุอิตในเมืองไทย คณะนี้มีมหาวิทยาลัยอยู่ทั่วโลกกว่าร้อยแห่ง ล้วนมีชื่อเสียงโด่งดัง ที่เมืองไทยไม่มี มีแต่บ้านพักนักศึกษา คณะนี้ทำงานด้านการศึกษา หลายท่านมีส่วนสำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทยอย่างคุณพ่อจีน แบรี คุณพ่อฌัคส์ อัมโยต์ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการคนแรกของสถาบันวิจัยสังคมจุฬาฯ คุณพ่อยูจีน เดอนีส์ อาจารย์ภาษาบาลีและภาษาละตินที่จุฬาฯ พระอาจารย์ของสมเด็จพระเทพฯ

                เขียนเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ยาวเพราะนี่เป็นส่วนหนึ่งของ “รากเหง้า” ของตนเอง ผมยอมรับว่า การเขียนเรื่องประวัติศาสตร์อาจเป็นจุดอ่อนของผมจริง แม้จะยอมรับแต่ก็ถามกลับไปยังนักประวัติศาสตร์และนักวิชาการต่างๆ ที่อ้างตนเป็น “เจ้าสำนัก” ที่ใครจะข้ามพรมแดนของตนเองไม่ได้ แตะต้องวิธีวิทยาของตนไม่ได้ ถ้าผิดแผกไปจากประเพณีถือว่าใช้ไม่ได้

                ถึงตรงนี้ก็คิดถึง “ท่านอังคาร” (กัลยาณพงศ์) ซึ่งแรกๆ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณศิลป์ภาษาไทยว่าเป็นผู้ทำลายฉันทลักษณ์ไทย เพราะไม่ยึดถือแบบแผนตามประเพณี ผมชอบคำตอบของท่านอังคารมากเมื่อท่านบอกว่า “ภาษาไทยก็เป็นของผมด้วย”

                หรือกรณีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยเพื่อส่งเสริมหลักสูตรและการเรียนการสอนเป็นเงินโครงการละ 8,000 บาท ผมทำเรื่องปรัชญาและวิถีชีวิตของชาวกรีกในยุคแรกๆ เพราะอยากให้คนได้เรียนรู้ว่า ปรัชญาไม่ได้เลื่อนลอย หรือเป็นเรื่องประหลาดให้คนมีเวลาว่างได้คิดเรื่อยเปื่อย แต่เป็นหัวใจของการดำเนินชีวิตของผู้คนและของสังคม

                คณะกรรมการพิจารณาผลการวิจัยแล้วตีกลับมาบอกว่า ไม่ผ่าน ไม่ใช่งานวิจัย เพราะไม่มีระเบียบวิธีวิจัยที่ชัดเจน ไม่มีการอ้างอิงตามระเบียบแบบแผนการวิจัยที่ดี ไม่มีเชิงอรรถ ผมก็ถูกเรียกไปชี้แจงต่อคณะกรรมการพิจารณาผลงานวิจัย จำได้ดีว่า ประธานชื่อ มัทนี รัตนิน (ศาสตราจารย์ ดร.) ผมใช้เวลาพูดอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงเพื่ออธิบายว่า งานชิ้นนี้เป็นงานวิจัยอย่างไร

ที่คณะกรรมการฟังแล้วให้ผ่าน คงเป็นเพราะผมย้อนถามพวกเขาว่า เวลาฝรั่งเขียนงานโดยไม่มีการอ้างอิง ไม่มีเชิงอรรถ ทำไมเราชื่นชมนัก ท่านอ่านงานเขียนของผมละเอียดหรือเปล่า ท่านเข้าใจไหมว่า ผมได้ “บูรณาการ” เรื่องต่างๆ จนผมกลมกลืนเข้ากับเนื้อหา แล้วถึงได้สะท้อนออกมาเป็นเอกสารชิ้นนี้ แล้วผมจะอ้างใครทำไมถ้าสิ่งที่ผมเขียนนั้นเป็นตัวผมเองที่คิดและเชื่อเช่นนั้นผสมผสานกับความคิดของคนอื่น

ที่ผมพูดนั้นผมได้เรียนรู้มาจากการศึกษางานของนักปรัชญาตะวันตก งานของมาร์ติน ไฮเดกเกอร์ นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ของเยอรมันที่เขียนเรื่องเพลโต เรื่องนิทเช่เล่มโตๆ แบบอ่านไปไม่สามารถแยกออกได้ง่ายนักว่า อะไรเป็นเพลโต ส่วนไหนเป็นไฮเดกเกอร์  เขาอธิบายว่า ปรัชญาไม่ใช่การไปอ้างอิงสิ่งที่นักปรัชญาก่อนนี้เขาคิดกัน แต่ไปเสวนา ไปถกเถียงกับพวกเขาต่างหาก

ผมเองก็พยายามเชื่อมอดีตกับปัจจุบันเพื่อสานอนาคต ไม่ต้องการแยกอดีตออกไปจากตัวเอง

Page 1 of 35