phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 29 กรกฎาคม 2558

ข่าวรายงานการวิจัยของฝรั่งและของไทยเรื่องกินข้าวอาจก่อมะเร็ง เพราะสะสมสารหนู โดยเฉพาะข้าวกล้อง เป็นข่าวที่ไม่น่าจะช็อคคนไทยอย่างที่สื่อพาดหัว ส่วนใหญ่อาจจะแปลกใจมากกว่า และบางคนที่ขวัญอ่อนอาจตกใจบ้าง

                อ่านจนจบก็ไม่ได้รายละเอียดมากไปกว่าผลการวิจัยหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้บอกว่าข้าวปลูกที่ไหนแบบไหนอย่างไร แม้จะเปรียบเทียบประเทศต่างๆ แต่ก็ไม่ทราบว่าไปเลือกข้าวที่ไหนอย่างไรมาวิจัย และไม่ได้บอกด้วยว่า ในอดีตมีสารหนูแบบนี้หรือไม่ กินมากน้อยขนาดไหนจะเป็นมะเร็ง

                และที่แปลกใจไม่น้อยก็ตรงที่มาบอกวิธีแก้ปัญหาแบบปัญญาอ่อน เหมือนจะขายสินค้า แนะนำให้ใช้หม้อหุงข้าวที่ใช้เทคโนโลยีแบบการกลั่นกาแฟ ก็จะแก้ไขได้ร้อยละ 85 ที่กำลังจะผลิตออกมา

                เมื่อสี่ห้าสิบปีก่อน คนไทยคนเอเชียก็ถูกฝรั่งหลอกไม่ให้กินน้ำมันมะพร้าว บอกว่าจะเป็นโรคหัวใจ เพราะไขมันมะพร้าวจะไปทำให้หลอดเลือดอุดตัน มาวันนี้กลับพูดกันตรงกันข้าม มะพร้าวกลายเป็นยาอายุวัฒนะ ป้องกันและรักษาได้สารพัดโรค น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นกลายเป็นของวิเศษไปเลย

                มารู้กันทีหลังว่าโดนฝรั่งหลอกให้บริโภคน้ำมันพืช น้ำมันถั่วเหลือง มีงานวิจัยว่า คนเอเชีย อินเดีย พม่า ศรีลังกา ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และอื่นๆ ที่ปลูกมะพร้าวกันเต็มบ้านเต็มเมือง กินมะพร้าว น้ำมันมะพร้าวทุกรูปแบบ เป็นโรคหัวใจเพียง 1 คนต่อประชากร 100,000 ขณะที่คนอเมริกันที่กินน้ำมันถั่วเหลืองเป็นโรคหัวใจ 126 คนต่อประชากร 100,000

                โลกทุนนิยมที่มุ่งกำไรเอาเป็นเอาตายทุกรูปแบบก็จะใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือ แต่วิจัยแบบบิดเบือนข้อมูลและกระบวนการ หรือไม่ก็บิดเบือนผล บอกความจริงเพียงครึ่งเดียว เพียงเพื่อจะได้เปรียบคู่แข่งและจูงใจผู้บริโภค  นักวิจัยที่ขายตัวหรือไม่เป็นมืออาชีพก็ถูกซื้อตัวไปทำงานวิจัยเหล่านี้

                เราถึงมีข้อมูลที่ออกมาตีกัน แย้งกัน แบบหน้ามือเป็นหลังมือให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง โดยที่ผู้บริโภคทั่วไปไม่สามารถแยกแยะประเภทและความน่าเชื่อถือของงานวิจัยได้ พอได้ยินว่าเขามีกลุ่มประชากรในโครงการวิจัยเป็นหมื่นเป็นแสนก็นึกว่าน่าเชื่อถือ พอเขาบอกว่าวิจัยมาตั้ง 5 ปี 10 ปีก็นึกว่าสุดยอด โดยไม่ได้ดูว่า เขาวิจัยกันแบบไหน งานวิจัยประเภทนี้มีความน่าเชื่อถือเพียงใด มีตัวแปรอีกมากมายที่ไม่ได้พูดถึง

                อย่างผลการวิจัยเรื่องกาแฟที่มีทั้งสองขั้ว สุดขั้วหนึ่งก็บอกว่าเป็นอันตราย ควรงดเสีย อีกขั้วหนึ่งก็บอกว่ากินได้เลย วันละ 5-6 แก้วก็ไม่เป็นเป็นไร มีงานวิจัยใช้คนเป็นหมื่นยืนยันได้ อีกกลุ่มหนึ่งก็อ้างเป็นกลาง กินกาแฟได้แต่พอประมาณ สักวันละ 2 แก้วก็ไม่มีปัญหา ตกลงจะเชื่อใครดี ใครเป็นตัวแทนของผู้บริโภคจริงๆ ใครเป็นตัวแทนของธุรกิจค้ากาแฟ ใครพูดจริง ใครหมกเม็ด

                วันหนึ่งงานวิจัยเรื่องผลกระทบจากการใช้โทรศัพท์มือถือก็ทำเอาผู้คนตกใจ เพราะอ้างว่ามีผลทำให้เกิดมะเร็งในสมอง เกิดผลกระทบต่อระบบประสาท อีกไม่นานต่อมาก็มีงานวิจัยทีบอกว่า ไม่มีปัญหา วิจัยคนเป็นหมื่นเหมือนกัน รวมทั้งเรื่องเตาไมโครเวฟที่ฝ่ายหนึ่งบอกอันตราย อีกฝ่ายบอกไม่มีปัญหา ก็อยู่กับคลื่นพวกนี้กันตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว อย่าเอาหัวแหย่เข้าไปในเตาก็แล้วกัน

                แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคงเป็นการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านทางสื่อสังคม ที่อวดอ้างสรรพคุณอาหารบางอย่าง อาหารเสริมหรือสมุนไพรบางตัวว่าสามารถรักษาโรคนั้นโรคนี้ได้อย่างรวดเร็ว ลดความอ้วน ลดความดัน ไขมัน เบาหวาน ส่งต่อๆ กันไปทั่วประเทศ อ้างกรณีนั้นกรณีนี้ว่าทำแล้วได้ผลดี คล้ายกับการโฆษณาทางวิทยุทีวีดาวเทียมที่เอาผู้บริโภคมาออกรายการ เพื่อยืนยันว่ากินแล้วใช้แล้วได้ผลดีอย่างไร

                ปัญหาบ้านเราวันนี้เป็นปัญหาพื้นฐานการศึกษา ส่วนหนึ่งเพราะไม่ได้เรียนรู้สูงกว่าประถมมัธยม หรือแม้แต่ที่เรียนถึงอุดมศึกษา แต่เรียนในระบบที่ไม่ได้สอนให้คิดเป็น ให้เรียนรู้เป็น ให้รู้จักแยกแยะได้ เชื่อมโยงได้ สอนแต่ให้ท่องจำข้อมูลความรู้ที่ครูบอก เชื่อหมดว่าถูกต้อง

คนที่ไม่มีพื้นฐานการศึกษาที่ดี วันนี้ได้ยินอะไรมาเห็นอะไรมาก็ไม่มีวิจารณญาณเพียงพอ เลยเชื่ออย่างง่ายดาย สังคมไทยกลายเป็นสังคมข่าวลือ สังคมบิดเบือนข้อมูลข่าวสารเพื่อผลประโยชน์ของตน เป็นสังคมบัตรสนเท่ ที่ออกข่าวโดยไม่รับผิดชอบ

สื่อที่ดีควรสืบสวนสอบสวนข่าวเรื่อง “ข้าวเป็นพิษ” ให้ได้ว่า ความจริงด้านอื่นๆ มีอะไรบ้าง ไม่ใช่ลงข่าวเพียงว่า มีวิธีแก้โดยรอซื้อหม้อหุงข้าวชนิดใหม่ แล้วก็หยุดแค่นั้น แช่ข่าวไว้ในเวปเป็นเดือน

ตั้งคำถามหน่อยได้ไหมว่า คนกินขนมปังกับกินข้าวในระยะ 30-40 ปีมานี้ ใครเป็นมะเร็งมากกว่ากัน จะได้ไม่เป็นเหมือนน้ำมันถั่วเหลืองกับน้ำมันมะพร้าวอีก การพูดความจริงเพียงครึ่งเดียวถือเป็นการโกหก สื่อลองไปสืบค้นดูหน่อยได้ไหมว่า เขาวิจัยกันอย่างไร และผลการวิจัยน่าเชื่อถือเพียงใด

ที่สำคัญ คนเราไม่ใช่เครื่องจักร ไม่ใช่รถยนต์ ที่ใส่น้ำมันเข้าไปแล้ววิ่งได้ คนเป็นอินทรีย์ที่มีชีวิต เป็นองคาพยพที่ทุกส่วนล้วนสัมพันธ์กัน มีเซลล์เป็นล้านล้านเซลล์ มีระบบที่ซับซ้อน มีระบบการเผาพลาญพลังงาน ระบบการย่อย ระบบการดูดซึม และอื่นๆ อีกสารพัดระบบ เรากินพิษของเสียเข้าไปวันละไม่รู้เท่าไร ร่างกายสามารถกำจัดได้เป็นส่วนใหญ่ ถ้าไม่ได้ป่านนี้คงตายกันหมดแล้วกระมัง

ถ้าข้าวกล้องมีสารหนูมากมายขนาดนั้น ป่านนี้เราคงไม่ได้เกิดมาหรอก เพราะพ่อแม่เราต่างก็กินข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ และคนที่กินข้าวกล้องมาหลายสิบปี (อย่างผู้เขียน) ก็น่าจะเป็นมะเร็งตายไปนานแล้ว

สยามรัฐรายวัน 22 กรกฎาคม 2558

ระยะนี้มีข่าว 2 ข่าวเล็กๆ ที่คล้ายกันอย่างน่าสนใจ ข่าวแรกเป็นเรื่องของวอร์เรน บัฟเฟต มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ผู้มีเงินล้านล้านจากการลงทุนในตลาดหุ้น ใครๆ ก็อยากรู้เคล็ดลับความสำเร็จของเขา

                เขาบอกระหว่างเข้าร่วมงานเสวนาด้านการศึกษาที่จัดขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเนบราสกาว่า การลงทุนที่ดีที่สุด คุ้มค่าที่สุด และได้ผลกำไรมากที่สุด คือ การลงทุนในตัวของคุณเอง เขาหมายความว่า

 “การลงทุนเพื่อเปิดโลกทัศน์และแสวงหาความรู้ใหม่ๆ ให้กับตัวเองอยู่เสมอ ทั้งในและนอกห้องเรียน ถือเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดและให้ผลตอบแทนคุ้มค่ามากที่สุด ผมขอยืนยันว่าไม่มีหุ้นตัวไหนที่น่าช้อนซื้อเก็บเอาไว้ มากไปกว่าหุ้นที่มีชื่อว่า การศึกษาอีกแล้ว และหุ้นตัวที่ชื่อว่าการศึกษานี้ถือเป็นหุ้นแบบปลอดภาษีเพียงตัวเดียวในโลก เพราะเป็นหุ้นที่คุณถือครองตลอดชีพได้โดยไม่ต้องถูกหักภาษี แม้แต่บุคคลที่มีอำนาจมากล้นอย่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ยังสั่งรีดภาษีหุ้นตัวนี้ไปจากคุณไม่ได้” 

ชายผู้มีเงินหลายล้านล้านผู้นี้บอกว่าเคล็ดลับการสร้างความสุขในชีวิตของเขา คือ การใช้ชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความพอดี และต้องตัดทิ้งความรู้สึกที่ว่า “อยากรวยมากยิ่งขึ้น” ให้หมดสิ้น เขาบอกว่า  

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์  18 กรกฎาคม 2558

เจริญ ดีนุ เป็นนักศึกษาจากแม่วางแต่ไปเรียนที่ดอยสะเก็ด เทอมแรกเขาแต่งตัวเหมือนคนทั่วไป ใส่เสื้อทีเชิ้ต กางเกงยีน รองเท้าผ้าใบ ไม่พูดไม่จากับใคร หนึ่งเทอมผ่านไป เขามาพร้อมกับ “ลุ้ค” ใหม่ ใส่เสื้อ ปกาเกอะญอ บางวันก็ถือเตหน่า เครื่องดนตรีชนเผ่าของเขาติดตัวมาด้วย

ใบหน้าเปื้อนยิ้มแบบจริงใจ พูดจาปราศรัยกับใครๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่กดดัน ไม่เครียดเหมือนเทอมแรก  เจริญเป็นคนบ้านหนองเต่า ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ บ้านเดียวกับพ่อหลวงจอนิ โอโดเชา ปราชญ์ชาวบ้านผู้โด่งดัง

เขามาเรียนแบบคนขี้อาย ไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเองเหมือนคนชนเผ่าจำนวนมากเนื่องเพราะถูกดูถูกจากคนทั่วไปมานาน เขาไม่ค่อยกล้าพูดจากับคนอื่น กลัวเขาจะรู้ว่าเป็นชาวเขาเพราะพูดไม่ชัด

การเรียนวิชากระบวนทัศน์พัฒนา ทำให้เขาค้นพบรากเหง้าของตนเอง ได้ความเชื่อมั่นที่หายไปกลับคืนมา กล้าพูด กล้าแสดงออก  เขารู้ว่าคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกจะเป็นอะไรได้ แต่ส่วนมากก็ไม่ได้เลือก ปล่อยให้คนอื่นเลือกได้ เดินตามคนอื่นที่ขีดเส้นทางเดินและวางเป้าหมายชีวิตให้

Page 1 of 64