phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 25 พฤภาคม 2559

หลายสิบปีที่ผ่านมา น้ำมันกำหนดค่าครองชีพ กำหนดระเบียบโลก วันนี้บรรดายักษ์ใหญ่ค้าน้ำมันโลกเริ่มยอมรับแล้วว่า ยุคยิ่งใหญ่ของน้ำมันกำลังจบลง นี่คือการเริ่มต้นจุดจบแห่งระเบียบเก่าที่กำหนดโดยน้ำมันโลก

                นักวิเคราะห์บอกว่า ความล้มเหลวของการประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันที่เรียกว่าโอเปค ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมายืนยันความจริงข้อนี้ ผู้ค้าน้ำมันรายเล็กเริ่มล้มหายตายจากไปพักหนึ่งแล้ว ต่อไปนี้เป็นทีของบรรดายักษ์ใหญ่ที่ถ้าไม่ปรับตัวก็ต้องมีอันเป็นไปด้วยอย่างแน่นอน

                การประชุมผู้นำโลกที่กรุงปารีสเมื่อปีที่แล้ว สะท้อนให้เห็นสำนึกใหม่ของโลกที่ต้องการแก้ปัญหาโลกร้อน แก้ปัญหามลพิษที่มีสาเหตุสำคัญจากการใช้น้ำมันหรือพลังงานฟอสซิล ซึ่งมาพร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่ที่ไม่ใช้นำมันหรือแก๊สอีกต่อไป

                วันนี้รถยนต์ใช้พลังไฟฟ้าเต็มอัตราออกมาแล้ว และกำลังจะออกสู่ตลาดใหญ่ภายในปีสองปีนี้เอง และอีกไม่เกิน 10 ปี รถยนต์ใหม่ทุกคันจะใช้ไฟฟ้า รถยนต์ใช้น้ำมันจะกลายเป็นของโบราณ

                ไฟฟ้าพลังงานไม่รู้หมด (renewable energy) จากแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวลกำลังเปลี่ยนจากการเป็นพลังงานทางเลือกมาเป็นพลังงานทางหลักอย่างรวดเร็ว ราคาถูกลง ทั้งโซลาร์เซลล์และการเก็บพลังงาน มีเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นแต่ถูกลงทุกวันและแข่งขันกันผลิตทั่วโลก

                สิ่งที่นักวิเคราะห์กล้าฟันธงว่าขาลงแบบไม่มีวันกลับของน้ำมันได้เริ่มขึ้นแล้ว เพราะปัจจัยราคาน้ำมันตกครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องความขัดแย้งทางการเมืองในอ่าวเปอร์เซีย แต่เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วโลก ที่เรียกว่า “โลกใหม่” และกล้าให้สมญานามเก่าแต่ความหมายใหม่ว่านี่คือ “การปฏิวัติเขียว” (Green Revolution) ที่เกี่ยวข้องกับอาหารและพลังงาน

                ความหมายเดิมของปฏิวัติเขียว คือ การปรับพันธุ์และวิธีการปลูกพืชเศรษฐกิจโดยเฉพาะข้าวเมื่อประมาณ 50 ปีก่อน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่ยุคเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรด้วยการใช้สารเคมีกับเทคโนโลยีสมัยใหม่

                ปฏิวัติเขียววันนี้เป็นกระบวนการ “คืนสู่ธรรมชาติ” กลับไปสู่กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายดิน น้ำ ป่า เพื่อให้ได้อาหาร “อินทรีย์” ที่ไม่ใช้สารเคมีที่กำจัดศัตรูพืชแต่ฆ่าคนได้ด้วย ที่เพิ่มผลผลิตอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ผลิตได้มากมาย แต่บิดเบือนทำลายโครงสร้างพันธุกรรม ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพและพันธุกรรมของมนุษย์

                วันนี้ผู้คนทั่วโลกต้องการอาหารอินทรีย์ ตลาดอาหารอินทรีย์เติบโตทุกปีในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และประเทศพัฒนาแล้วประมาณร้อยละ 15-20 จนเกษตกรผลิตไม่ทัน ไม่ว่าจะผลิตในประเทศหรือนำเข้า ที่ผลิตกันในประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ยังไม่อินทรีย์จริง ไม่ผ่านเกณฑ์ อาจจะหลอกผู้บริโภคบ้านตนเองอย่างในประเทศไทยได้ แต่หลอกประเทศที่นำเข้าไม่ได้ ดังกรณีอียูที่ปฏิเสธผักผลไม้ไทย

                อาหารอินทรีย์มีปริมาณน้อยในตลาดจึงมีราคาแพง นอกนั้น ผู้ผลิตมีเหตุผลที่ตั้งราคาสูงกว่าผลผลิตทั่วไปที่ใช้สารเคมี เพราะอาหารอินทรีย์จริงๆ ทำกันในพื้นที่ขนาดเล็ก ใช้แรงงานมาก ใช้เวลาในการเพาะปลูกนานกว่า และมีการหมุนเวียนพืชผักที่ปลูกไม่ให้ซ้ำกัน ซ้ำพื้นที่ เพื่อป้องกันศัตรูพืช อาหารอินทรีย์จึงต้องปลูกหลากหลาย ปริมาณไม่มาก

                ที่ประเทศญี่ปุ่น ขบวนการไดอิจิเชื่อมโยงผู้ผลิตอาหารในชนบทกับผู้บริโภคในเมือง ส่งผัก ผลไม้ อาหารสดถึงบ้าน รู้จักกัน เป็นเพื่อนกัน ที่เชียงใหม่ มีครือข่าย “อิ่มบุญ” ที่ ดร.ชมชวน บุญระหงษ์ กับคณะประสานเครือข่ายชาวบ้านผู้ผลิตอาหารอินทรีย์ในชนบทกว่า 12 อำเภอมากว่า 20 ปี วันนี้ขายมากกว่า 20 จุดในเมืองเชียงใหม่ ในโรงพยาบาล สถานศึกษา ตลาดทั่วไป จนคนขายคนซื้อเป็นพี่น้องกัน มีของฝากให้กัน เชิญชวนไปดูงานในหมู่บ้าน จะได้เห็นกระบวนการผลิต ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้

                คุณมนูญ เทศนำ ทำเกษตรอินทรีย์พื้นที่ 16 ไร่ ภรรยานำไปขายเช้าเย็นในหมู่บ้านที่ดอยสะเก็ด เชียงใหม่ ขายได้ดีไม่มีเหลือ เช่นเดียวกับอีกหลายคนหลายหมู่บ้านที่มีการปลูกพืชผักไว้กิน เหลือกินก็เอาไปขายในตลาดชุมชน ตามร้านค้าบ้าง ตลาดนัดบ้าง บางหมู่บ้านจัดการดีก็รวมผลผลิตไปขายในเมือง

                โลกใหม่ที่เปลี่ยนไปนี้ ชุมชนคนเล็กๆ นอกจากมีโอกาสได้อาหารดี พลังงานไม่มีหมด ยังมีโอกาสผลิตเพื่อนำส่วนเกินไปส่งตลาดในเมือง รวมถึงตลาดต่างประเทศได้ด้วย ถ้ามีการบริหารจัดการให้ดี มีการสร้างเครือข่าย มีสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชนเข้มแข็ง และมีความสัตย์ซื่อ ไม่ถือโอกาสโกงเพื่อทำกำไร

                นอกจากอาหารและพลังงาน โลกใหม่ยังต้องการเสื้อผ้าที่ไม่ใช้สารเคมี สีเคมี ต้องการสมุนไพร ปัจจัยสี่ ที่ชุมชนคนเล็กๆ จัดให้ได้ดีกว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ ต้องการที่อยู่อาศัยใช้วัสดุธรรมชาติ ชาวบ้านปลูกไม้อย่างกระถินเทพาไว้ไม่กี่สิบต้น ไม่ถึงสิบปีก็นำมาสร้างบ้านได้ ทำเครื่องเรือนได้ อยู่เองใช้เองก็ได้ ขายให้คนที่อยากอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติก็ได้ โอกาสของชุมชนคนเล็กๆ เปิดกว้างในโลกใหม่

                Small is beautiful เล็กนั้นงามเป็นความจริง มีคุณค่าจริง ไม่ใช่เรื่องโรแมนติก หรือฝันกลางวันของคนจน คนโบราณ แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้ววันนี้

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 20 พฤษภาคม 2559

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

            แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นแผนที่เกิดจากคำแนะนำของธนาคารโลกที่เข้ามาศึกษาสภาพการณ์ต่างๆ เมื่อปี 2500 และรัฐบาลไทยออกพระราชบัญญัติพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติและตั้งสำนักงานสภาเศรษฐกิจแห่งชาติเมื่อปี 2502 เพื่อทำหน้าที่วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ และได้ประกาศใช้แผนที่ 1 (2504-2506-2509) และกำหนดเป็นแผน 5 ปี เรื่อยมาจนถึงแผนที่ 11 (2555 – 2559) ในสองแผนแรกไม่มีคำว่า “สังคม” มาเพิ่มเติมคำนี้ในแผนที่ 3

            แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติแผนที่ 1 นั้น เร่งรัดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมและส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนเป็นพิเศษ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การคมนาคมขนส่ง การพลังงาน และชลประทาน ฯลฯ เช่น มีเขียนไว้ในแผนชัดเจนว่าจะสร้างเขื่อนภูมิพลให้เสร็จภายในปี 2506 การขยายโทรศัพท์ การสร้างโรงพยาบาล และการพัฒนาสถานีอนามัย การส่งเสริมการศึกษาอาชีวะ เป็นต้น

            แผนที่ 2 (2510-2514) ยังเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไปและเริ่มให้ความสำคัญต่อการพัฒนาสังคม โดยเฉพาะการศึกษาและสาธารณสุข และพยายามให้เกิดความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาด้านสังคม การเพิ่มคุณภาพชีวิต การกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค

            แผนที่ 3 (2515-2519) พยายามรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ พัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกแทนการนำเข้า ยกระดับรายได้ของประชาชน สนับสนุนการมีงานทำ ลดอัตราการเพิ่มของประชากรจากร้อยละ 3.2 ให้เหลือ 2.5 ต่อปี โดยการวางแผนครอบครัว

            แผนที่ 4 (2520-2524) เกิดปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ วิกฤติน้ำมันทั่วโลก ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย  เกิดวิกฤติธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงิน นอกนั้นก็ปรากฎความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอันเป็นผลพวงของการพัฒนา แผนนี้พยายามให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของรายได้และทางสังคม ลดอัตราการเพิ่มของประชากรให้เหลือร้อยละ 2.1

            แผนที่ 5 (2525-2529) แผนนี้ยึดพื้นที่เป็นเป้าหมายในการพัฒนา เน้นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การเงินการคลังของประเทศ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ควบคุมไม่ให้ขยายตัวสูงนัก เน้นความสมดุลในการพัฒนา เน้นการแก้ไขปัญหาความยากจนในชนบท ปัญหาที่ปรากฏเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ คนจากชนบทอพยพเข้าเมืองและย้ายถิ่นฐานเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า  การใช้จ่ายเกินตัวของภาครัฐและเอกชนส่งผลให้เกิดความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ การพัฒนารวมศูนย์ที่กรุงเทพฯ และพื้นที่ภาคกลางเป็นส่วนใหญ่ ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ   มีการเร่งพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งตะวันออก เร่งพัฒนาเกษตรในเขตก้าวหน้า และเร่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและกระจายไปสู่ภูมิภาค

            แผนที่ 6 (2530-2534) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกประกอบกับการแก้ไขปัญหาโดยรวมของรัฐบาลด้านเศรษฐกิจ การเงินการคลังได้ผลในทางปฏิบัตทำให้เกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วจากร้อยละ 9.5 ในปี 2530 เป็นร้อยละ 13.3 ในปี 2531  การพัฒนาในช่วงนี้พยายามเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ ลดต้นทุนการผลิต ปรับปรุงคุณภาพของสินค้า ขยายตลาด เร่งผลิตกำลังคนเพื่อตอบสนองตลาดแรงงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

            แผนที่ 7 (2535-2539) การพัฒนามีอัตราการขยายตัวสูงและต่อเนื่อง รายได้ต่อหัวในปี 2539 คือ 76,650 บาท มีโครงสร้างพื้นฐานกระจายไปทั่วประเทศ ครัวเรือนที่มีไฟฟ้าใช้มีอยู่ร้อยละ 97.7  น้ำประปาเริ่มออกไปสู่ชนบทถึงร้อยละ 32 ของหมู่บ้าน อัตราเด็กเข้าเรียนมีถึง 97.7 อายุเฉลี่ยของคนไทยสูงขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันก็เกิดปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาสังคม เกิดการระบาดของโรคเอดส์อย่างรุนแรง มีผู้ติดเชื้อถึงประมาณ 1 ล้านคน ทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรม ป่าไม้ถูกตัดไปตั้งแต่เริ่มแผนที่ 1 จนถึงแผนที่ 7 นี้ เกือบสี่สิบปี ปีละประมาณ 1 ล้านไร่

            แผนที่ 8 (2540-2544) มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในแผนนี้ที่ไม่ได้เน้นที่ประเด็นเศรษฐกิจเหมือนที่ผ่านมา แต่เปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต เน้นการพัฒนาคน การพัฒนาสังคม โดยมีการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น มิได้เป็นเป้าหมายหลัก ได้มีการระดมความคิดจากตัวแทนจากทุกสาขาอาชีพเพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศว่าจะให้ไปทางไหน เพื่อใครและอย่างไร เป็นการเริ่มต้นการพัฒนาที่เริ่มเข้าใจว่า การ “มี” มากขึ้นไม่ได้หมายความว่า “เป็น” คนมากขึ้น อยู่ดีมีสุขมากขึ้น ทำอย่างไรให้คนได้พัฒนาอย่างบูรณาการ ทั้งร่างกาย จิตใจและสติปัญญาไปพร้อมกัน รู้จักตัวเอง รู้เท่าทันโลก อยู่อย่างมีคุณค่า พัฒนาศักยภาพของตนเอง

            แผนที่ 9 (2545-2549) แผนนี้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบบองค์รวม การดำเนินงานแบบบูรณาการ มีคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาเช่นเดียวกับแผนที่ 8 มุ่งการพัฒนาสู่ “สังคมที่เข้มแข็งและมีดุลยภาพ” ใน 3 ด้าน คือ สังคมคุณภาพ สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ สังคมสมานฉันท์และเอื้ออาทรต่อกัน  แผนนี้มีวิสัยทัศน์ว่า ประชาชนทุกคนได้รับการคุ้มครองสิทธิและเข้าถึงระบบการคุ้มครองทางสังคมที่มีประสิทธิภาพ ได้มาตรฐานอย่างทั่วถึง เสมอภาคและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรี คุณธรรม ความโปร่งใส ภูมิปัญญาท้องถิ่น การมีส่วนร่วม การบูรณาการทางสังคม และการพัฒนาที่ยั่งยืน

แผนที่ 10 เขียนไว้ในวิสัยทัศน์ว่า “มุ่งพัฒนาสู่ สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน (Green and Happiness Society) คนไทยมีคุณธรรม นำความรอบรู้ รู้เท่าทันโลก ครอบครัวอบอุ่น ชุมชน เข้มแข็ง สังคมสันติสุข เศรษฐกิจมีคุณภาพ เสถียรภาพ  และเป็นธรรม สิ่งแวดล้อมมีคุณภาพและทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืน อยู่ภายใต้ระบบบริหารจัดการประเทศที่มีธรรมาภิบาล ดำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และอยู่ในประชาคมโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรี

แผนที่ 11 เขียนไว้ว่า “มีแนวคิดที่ต่อเนื่องจากแผนพัฒนา ฯ ฉบับที่ 8-10 โดยยังคงยึดหลักการปฏิบัติตาม “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” และขับเคลื่อนให้บังเกิดผลในทางปฏิบัติที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในทุกภาคส่วน ทุกระดับ ยึดแนวคิดการพัฒนาแบบบูรณาการเป็นองค์รวมที่มี “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” มีการเชื่อมโยงทุกมิติของการพัฒนาอย่างบูรณาการ ทั้งมิติตัวคน สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเมือง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้พร้อมเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งในระดับปัจเจก ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ขณะเดียวกันให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมในกระบวนการพัฒนาประเทศ”

แผนนี้กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศไว้ว่า “การสร้างภูมิคุ้มกันในมิติต่าง ๆ เพื่อให้การพัฒนาประเทศสู่ความสมดุลและยั่งยืน โดยนำทุนของประเทศที่มีศักยภาพมาใช้ประโยชน์อย่างบูรณาการและเกื้อกูลกัน พร้อมทั้งเสริมสร้างให้แข็งแกร่งเพื่อเป็นรากฐานการพัฒนาประเทศ

พร้อมกับเขียนวิสัยทัศน์สั้นๆ ว่า ““สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง”

 

พลวัต (dynamic, dynamism)

            พลวัตหมายถึงพลังที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง เป็นพลังที่มีกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวโยงกันหลายด้าน  พลวัตเป็นคำที่ใช้กันบ่อยเพื่อบอกถึงพลังทางการเมือง ทางสังคม ทางจิตวิทยา เช่น พลวัตทั้งหมดเบื้องหลังการปฏิวัติ

            พลวัตเป็นระบบหรือกระบวนการแบบปฏิสัมพันธ์ที่เกี่ยวโยงถึงพลังการแข่งขัน ความขัดแย้ง และการเปลี่ยนแปลง  ซึ่งเกี่ยวข้องกับปรัชญาแนวพลวัตนิยม (dynamism) ซึ่งเป็นคำสอนหรือระบบปรัชญาที่พยายามใช้เรื่องพลังภายใน หรือพลังฝังใน หรือพลังแฝงเร้น (immanent force or energy) อธิบายปรากฎการณ์ของเอกภพ ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงในธรรมชาติ

            ในภาษาอังกฤษ คำนามว่า dynamic มีรากศัพท์จากภาษากรีกว่า dunamis, dunamikos ซึ่งแปลว่าพลัง (power)  ถ้าเป็นคำคุณศัพท์มักใช้กับบุคคล dynamic person หมายถึงคนที่มีพลัง เต็มไปด้วยพลัง ไม่หยุดนิ่ง ไม่เฉื่อยชา มีกิจกรรม มีการปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน บุคคลประเภทนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะมีพลังการเปลี่ยนแปลงในตัวเองสูง

            คำที่เกี่ยวข้องกับพลวัตหรือพลัง ที่ภาษาไทยเรียกทับศัพท์ เช่น ไดนาโม (เครื่องเปลี่ยนกำลังกลเป็นกำลังไฟฟ้า) ไดนาไมท์ (ดินระเบิด ระเบิด)  ในวิชาฟิสิกส์มีวิชาพลศาสตร์ (dynamics) วิชาที่ว่าด้วยการเคลื่อนที่ของเทหวัตถุ  ในทางดนตรีมีการใช้คำว่า dynamics ซึ่งเมื่อแปลว่าพลวัตมักไม่ค่อยสื่อความหมาย ต้องทับศัพท์หรือต้องอธิบายว่าเป็นเรื่องความดังความค่อยของดนตรี (volume)

    ธุรกิจพูดถึง dynamic market หมายถึงตลาดที่มีพลังสูง พลังทางบวกที่เป็นความเข้มแข็ง พลังการเปลี่ยนแปลง การมีความเชื่อมโยงแบบปฏิสัมพันธ์กับสังคมและตลาดอื่นๆ

สยามรัฐรายวัน 18 พฤษภาคม 2559

ตามที่ทีมงานเศรษฐกิจของรัฐบาลสาธยาย ประเทศไทยวันนี้กำลังก้าวเข้าสู่ 4.0 หลังจากที่ได้อยู่ในเวอร์ชั่น 1.0  เมื่อ 60 ปีก่อนที่ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุมในปี 2504 ที่เข้าสู่ 2.0 อุตสาหกรรมเบา และเข้าสู่ 3.0 อุตสาหกรรมหนักยุคโชติช่วงชัชวาล

          โดยทิ้งเกษตรกรรมไว้เบื้องหลัง ให้เป็นลูกไล่ ลูกน้อง แรงงาน หรือสุดแต่ละเรียก คนจน คนชนบท คนชายขอบ จึงต้องเผชิญชะตากรรมตามลำพังตลอดมา และหนักหนาสาหัสมากกว่าเดิม เพราะไม่เคยเป็นหนี้ก็เป็นหนี้ ไม่เคยเจ็บป่วยแบบเรื้องรังก็เจ็บป่วย ไม่เคยทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดก็ทิ้ง ครอบครัวแยกกันไปแยกกันอยู่ ชุมชนอ่อนแอและแตกสลาย

ที่ร้ายไปกว่านั้น การพัฒนาตามนโยบายของรัฐเปิดโอกาสให้เกิดการรุกป่า จนเหี้ยนเตียนเป็นเขาหัวโล้น ปล่อยให้ทุนนิยมสามานย์พัฒนาแบบล้างผลาญ ไปส่งเสริมชาวบ้านปลูกข้าวโพดทำอาหารสัตว์ พืชเศรษฐกิจ ปลูกยางพารา ปาล์ม และอื่นๆ

ขณะที่คนชั้นกลาง คนในภาคอุตสาหกรรมและงานบริการประกาศจะนำประเทศไปให้พ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ชาวบ้านที่จังหวัดน่านและอีกมากมายหลายจังหวัด ส่วนใหญ่ยังไปไม่พ้นกับดักความยากจนในมาตรฐานสากลจนอยากบอกว่า พวกเขาไม่ได้อยู่ในประเทศไทยแม้แต่เวอร์ชั่น 1.0 แต่เป็นเวอร์ชั่น 0.0 เพราะไม่มีอะไรเหลือเลย ต้องเริ่มต้นใหม่หมดทุกปีและตลอดมา

น่านคือจังหวัดที่ขออนุญาตยกมาเป็นตัวอย่างของการพัฒนาเวอร์ชั่น 0.0 เพราะผลลัพท์ที่เป็นศูนย์ ทำให้เกิดการสูญเสีย ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ เพียง 10 ที่ผ่านมา สูญเสียพื้นที่ป่าไปกว่า 1.5 ล้านไร่ จังหวัดที่เป็นพื้นราบเพียงร้อยละ 15 จะอยู่อย่างไรถ้าไม่ถางป่ารุกดอย โอกาสอื่นไม่มี

พวกเขาสูญเสียทุนทางสังคม เพราะความลำบากยากแค้นที่ต้องดิ้นรนปากกัดตีนถีบ สูญเสียทุนทางปัญญา เพราะไม่มีโอกาสทางการศึกษา ทางเศรษฐกิจเท่าเทียมกับคนอื่น สังคมเองก็สอนให้ดูถูกภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้สูญเสียความเชื่อมั่น พึ่งตนเองไม่ได้ พึ่งแต่พ่อค้า นายทุน ข้าราชการ นักการเมือง เขาบอกให้ทำอะไรก็ทำ เพราะเขาทำให้ฝันว่าจะรอด จะรวย

เมื่อเกือบ 30 ก่อน พระครูพิทักษณ์นันทคุณ ได้ริเริ่มสร้างเครือข่ายฮักเมืองน่าน มีการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมโดยการบวชป่า สืบชะตาแม่น้ำ ทำให้มีการขยายผลไปทั่วจังหวัดไปหลายแสนใร่ ท่านชวนผู้คนเดินธรรมยาตราจากต้นน้ำน่านที่อำเภอบ่อเกลือลงมาจนถึงเขื่อนสิริกิติย์ เพื่อสร้างจิตสำนึกให้รู้ถึงผลของการทำลายสิ่งแวดล้อม และฟื้นฟูพลังชุมชนเพื่อการอนุรักษ์ป่า ซึ่งเป็นต้นน้ำที่แท้จริง

ระยะหลังนี้ ท่านปรารถด้วยความเสียใจว่า สิ่งที่ได้อุตส่าห์ร่วมมือกันฟื้นฟูอนุรักษ์ไว้ ไม่สามารถต้านทานกระแสพัฒนาแบบล้างผลาญได้ การพัฒนาที่เอาเงินเป็นตัวตั้ง เอาผลประโยชน์เฉพาะหน้า ไม่ว่าป่าจะวอด ดินจะเสื่อม สิ่งแวดล้อมจะล่มสลาย

การพัฒนาที่ผ่านมาเป็นผลของแนวคิดของ “การพัฒนาแบบไม่เท่าเทียม” เน้น ภาคอุตสาหกรรมการส่งออก ภาคเมือง การบริการ เป็นการพัฒนาที่ “ไม่เห็นหัวชาวบ้าน” เพราะถ้าหากเป็นการพัฒนาที่เห็นความสำคัญของ “ชาวบ้าน” ต้องให้ความสำคัญกับ “ชุมชน” ต้องให้ความสำคัญกับ “ขนาด” ที่ไม่ต้องใหญ่ไปหมดเหมือนอุตสาหกรรม แต่ “ขนาดเล็ก” ก็สำคัญ และไม่ใช่เล็กเพื่อไปรับใช้ “ขนาดใหญ่” แต่เล็กเพื่อให้เติบโตทั้งหมดอย่างเป็นองค์รวม เพราะทุกภาคส่วนของสังคมล้วนสัมพันธ์กันเป็นองคาพยพเดียว

การเติบโตที่ไม่ยั่งยืนเช่นนี้คงจะเรียกว่าพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้เป็นแน่ เพราะเศรษฐกิจพอเพียงน่าจะคล้ายกับที่ อี เอฟ ชูมาเคอร์ เขียนไว้เมื่อสี่ห้าสิบปีก่อนในหนังสือคลาสสิกที่ชื่อว่า Small is Beautiful หรือแปลเป็นไทยว่า เล็กนั้นงาม เพราะมีฐานคิดที่พุทธปรัชญาเช่นเดียวกัน

ชูมาเคอร์เขียนหนังสือเล่มเล็กนี้โดยมีชื่อเต็มว่า “Small is Beautiful : A Study of Economics as if People Mattered”  “เล็กนั้น งาม : เศรษฐศาสตร์ที่เห็นความสำคัญของประชาชน”

การฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าในจังหวัดน่านที่กำลังตื่นเต้นกันในโลกออนไลน์และทางสื่อต่างๆ วันนี้ เป็นเรื่องดีที่ไม่ควรเป็นอะไรที่โรแมนติก หรือโลกสวย ถ้าหากเข้าใจว่า การปลูกป่าไม่ใช่แค่การเอาพันธุ์ไม้ไปปลูกในป่า เพราะป่าที่หายไปหลายล้านไร่มีปัญหาที่ซับซ้อนมากนัก

ต้องย้อมรับก่อนว่า ป่าหมดเพราะการพัฒนาที่ผิดพลาด การพัฒนาที่ไม่สมดุล เพราะ “ไม่เห็นความสำคัญของประชาชน” หรือภาษาธรรมดาว่า ไม่เห็นหัวชาวบ้าน ไม่เห็นความสำคัญของชุมชน  ถ้าจะฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าต้องกลับมาทบทวนแนวทางการพัฒนาใหม่ ต้องเริ่มจาก “ชาวบ้าน” ไม่ใช่จาก “ต้นไม้”

ต้องนำเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้อย่างจริงจัง ถอดรหัสให้เข้าถึงความหมายลึกซึ้งของปรัชญานี้ ที่มุ่งสร้างคน สร้างความรู้ สร้างระบบ เพื่อให้ชุมชนมีภูมิคุ้มกัน ถ้าเขามีความรู้ มีทางเลือก มีวิธีการในการแก้ปัญหาหนี้สิน ทำให้อยู่รอดอย่างพอเพียง ชุมชนเข้มแข็ง พึ่งพาตนได้ ป่าและสิ่งแวดล้อมก็จะมีภูมิคุ้มกัน ไม่ถูกทำลาย จะฟื้นคืนสภาพได้ คนก็จะอยู่ร่วมกับป่าได้

ก่อนคิดจะปลูกป่าที่เมืองน่าน ช่วยกันให้โอกาสชาวบ้านได้พัฒนาตนเองให้เข้มแข็งก่อนเถิด เพราะฟื้นฟูอนุรักษ์ป่านั้นไม่ยาก แต่ฟื้นฟูชุมชนให้เข้มแข็งยากกว่ามาก และถ้าชุมชนไม่เข้มแข็ง ป่าก็อยู่ไม่ได้

         ฟื้นฟูอนุรักษ์ป่า น้ำท่าให้อุดมสมบูรณ์จึงต้องเริ่มจากฟื้นฟูความเข้มแข็งของชุมชนคนเมืองน่าน ป่าในธรรมชาติจะกลับมาและอยู่อย่างยั่งยืนได้ จะต้องเกิดและเติบโตในหัวใจของคนที่อยู่อย่างพอเพียงและมีความสุขก่อนเท่านั้น

Page 1 of 93