phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 24 สิงหาคม 2559

โลกวันนี้มีอะไรใหม่ให้วิ่งไล่ตามอยู่ทุกวัน อย่างการเกิดขึ้นของ Uber และ AirBnb สะท้อนให้เห็นว่า มีคนที่คิดได้ว่า ทำไมผู้คนถึงใช้รถยนต์กันแบบไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ตอนเช้ารถติด ตอนเย็นรถติด เพราะใครๆ ก็ขับรถไปทำงาน ขับรถกลับบ้าน

ส่วนใหญ่ไปคนเดียว ทั้งๆ ที่มีที่นั่งว่างอีกตั้ง 3-4 ที่ หรือมากกว่า ถึงได้เกิดอูเบอร์และบริษัทที่คล้ายกันนี้ที่เอารถธรรมดามาให้คนเช่านั่งไปด้วย หรือเป็นรถที่จัดไว้เพื่อบริการแต่สามารถรับคนตามทางได้ด้วย เพื่อแบ่งเบาค่าโดยสาร หรือเอารถส่วนตัวที่ไม่ใช้งานวันหยุด หรือกลางวันไปให้บริการ

                ในเมืองและในชนบท ครอบครัวใหม่สร้างบ้านใหม่ บ้านเก่าก็เหลือแต่พ่อแม่แก่ๆ มีห้องว่างอยู่อีกหลายห้องที่ลูกๆ เคยอยู่ ทำไมไม่ให้คนอื่นมาเช่ามาใช้ รายเดือนรายปีไม่เอา รายวันดีกว่า  ถึงเกิดบริษัทอย่างแอร์บีเอ็นบี และลักษณะเดียวกันนี้ไปทั่วโลก มีห้องพักมากกว่าโรงแรมทั้งหลายรวมกัน

                ทั้งอูเบอร์และแอร์บีเอ็นบีทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเศรษฐกิจแบบเดิมเริ่มสูญเสียรายได้ผลประโยชน์ ไม่ว่าแท็กซี่หรือโรงแรม หรือแม้กระทั้งบ้านเช่าในหลายประเทศก็ขาดแคลน เนื่องจากเจ้าของบ้านเอาไปเข้าแอร์บีเอ็นบีกันหมด เพราะเช่ารายวันรายได้ดีกว่ารายเดือน

                คนมีวิสัยทัศน์มองการณ์ไกลต่างก็เห็นพ้องต้องกันมานานแล้วว่า โลกไม่สามารถอยู่รอดได้ถ้าหากยังพัฒนาในลักษณะนี้ที่ล้างผลาญทรัพยากร ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายความสัมพันธ์ของผู้คน คนมือยาวสาวได้สาวเอา มีคนรวยเพียงร้อยละ 10 แต่เป็นเจ้าของทรัพยากรถึงร้อยละ 90 ได้อย่างไร

                ไม่ว่าเมืองไหนประเทศไหนก็ไม่สามารถสร้างถนนหนทางรองรับปริมาณรถยนต์ที่ออกใหม่มาวิ่งวันละเป็นแสนเป็นล้านคันอย่างนี้ได้ หลายเมืองหลายประเทศ มีรถยนต์มากกว่าจำนวนประชากร มลภาวะไม่ได้ลดลงอย่างที่วางเป้าหมายกันไว้

โลกวันนี้ต้องคิดใหม่ทำใหม่ให้มีความเป็นธรรมมากกว่านี้ เป็นธรรมกับตนเอง กับผู้อื่น กับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เป็นเศรษฐศาสตร์ใหม่และนวัตกรรมที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ไม่แต่เพียงสำหรับประเทศพัฒนาแล้ว แต่กำลังพัฒนาอย่างไทยก็มีอะไรให้คิดให้ทำได้มาก

มีอยู่อย่างน้อย 2 เรื่องที่สังคมไทยต้องคิดใหม่เองและพัฒนาเป็นเศรษฐศาสตร์ใหม่ เรื่องที่หนึ่ง คือ การใช้ที่ดิน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดสำหรับสังคมที่มีพื้นฐานการเกษตรอย่างไทย เป็นประเทศอุดมสมบูรณ์ มีศักยภาพที่จะพึ่งพาตนเองและเป็นครัวของโลกได้สูงยิ่ง

เรื่องที่ดินเป็นอะไรที่รัฐบาลนี้ให้ความสนใจและพยายามหาทางแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะยึดคืนพื้นที่อุทยาน ป่าสงวน หรือสปก. ซึ่งก็มักจะโทษชาวบ้านว่าไปรุกป่ารุกที่ ซึ่งเป็นปลายแถวปลายเหตุ  นโยบายการพัฒนาประเทศของรัฐบาลหนึ่ง นายทุนหนึ่ง ล้วนเป็นต้นเหตุสำคัญ ชาวบ้านเป็นเครื่องมือและแพะ

ที่ดินปกติทั่วไปตกไปอยู่ในมือของนายทุน ส่วนหนึ่งเป็นมานานหลายสิบปี เจ้าของที่ดินเก่าในภาคกลางภาคเหนือได้กลายเป็นประเด็นการประท้วงและการต่อสู้หลัง 14 ตุลาฯ  ต่อมา ชาวบ้านที่ยังพอมีที่ดินก็เริ่มสูญเสียไปเรื่อยๆ ถูกยึดบ้าง ขายไปเพื่อใช้หนี้และไปหาที่ทำกินใหม่บ้าง

จึงไม่แปลกที่วันนี้มีนายทุนใหญ่ บริษัทใหญ่ เป็นเจ้าของที่ดินนับแสนๆ ไร่ทั่วประเทศ มีคนที่ไม่ใช่เกษตรกรแต่ครอบครองที่ดิน สปก.มากกว่า 500 ไร่ อยู่นับพันราย และที่ดินอื่นๆ ทั้งที่มีเอกสารสิทธิและไม่มีอีกอย่างน้อย 30 ล้านไร่ ตัวเลขที่รัฐบาลบอกว่าจะยึดคืน

มีความพยามปฏิรูปที่ดินด้วยระบบภาษี แต่แม้จะมีกฎหมายออกมาก็คงไม่สามารถบังคับใช้ได้ผลอะไรนัก ที่ดินรกร้างว่างเปล่าจึงมีอยู่หลายสิบล้านไร่ทั่วไปเต็มแผ่นดิน ทั้งๆ ที่คนจน คนไม่มีที่ทำกินมีอยู่หลายล้านครอบครัว นอกนั้นก็มีคนละ 5 ไร่ 10 ไร่

โฉนดชุมชนมที่เกิดขึ้นในรัฐบาลก่อนๆ ก็เป็นทางเลือกทางออกหนึ่งที่น่าจะเป็นจริงได้ในแนวคิดเศรษฐศาสตร์ใหม่ที่มีเอกลักษณ์ที่ “การแบ่งปัน” เพียงแต่เป็นการจัดการใหม่ที่ไม่ใช่แบ่งปันแบบโบราณ

แต่ประเด็นใหญ่อยู่ที่การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีสิทธิและอำนาจหน้าที่ในการจัดการทรัพยากรมากขึ้น ทำให้ชุมชนเข้มแข็งมากขึ้น มีระบบการตรวจสอบดูแลให้มีธรรมาภิบาล ให้ท้องถิ่นเป็น “เจ้าของ” ทรัพยากร”ร่วมกัน” อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคงยั่งยืน ไม่ตกไปอยู่ในมือของนายทุนหรือผู้มีอิทธิพลไม่ว่าระดับไหน จากในหรือนอกประเทศ แต่ก็ไม่ใช่ระบบ “สังคมนิยมคอมมิวนิสต์”

เรื่องที่สอง คือ เรื่องพลังงาน วันนี้ทั่วโลกเริ่มหันมาใช้พลังงานหมุนเวียน พลังงานแสงอาทิตย์ ประเทศไทยไม่ได้ให้ความสำคัญอย่างจริงจัง เพราะแรงต้านของ “นายทุน” ไม่ว่ารัฐวิสาหกิจหรือเอกชนที่กุมอำนาจในการผลิตไฟฟ้าแบบฟอสซิล ไม่ว่าน้ำมัน ก๊าซ ถ่านหิน ที่กำลังหมดยุคไปแล้ว

แต่อย่างไรก็ต้านกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้ ผู้รู้บอกนานแล้วว่า ถ้าบ้านคนไทย 3 ล้านหลัง ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ประเทศไทยไม่ต้องมีโรงไฟฟ้าใหม่ และในอนาคตอาจหมดไปและมีระบบไฟฟ้าใหม่ที่รับจากหลังคาบ้าน หลังคาอาคารสถานที่ที่เหลือใช้อย่างที่หลายประเทศเริ่มทำไปแล้ว

มลภาวะจะลดลงไม่ใช่เพราะเราปลูกต้นไม้เท่านั้น แต่เพราะคนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า และจำนวนรถก็จะลดลงเพราะมีการใช้รถยนต์แบบ “แบ่งปัน” กันมากขึ้น นี่คือเศรษฐศาสตร์แบ่งปัน เศรษฐศาสตร์แบบกระจายไปสู่มวลชน ไม่ใช่กระจุกรวมศูนย์อีกต่อไป

         การสร้างความร่ำรวยแล้วสงเคราะห์ช่วยเหลือคนจนก็ดี การมี CSR ก็ดี คงไม่เพียงพออีกต่อไป ความเป็นธรรมในสังคมต้องการระบบและรูปแบบใหม่ เศรษฐศาสตร์แบ่งปันแบบไหนเหมาะกับสังคมไทย ทุกฝ่ายต้องช่วยกันคิดและช่วยกันพัฒนาแล้วครับ

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 12 สิงหาคม 2559

อัตลักษณ์ (identity)

          อัตลักษณ์ (identity) หมายถึงสำนึกว่าเราเป็นใคร และเราแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร มีลักษณะเฉพาะอะไรบ้าง  รวมทั้งคนอื่นมองว่าเราเป็นใคร ซึ่งนักวิชาการบางคนอธิบายว่าเป็นการสร้างขอบเขตของบุคคลเพื่อการแสดงออกถึงอำนาจหรือการได้มาซึ่งอำนาจ

        ความหมายของคำว่าอัตลักษณ์มีมากมาย ขึ้นอยู่กับสำนักปรัชญาหรือสาขาวิชาไหน ปรัชญาอัตถิภาวนิยม (Existentialism) ที่เกิดขึ้นระยะร้อยปีเศษที่ผ่านมาเน้นการค้นหาตัวตน การเป็นตัวของตัวเอง การเป็นอิสระจากสิ่งที่ประเพณีกำหนด คนเป็นใครไม่ได้อยู่ในคัมภีร์ ไม่ได้อยู่ที่นิยามของนักปรัชญา (เช่น “คนคือสัตว์ที่มีเหตุผล” “คนคือบุตรของพระเจ้า” ฯลฯ) คุณเป็นใครคือการตัดสินใจของคุณ การเลือกของคุณเองต่างหาก ซึ่งเป็นเรื่องยาก เพราะด้านหนึ่งคุณถูกกำหนดและครอบงำจากประเพณี ความเชื่อที่สืบทอดกันมาเป็นพันๆ ปี อีกด้านหนึ่งคุณถูกครอบงำจากโลกยุคใหม่ที่สร้างวัฒนธรรมมวลชนขึ้นมา คุณเป็นตัวของตัวเองยาก คุณเป็นอะไรที่สื่อมวลชนกำหนด ตลาดและผู้ผลิตสินค้ากำหนด ชีวิตคุณถูกสังคมสมัยใหม่กำหนด คุณกลายเป็นเหมือนสินค้าที่ถูกส่งไปตามสายพานโรงงานอุตสาหกรรม (“สายพานชีวิต” โดยผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม)

        นิทเช่ (1944 -1900) นักปรัชญาชาวเยอรมันประกาศว่า “พระเจ้าตายแล้ว” นักปรัชญายุคหลังทันสมัยหรือที่เรียกกันว่าโพสท์โมเดิร์นบางคนพูดถึงคน ตัวตน อัตลักษณ์ ว่าไม่มีจริงในตัวมันเอง คล้ายจะประกาศว่า “มนุษย์ตายแล้ว” “ตัวตนตายแล้ว” อัตลักษณ์เป็นความสัมพันธ์กับคนอื่น คุณเป็นใครไม่ได้อยู่ในตัวคุณ แต่อยู่ที่ความสัมพันธ์กับคนอื่น อยู่ที่ว่าคุณเป็นลูกใครหลานใคร มาจากบ้านไหนเมืองไหน เชื้อสายอะไร สัญชาติอะไร เรียนที่ไหน รุ่นไหน มีลูกกี่คน ทำงานที่ไหน บ้านอยู่แถวไหน ไปวัดทำบุญที่ไหน สังกัดศาสนาไหน 

ปรัชญาแนวนี้ถือว่า อัตลักษณ์ไม่ใช่อะไรที่เกิดมาพร้อมกับคน แต่เป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้นมา สร้างภาษาให้คนพูด “ฉัน” ซึ่งเป็นอะไรที่ไม่ใช่ภาววิสัย (objective) เป็นอะไรที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรม ไม่มีบุคคล ไม่มีปัจเจกบุคคล หรือตัวตน มีแต่อัตลักษณ์หลากหลายของคนซึ่งสัมพันธ์กับบทบาททางสังคม เช่น “ผมเป็นอาจารย์ เป็นพ่อ เป็นแฟนฟุตบอล” แต่ละบทบาทเป็นอัตลักษณ์แตกต่างกันที่สังคมกำหนดให้  ผมเป็นผมที่แตกต่างกันในแต่ละบทบาท

        นิยามเหล่านี้เป็นที่ถกเถียงกันระหว่างนักคิดนักปรัชญานักวิชาการ เป็นเสรีภาพที่แต่ละคนสามารถค้นหาคำตอบที่ตนเองพอใจ และเห็นว่านำมาอธิบายหรือสร้างความเข้าใจในชีวิตแก่ผู้คนในยุคสมัยนี้ที่มีความสับสน ที่ผู้คนต่างก็ค้นหา “ตัวตน” หรือ “อัตลักษณ์” ไม่ว่าจะรับหรือปฏิเสธว่ามันมีอยู่หรือไม่มี มีอยู่อย่างไรและทำไม

        ในทางสังคมวัฒนธรรม อัตลักษณ์เป็นลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมของคนและชุมชนซึ่งสืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ ถูกครอบงำโดยวัฒนธรรมกระแสหลักและของผู้มีอำนาจมากกว่า การพัฒนาวแนววัฒนธรรมชุมชนหรือท้องถิ่นนิยมพูดถึงการพัฒนาว่าเป็นกระบวนการ “คืนสู่รากเหง้า” สืบค้นหาตัวตนและอัตลักษณ์ที่ถูกลืม ถูกครอบงำ ให้ฟื้นคืนมาเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงไปสู่การพึ่งตนเอง ให้คืนความเชื่อมั่นและการเคารพตนเอง ความรู้ภูมิปัญญาและจารีตประเพณีอันดีงาม

 

เอดส์ (HIV/AIDS)

          เอดส์เป็นคำที่ใช้รวมๆ ในภาษาไทยเพื่อหมายถึงโรคหรือบุคคลผู้ติดเชื้อเอชไอวี ขณะที่ทางวิชาการทั่วไปจะใช้คำว่า “เอดส์” กับคนที่มีภูมิคุ้มกัน (CD4) ต่ำกว่า 200 เท่านั้น (คนปกติมี CD4 อยู่ที่ประมาณ 800) คนเหล่านี้มักมีอาการอันเกิดจากโรคแทรกซ้อนหรือโรคฉวยโอกาส (opportunistic diseases) ส่วนคนที่มีภูมิคุ้มกันมากกว่า 200 และมักยังไม่มีอาการจะเรียกว่า “ผู้ติดเชื้อเอชไอวี” หรือ “ผู้ติดเชื้อ”

        เอชไอวีเป็นไวรัสชนิดหนึ่งที่เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วจะทำลายระบบภูมิคุ้มกันของคน เหมือนข้าศึกรุกรานประเทศตามแนวชายแดนต่างๆ ทำลายกองทหาร แล้วเข้าไปในประเทศนั้น ไปยึดค่ายทหาร สถานีตำรวจ ยึดกองกำลังป้องกันประเทศ เชื้อไวรัสเอชไอวีจะเข้าไปอยู่ในเม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันของคน

        เมื่อทำลายระบบภูมิคุ้มกันจนคนอ่อนแอ คนก็จะเจ็บป่วยเมื่อได้รับเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียต่างๆ ซึ่งในภาวะปกติธรรมดาจะไม่เป็นอะไร เพราะร่างกายแข็งแรง ภูมิคุ้มกันไม่บกพร่อง (คำว่า AIDS ย่อมาจากคำว่า acquired immune deficiency syndrome แปลว่าอาการที่เกิดจากภูมิคุ้มกันบกพร่อมที่ได้รับติดต่อมาจากคนอื่น)

        เอชไอวีถ่ายทอดจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ ผ่านทางเลือด เช่น การรับเลือดที่มีเชื้อเอชไอวี (การถ่ายเลือด) เลือดที่ติดอยู่ที่เข็มฉีดยา (กลุ่มคนที่ใช้เข้มฉีดยาเสพติดเข้าเส้นร่วมกัน) จากแม่สู่ลูกตอนตั้งครรภ์และการให้นม

        ผู้ติดเชื้อเอชไอวีจะไม่รู้สึกตัวว่าติดเชื้อนี้ระยะแรกๆ บางคนเป็นเวลาหลายปี เมื่อเอชไอวีไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันจนเหลือน้อยก็จะเริ่มมีอาการต่างๆ เช่น เป็นไข้ ปวดหัว เป็นหวัดเรื้อรัง เหนื่อย ต่อมน้ำเหลืองโต ท้องเสีย และที่สุดพัฒนาไปสู่สภาพการเป็นเอดส์ ที่ร่างกายสูญเสียพลัง น้ำหนักลด เป็นไข้และเหงื่อออก ติดเชื้อราต่างๆ  เกิดอาการติดเชื้อโรคฉวยโอกาสต่างๆ เช่น ระบบทางเดินหายใจ ปอดบวม วัณโรค ท้องเสียอย่างรุนแรง เชื้อราขึ้นสมอง โรคผิวหนัง มะเร็ง และอื่นๆ  แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นทุกโรค ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและจิตใจของแต่ละคน

        เอดส์ถูกค้นพบที่สหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2524 และที่ประเทศไทยพบผู้ป่วยเอดส์รายแรกเมื่อปี 2527 และระบาดจากกลุ่มเสี่ยงอย่างกลุ่มเกย์ ผู้เสพยาเสพติดโดยใช้เข็มฉีดยา หญิงบริการ นักเที่ยว ไปสู่แม่บ้านและประชากรทั่วไป จากไม่กี่ร้อยคนกลายเป็นล้าน มีการรณรงค์อย่างจริงจังจนจำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มลดลง แต่จำนวนรวมยังอยู่หลายแสน และมีผู้เสียชีวิตไปแล้วหลายแสนคน

        วันนี้วงการแพทย์ถือว่าเอดส์เป็นโรคชนิดหนึ่ง แต่สิ่งที่ร้ายแรงเกี่ยวกับเอดส์คือทัศนคติของคนทั่วไปต่อผู้ติดเชื้อและคนเป็นเอดส์ที่มองว่าเป็นคนไม่ดี สำส่อนทางเพศ ติดยาเสพติด ตัดสินความผิดทางศีลธรรม ประณามว่าไม่รับผิดชอบ และอื่นๆ โดยไม่แยกแยะและไม่เข้าใจและไม่เห็นใจ ทำให้คนเหล่านี้จำนวนมากเสียชีวิตทั้งๆ ที่อาการยังไม่หนัก แต่อยู่ไม่ได้ในโลกที่รังเกียจพวกเขา ทอดทิ้งให้พวกเขาอยู่อย่างโดดเดี่ยวในมุมมืดของชีวิต หลายคนแม้แต่ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงก็ไม่เหลียวแลและรังเกียจ

        สถานการณ์เอดส์วันนี้เริ่มดีขึ้น ทัศนคติของคนทั่วไปเริ่มดีขึ้น โดยเฉพาะในชนบท เริ่มมียาราคาไม่แพงเกินไปให้คนจนได้เข้าถึงยาและการรักษาโรคแทรกซ้อนได้มากขึ้น ยาที่ค้นคิดกันตลอดเวลาก็ดูเหมือนว่ามีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เวลาเท่านั้นพิสูจน์ว่า ยามีประสิทธิภาพแบบยั่งยืนหรือแก้ปัญหาเพียงชั่วระยะหนึ่งก่อนที่ไวรัสตัวนี้จะกลายพันธุ์และเริ่มดื้อยา และต้องค้นคิดหายาและวัคซีนกันต่อไป

        เอดส์ยังระบาดในประเทศไทยโดยเฉพาะในหมู่เยาวชนและคนรักเพศเดียวกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวันนี้มียาที่มีประสิทธิภาพสูง ผู้ติดเชื้อจำนวนมากกลับมาดำเนินชีวิตได้เกือบเหมือนคนปกติ ทำให้คนมีทัศนคติผิดๆ ว่าเอดส์เป็นเหมือนเบาหวาน ความดัน เป็นแล้วอาจรักษาไม่หายแต่ก็อยู่ได้ไม่มีปัญหา

        ผู้ติดเชื้อและคนเป็นเอดส์จำนวนมากได้พิสูจน์ว่า ถ้าหากพวกเขาเอาใจใส่ดูแลสุขภาพตัวเองอย่างดี มีครอบครัวอบอุ่น ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงเข้าใจและให้กำลังใจ คนเหล่านี้มีอายุยืนยาว มีสุขภาพกายใจดีกว่าคนทั่วไปเสียอีก หลายคนทำประโยชน์ให้ชุมชน ให้สังคมได้ดีกว่าคนที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวี จนลืมไปเลยว่าเป็นผู้ติดเชื้อก็มี ประเด็นของผู้ติดเชื้อวันนี้คือทำอย่างไรจึงจะอยู่ร่วมกับเชื้อตัวนี้ “อย่างสันติ” และทำอย่างไรชุมชนและสังคมจะอยู่ร่วมกัน “อย่างสันติ” ไม่ว่าคนนั้นจะติดเชื้ออะไร

Wednesday, 10 August 2016 10:29

กีฬารักษ์โลก

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน  10 สิงหาคม 2559

นั่งดูการเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ที่เมืองริโอ เด จาเนโร ประเทศบราซิล 4 ช.ม. เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม 2559 แล้วเกิดความรู้สึกนึกคิดหลายอย่าง

                ประการแรก รู้สึกว่า กีฬาสามารถทำให้ผู้คนที่แตกต่างกันทางเชื่อชาติ ศาสนา สีผิว สถานภาพ และอื่นๆ สามารถเดินทางมาร่วมเล่นกีฬา เชื่อมสามัคคี ก้าวข้ามเขตแดน ข้อจำกัด ความแตกแยก ความขัดแย้งที่รุนแรงทั่วโลก เหมือน 5 ห่วงสัญลักษณ์ของโอลิมปิกที่คล้องสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียว

                มีประเทศเข้าร่วม 206 ประเทศ ซึ่งมากกว่าจำนวนประเทศสมาชิกสหประชาชาติด้วยซ้ำ  เพราะแม้แต่ประเทศเล็กๆ ที่ยังเป็นอาณานิคมของประเทศใหญ่ก็ยังมาแข่งขันในนามตนเอง และที่น่าประทับใจที่สุด คือ แม้แต่คนที่ไม่มีประเทศอยู่อย่างผู้ลี้ภัยยังให้รวมตัวกันคัดตัวแทนมาแข่งขันกับเขาด้วย

                ประการที่สอง ประทับใจการจัดงานเปิดที่เรียบง่าย ไม่อลังการเหมือนครั้งก่อนๆ ไม่ว่าที่ลอนดอนหรือปักกิ่ง โดยครั้งนี้เน้นการแสดงออกที่เป็นสัญลักษณ์เรื่องคุณค่า แม้บราซิลมีอะไรหลายอย่างที่อาจนำมาแสดงแบบเน้นให้เห็นความยิ่งใหญ่อย่างขบวนคาร์นิวัล การเต้นและดนตรีแซมบ้า และกีฬาอย่างฟุตบอล แต่เราก็ได้เห็นสิ่งเหล่านี้เป็นแต่เพียงส่วนประกอบของงานที่เน้นประเด็น “การอนุรักษ์เพื่อการพัฒนายั่งยืน”

Page 1 of 100