phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 30 กรกฎาคม 2557

หนี้คือเครื่องบ่งชี้สถานภาพของสังคม วันนี้หนี้เสียหนี้เน่าในระบบนอกระบบเป็นปัญหาหนักหนาสาหัสอย่างยิ่ง และเกี่ยวโยงไปถึงเศรษฐกิจสังคมของประเทศโดยรวม คนเป็นหนี้แบบไม่มีทางออกก็เป็นทุกข์ กินไม่ได้นอนไม่หลับ สุขภาพเสื่อมโทรม เจ็บป่วย ทำงานหนักสายตัวแทบขาดก็ยังหาเงินได้ไม่พอเพื่อจ่ายหนี้ที่ค้างอยู่ ดอกเบี้ยที่เบ่งบานเป็นดินพอกหางหมู และค่าใช้จ่ายประจำวันที่มีแต่จะเพิ่มขึ้น

                เมื่อรายได้ที่หมู่บ้านไม่พอก็ออกไปหาเงินที่กรุงทพฯ ต่างที่ต่างถิ่นต่างประเทศ ไม่มีทางจริงๆ ก็ขายที่ขายทางใช้หนี้แล้วก็อพยพไปตั้งถิ่นฐานที่อื่น ถิ่นอื่น ในเมือง ในชุมชนแออัด หรือบุกรุกเบิกถางพื้นที่ใหม่ในที่ห่างไกลในป่า ก็คงไม่ต้องบอกว่าป่าอะไร

                ที่ยังดิ้นรนอยู่ที่บ้านหรือในเมือง ยังคิดว่าพอจะมีทางออก ทำมาค้าขาย เช่น แม่ค้าในตลาด ก็ไปกู้ยืมเงินนอกระบบ ดอกเบี้ยเท่าไรพูดไปแล้วขนลุก ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า เมื่อคนเราจนตรอก เท่าไรก็ต้องยอม หวังว่าจะถูกหวยบ้าง หวังว่าจะมีใครมาช่วยด้วยโครงการแบบประชานิยม เพราะเห็นผลทันตาดี

                ปัญหาหนี้สินเป็นปัญหาโครงสร้าง ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ไม่เท่าเทียมทางโอกาสในการเรียนรู้และการพัฒนา ปัญหายุทธศาสตร์และนโยบายการพัฒนาประเทศ แต่การแก้ไขปัญหาโครงสร้างคงต้องใช้เวลา คสช.คงไม่อาจเนรมิตสังคมไทยให้มีความสุขได้ทันทีทันใด

                สังคมไทยป่วยเป็นมะเร็ง วันนี้สิ่งที่คสช.ให้ได้ก็คงเป็นมอร์ฟินสำหรับบรรเทาอาการปวดคนเป็นมะเร็ง ซึ่งหากจะแก้กันจริงๆ ก็ต้องอาศัยทั้งการแพทย์แผนปัจจุบันและแผนไทย อาจต้องกินยา ผ่าตัด ฉายแสง ให้คีโม และผู้ป่วยคงต้องดูแลตัวเองด้วยการกินการอยู่ที่เหมาะสม เพื่อฟื้นฟูสุขภาพให้กลับมา  เป็นมะเร็งใช่ว่าจะตาย ถ้าแก้ไขอย่างเหมาะสมก็หายได้

                คนที่เป็นหนี้สินวันนี้ คงไม่ต้องนั่งรอให้ คสช.มาแก้ไข จัดการกับมาเฟียหนี้นอกระบบ ซึ่งก็กำลังทำอยู่แม้ยังไม่ทั่วถึง แต่แน่ใจหรือว่า ถ้าแก้มาเฟียพวกนี้แล้ว หนี้สินจะหมด จะไม่ไปกู้ใครต่อใครอีก และถ้าทางรัฐบาลจัดให้กู้ในระบบได้ง่ายขึ้นก็อาจเป็นหนี้มากกว่าเดิม และมีปัญหามากกว่าเดิม

                ทางที่ดี แต่ละคน แต่ละครอบครัวต้องเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างทันทีเพื่อแก้ปัญหาให้กับตัวเอง แบบ “จุดเทียนขึ้นมาสักเล่ม ดีกว่านั่งด่าความมืด” อย่างภาษิตจีนว่า

                จุดเทียนที่ว่า คือ การเริ่มต้นออม อ่านถึงตรงนี้หลายคนคงบอกว่า ก็เพลงเก่าๆ เอามาร้องใหม่อีกแล้ว ก็ถูกต้อง ถ้าเพลงเก่ามันเพราะมันดีก็ควรร้องใหม่ได้ เพลงคลาสสิกฟังกันมาเป็นร้อยๆ ปี เล่นกันมาเป็นพันเป็นหมื่นครั้งก็ยังเพราะ

                ประเทศเยอรมนีและประเทศญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง ถูก “ลงโทษ” หนักจากผู้ชนะ แต่โลกก็แปลกใจว่า สองชาตินี้ฟื้นขึ้นมาเป็นอัศจรรย์เศรษฐกิจโลกเพียงสิบกว่าปีหลังสงครามได้อย่างไร คำตอบหนึ่งก็คือ คนสองชาตินี้มีวินัยสูงมาก เมื่อแพ้สงครามก็หันมาฟื้นฟูตนเอง พวกเขาไม่ได้รอให้รัฐบาลใหม่หรือรัฐบาลที่พันธมิตรตั้งขึ้นชั่วคราวเป็นผู้แก้ปัญหาให้ แต่พวกเขาลงมือออม ออม และออม

                การออมอย่างเป็นระบบระเบียบ สม่ำเสมอ แสดงออกถึงวินัยชีวิต วินัยการเงิน นอกจากออมส่วนตัวในสถาบันการเงินแล้ว ยังออมในสหกรณ์ ในกลุ่มออมทรัยพ์รูปบบต่างๆ ทำให้เกิดการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พึ่งพาอาศัยกัน ไว้ใจกัน เงินน้อยที่ออมก็กลายเป็นเงินมาก ก้อนเล็กรวมกันก็กลายเป็นก้อนใหญ่ รวมกันทั้งประเทศกลายเป็นเงินออมก้อนมหึมา นำพาประเทศทั้งสองออกจากวิกฤต ลุกขึ้นมาเดินหน้าอย่างสง่าได้อีก

                คอนราด อเดเนาว์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีคนแรกหลังสงครามโลก ผู้มากอบกู้ฟื้นฟูเยอรมัน เป็นคนที่มีคุณธรรมสูงมาก อดออม และนำประเทศให้รู้จักการออม และสร้างระบบสวัสดิการ ระบบบำเน็จบำนาญจนมีการนำไปใช้ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก  เขาพิสูจน์ว่า อดอยากยากแค้นเพียงใดก็ออมได้ถ้าเข้าใจ

                ทุกๆ ปีคนเยอรมันที่เป็นคาทอลิก ออมเพียง 40 วันก่อนเทศกาลอิสเตอร์ แต่เนื่องจากมีวินัย มีการจัดการดี ออมกันทุกชุมชน ทุกวัด ทุกโรงเรียน ทุกองค์กร หน่วยงาน และทุกครอบครัวที่อาสาออมโดยมีจุดมุ่งหมายนำเงินไปช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา ปรากฎว่า ทุกปีพวกเขาออมเงินได้กว่า 4,000 ล้านบาท รัฐบาลสมทบอีกเท่าตัว จึงมีเงิน 8,000 ล้านบาทเพื่อนำไปช่วยเหลือพัฒนาประเทศต่างๆ

                มูฮัมหมัด ยูนุส ศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ ผู้ไม่ได้อยู่บนหอคอยงาช้าง แต่ก่อตั้งกรามีนแบ้งค์ ธนาคารเพื่อคนจนที่ไม่มีเครดิตไปกู้เงินธนาคารทั่วไป กว่าร้อยละ 95 ของสมาชิกเป็นสตรี ท่านได้รับรางวัลโนเบล ไม่ใช่สาขาเศรษฐศาสตร์ แต่สาขาสันติภาพ เพราะไม่ได้ทำเพียงแต่การออม แต่สร้างวินัยชีวิต วินัยอาชีพ วินัยการเงิน วินัยสุขภาพ เป็นการพัฒนาแบบบูรณาการ ทำให้คนมีความสุข

                ครูชบ ยอดแก้ว คุณครูนักพัฒนาจากหมู่บ้านถึงระดับชาติ ได้ตั้ง “กลุ่มสัจจะออมทรัพย์เพื่อพัฒนาครบวงจรชีวิต” ในโรงเรียนวัดน้ำขาว ที่จะนะ สงขลา เมื่อ 30 ปีเศษมาแล้ว ไม่ใช่เพียงเพื่อออมเงิน แต่เพื่อสร้างวินัยชีวิต สร้างประชาธิปไตยในโรงเรียน สร้างคนให้มีคุณธรรม จนพระอาจารย์สุบิน ปณีโต ไปขอวิชา นำมาเผยแพร่ตั้งกลุ่มออมทรัพย์ครูชบโมเดลได้เกือบทั้งจังหวัดตราด

                พระครูพิพัฒนโชติ หรือพระอาจารย์ทอง เจ้าอาวาสวัดดอน วัดดอยเต่าที่หาดใหญ่ สงขลา ทำ “ธนาคารชีวิต” มาได้ 30 ปีแล้ว ออมวันละบาท คนออมไม่ได้ดอก คนกู้เสียดอก แล้วนำไปพัฒนาชุมชน วันนี้มีเงินกว่า 10 ล้านบาท มีสมาชิกกว่าพันคน ช่วยเหลือคนได้มาก ที่สำคัญ ทำให้คนมาพบกันทุกเดือน ได้แบ่งเบาความทุกข์ และช่วยกันแก้ไขปัญหา ไม่ใช่เพียงมาออมเงิน ซึ่งเป็นเครื่องมือเท่านั้น

                มีตัวอย่างอีกมากมายทั้งในและต่างประเทศ ไม่ต้องไปคิดใหม่ แต่ไปเรียนรู้และนำมาประยุกต์ เผยแพร่และส่งเสริมเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้สังคมไทย ถ้าต้องการปฏิรูปจริง ไม่มีทางอื่น

สยามรัฐสัปดาวิจารณ์  25 กรกฎาคม 2557

ผมไปร่วมงานพัฒนาชุมชนกับองค์กรพัฒนาเอกชนตั้งแต่ปี 2521 ในยุคนั้นมีองค์กรพัฒนาเอกชน ที่เรียกกันว่า NGO อยู่ไม่กี่องค์กร ที่รู้จักกันดีก็มูลนิธิบูรณชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเกิดจากแนวคิดของ ดร.เจมส์ วาย ซี เยน นักคิดนักปฏิบัตินักพัฒนาชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่อพยพไปอยู่ไต้หวันหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อตั้งขบวนการฟื้นฟูบูรณะชนบท ขยายไปยังฟิลิปปินส์ แล้วมาที่ประเทศไทย

                สภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนาและสภาคริสตจักรเป็นอีกสององค์กรที่ทำงานพัฒนาสังคม มีการประสานงานกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยการจัดการประชุมสัมมนาร่วมกันบ่อยๆ  

                เมื่อปี 2524 สภาคาทอลิกฯ จัดให้มีการสัมมนาเรื่องวัฒนธรรมกับการพัฒนาชุมชนขึ้นที่สวางคนิวาส เชิญนักวิชาการ นักพัฒนา ผู้นำชุมชน มาร่วมด้วยกว่าร้อยคน จำได้ดีว่ามีอาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา อาจารย์สุริชัย หวั่นแก้ว จากจุฬาฯ อาจารย์บัณฑร อ่อนดำ จากธรรมศาสตร์ คุณบำรุง บุญปัญญา และนักพัฒนาอีกหลายคนที่ออกมาจากมูลนิธิบูรณชนบทฯ รวมทั้งผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ซึ่งอยู่ในช่วงเปลี่ยนวิถีชีวิต

                การสัมมนาครั้งนั้นนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์การพัฒนาของสังคมไทยก็ว่าได้ เพราะทำให้คนกลุ่มหนึ่งที่คลุกคลีอยู่กับการพัฒนาชุมชนกลับมาคิดทบทวนถึงแนวทางที่ทำอยู่อย่างถึงรากถึงโคน ประเมินและวิพากษ์ตนเองว่า ที่ทำอยู่นั้นได้ผลจริงหรือ ผิดพลาดล้มเหลวเพราะอะไร

                เวทีย่อยหลังจากนั้นเป็นการพบกันระหว่างนักพัฒนาเอกชนหลักๆ จากสภาคาทอลิกฯ อย่างคุณพ่อนิพจน์ เทียนวิหาร และนักพัฒนาของมูลนิธิบูรณชนบทฯ อย่างคุณบำรุง บุญปัญญา คนทำงานในหน่วยงานเหล่านี้มีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการตั้งคำถามและหาคำตอบด้วยกัน มีสุรเชษฐ เวชชพิทักษ์ วิชิต นันทสุวรรณ สมพจน์ สมบูรณ์ มานพ อุดมเดช สุภาพร พงศ์พฤกษ์ เป็นต้น

                ผมได้ร่วมในกระบวนการเรียนรู้นี้ ซึ่งสรุปได้ด้วยคำถาม 25 ข้อ ที่เราถามตัวเองและหาคำตอบ เป็นคำถามที่ทำให้เราเกิดความรู้ความเข้าใจได้แจ่มแจ้งว่า แท้ที่จริงแล้ว เราไม่ได้เข้าใจชุมชน เราไม่ได้เข้าใจความรู้สึกนึกคิด ไม่ได้เข้าใจปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของพวกเขา ไม่ได้เข้าใจทุนและทรัพยากรท้องถิ่นที่พวกเขามี ไม่ได้เข้าใจภูมิปัญญาของพวกเขา  เราไม่ได้เข้าใจวิถีและวัฒนธรรมของชุมชน

                ที่ผ่านมา องค์กรพัฒนาเอกชนได้วิพากษ์วิจารณ์หน่วยงานของรัฐ ข้าราชการว่าไปครอบงำชาวบ้าน ไปทำงานแบบ top-down หรือแบบสั่งการ ทำให้ชาวบ้านอ่อนแอ พึ่งตนเองไม่ได้ แต่คำถาม 25 ข้อ ทำให้เอ็นจีโออย่างพวกเรายอมรับว่า ตัวเองก็ผิดพลาดล้มเหลวพอๆ กัน ไปครอบงำชาวบ้านเหมือนกัน แต่ด้วยวิธีที่แนบเนียนกว่า ไปกินไปนอนในหมู่บ้าน ทำตัวเป็นลูกหลานชาวบ้าน แต่เอาเข้าจริงก็ยังคิดว่าตนเองรู้ดีกว่าชาวบ้าน ยังไปบอกไปสอนชาวบ้านว่าให้คิดอย่างไร ให้ทำอย่างไร ยังเชื่อว่าตนเองเหนือกว่าชาวบ้าน เพราะเรียนมาสูงกว่า จบมหาวิทยาลัย

                แท้ที่จริง การที่ชาวบ้าน “ครับผม” กับเราไม่ได้แปลว่าพวกเขาเห็นด้วยเสมอไป แต่เพราะเราไปพร้อมกับโครงการ งบประมาณต่างหาก ด้วยเหตุนี้ โครงการต่างๆ จึงล้มเหลว เงินหมดก็ทำโครงการใหม่ ผู้นำชาวบ้านหลายคนกลายเป็นนักล่าโครงการ ปรากฏการณ์ที่ยังเห็นได้ถึงทุกวันนี้

                คำถาม 25 ข้อ ตีพิมพ์เป็นหนังสือเล่มเล็ก แปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย เป็นแนวทางสำรวจตัวเองที่ทำให้เรากลับไปตั้งหลักใหม่ เพื่อจะได้เดินหน้าให้ถูกทิศถูกทาง

                ความจริง ฐานคิดเรื่องวัฒนธรรมชุมชนมีมานานก่อนหน้านั้น โดยคุณพ่อนิพจน์ เทียนวิหาร อาจารย์กาญจนา แก้วเทพ รวมทั้งไพศาล วงศ์วรสิทธิ์ (ต่อมา คือ พระไพศาล วิสาโล) และอีกบางคนที่ทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรสิทธิฯ ที่ไปฝึกอบรม จำไม่ได้ว่านานเท่าใดที่ปารีส ที่ INODEP  (Ecumenical Institute for the Development of Peoples) องค์กรระหว่างศาสนาเพื่อการพัฒนา

                องค์กรนี้นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ก่อกำเนิดมาจากเปาโล แฟรร์ (Paolo Freire) กูรูด้านการศึกษากับการพัฒนาชาวบราซิล เขาเป็นผู้อำนวยการคนแรก ต่อมามีผู้นำสำคัญอย่างฟิลิป พรังแชตต์ ชาวมอรีเชียสและสิทธัตถะ ชาวอินเดีย ทั้งสองคนนี้เคยมานำการฝึกอบรมให้นักพัฒนาเอกชนในเมืองไทย เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการฝึกอบรมเพื่อการเปลี่ยนแปลง  การค้นหาศักยภาพของตนเอง รู้จักตนเอง

                เครื่องมือวิเคราะห์สังคมของสถาบันนี้เป็นแนวมาร์กซิสต์  ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเพื่อเข้าถึงความเป็นจริงของสังคม แต่กระนั้น สถาบันนี้ก็มิได้เห็นด้วยกับมาร์กซ์ทั้งหมด เพราะมักจบลงด้วยการใช้ความรุนแรง สถาบันนี้เห็นด้วยกับอันโตนิโอ กรัมชี มาร์กซิสต์ชาวอิตาเลียนมากกว่าที่โต้แย้งมาร์กซ์ว่า การครอบงำทางวัฒนธรรมต่างหากที่หนักหนาสาหัส ที่เรียกกันว่า hegemony ที่ครอบงำอย่างแนบเนียน โดยคนที่ถูกครอบงำไม่รู้ตัวและยอมรับโดยไม่ต่อต้านโต้เถียง

                หนังสือ Pedagogy of the Oppressed ของเปาโล แฟรร์ แปลเป็นไทยว่า การศึกษาของผู้ถูกกดขี่ เป็นหนังสือต้องห้ามและถูกเผาที่สนามหลวงหลัง 6 ตุลาฯ เป็นฐานคิดสำคัญของสถาบันนี้ และของการศึกษาเพื่อความเป็นไท ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกวันนี้

            เปาโล แฟรร์ คือ ผู้ที่บอกว่า “ไม่มีใครรู้ทุกอย่าง ไม่มีใครไม่รู้อะไรเลย มีแต่ผู้รู้บางอย่างและไม่รู้บางอย่าง” ด้วยเหตุนี้ การเรียนรู้จึงควรเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไม่ใช่ผู้รู้ไปสอนผู้ไม่รู้ ไม่มีคนฉลาดและคนโง่ แต่มีคนที่ถูกทำให้โง่ หรือถูกทำให้คิดว่าตนเองโง่จนกระทั่งเชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ อันนี้เป็นข้อสรุปจากการครอบงำทางวัฒนธรรม (hegemony เคยแปลว่า ลัทธิครองความเป็นเจ้า วันนี้แปลกันว่า อำนาจนำ)

                วัฒนธรรมชุมชนได้กลายเป็นฐานคิดใหม่ของกระบวนการพัฒนาชุมชนในสังคมไทย อย่างน้อยแกนนำทางด้านนี้ในองค์กรพัฒนาเอกชนเชื่อเช่นนี้และลงมือปฏิบัติ โดยเน้นการเรียนรู้ของชุมชนในการค้นหารากเหง้าของตนเอง พัฒนาจิตสำนึกใหม่ เน้นการเรียนรู้ การวิจัยเพื่อการเปลี่ยนแปลง การวิจัยแบบที่ประชาชนไม่ใช่ผู้ถูกวิจัย แต่เป็นผู้ร่วมวิจัย การพัฒนาที่ประชาชนไม่ใช่ผู้ถูกพัฒนา แต่เป็นผู้ร่วมการพัฒนาในฐานะที่เป็น subject ผู้กระทำ ไม่ใช่ object ผู้ถูกกระทำ

                มีนักวิชาการที่มีความเห็นแย้งและวิจารณ์ว่า คนที่ใช้แนวคิดวัฒนธรรมชุมชนเป็นพวกชุมชนนิยม โหยหาสวรรค์หาย อยากกลับไปหาอดีต  ผมเป็นคนหนึ่งที่ถูกวิจารณ์ในทำนองนี้ในเวทีสัมมนาไทยศึกษาระหว่างประเทศ และในประเทศ โดยไม่เคยตอบโต้ ได้แต่พยายามเรียนรู้และหาคำตอบมาเรื่อยๆ จนถึงวันนี้ เชื่อว่า วันหนึ่งคำตอบอาจปรากฏขึ้นมาเองโดยไม่ต้องตอบก็เป็นได้

สยามรัฐรายวัน 23 กรกฎาคม 2557

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างนักกีฬากับโค้ช การวิพากษ์วิจารณ์ส่วนใหญ่พุ่งไปที่นักกีฬาที่ไม่มีวินัย และกระทบคนไทยทั่วไปว่า เป็นคนไม่มีวินัย ทำอะไรได้ตามใจคือไทยแท้  คสช. กำลังพยายามจัดระเบียบสังคม ทำให้คนมีวินัยมากขึ้น

                ความจริง คนไทยมีวินัยได้ถ้ามีการฝึกฝน ถ้ามีการจัดการที่ดี อย่างกรณีมวยไทยที่อยากเขียนถึงวันนี้ เป็นกรณีตัวอย่างของเครื่องมือการฝึกฝนคนให้มีวินัย มวยไทยมีคุณค่าและความหมายมาก อยากให้คนไทยหันมาเรียนมาฝึกมวยไทยกันให้มาก หาก คสช.เห็นความสำคัญ ส่งเสริม ก็จะไปได้เร็ว

                จนถึงเมื่อไม่นานมานี้ มวยไทยเป็นอะไรที่พ่อแม่คนชั้นกลาง คนมีเงินไม่ค่อยสนใจให้ลูกไปฝึกไปเรียน เพราะภาพลักษณ์ของมวยไทยเป็นภาพของความรุนแรง เป็นเรื่องของคนที่เอาร่างกายและความเจ็บปวดไปแลกกับเงิน เพราะเป็นคนจน คนบ้านนอก ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า

                มวยไทยที่รู้กันตอนนั้นเป็นมวยที่ต่อยกันบนเวที ตั้งแต่งานวัดไปจนถึงราชดำเนินลุมพินี เป็นมวยตู้ที่ดูกันตอนแรกก็เสาร์อาทิตย์ ต่อมาก็ดูถ่ายทอดสดกันเกือบทุกวัน เป็นการพนัน เป็นธุรกิจ เป็นแหล่งมั่วสุม อบายมุข และเป็นอะไรต่อมิอะไรที่ไม่ดีเอาเสียเลย

                มีค่ายมวยไทยในต่างประเทศหลายหมื่นค่าย บางข้อมูลบอกว่ามี 2 หมื่น บางคนบอกว่า 5-6 หมื่น เอาเป็นว่ามากก็แล้วกัน และยิ่งมีการต่อสู้แบบผสม (MMA Mixed Martial Arts) หรือการจัดการแข่งขันการการต่อสู้แบบรุนแรงสุดขั้ว (UFC Ultimate Fighting Championship) หรือรายการอื่นๆ อย่าง K1 ที่โด่งดัง ก็ทำให้มวยไทยเป็นที่รู้จักและยอมรับไปทั่วโลกในด้านความรุนแรง โหด และมีประสิทธิภาพ

                ภาพมวยไทยในสายตาของต่างชาติจึงยังเป็นเรื่องการต่อสู้ที่รุงแรงไปถึงโหดร้ายมากกว่าเป็นศิลปะป้องกันตัว ยังเป็นธุรกิจมากกว่าการกีฬา ยังจำกัดอยู่ในแวดวงของคนที่ชอบการต่อสู้โหดๆ สุดขั้วเท่านั้น

                เมื่อก่อนนี้มีแต่ข่าวการตื่นตัวเรื่องมวยไทยในต่างประเทศ แต่ก็เป็นเรื่องของนักมวย โดยเฉพาะฝรั่งตัวใหญ่ๆ ที่มาฝึกมวยไทย หัดใช้อาวุธที่พวกเขาไม่คุ้นเคย อย่างศอก เท้า เข่า พร้อมกับแม่ไม้มวยไทย และหลายคนก็ทำได้ไม่แพ้คนไทย กลายเป็นแชมป์มวยไทยระดับโลกไปก็มี

สักประมาณสิบกว่าปีมานี้ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในบ้านเรา มีการเสนอหลักสูตรปริญญาตรี โท เอก มวยไทยเข้ามหาวิทยาลัย มีคนมาเรียนเพื่อนำไปฝึกไปสอนไม่ใช่ในค่ายมวยอย่างเดียว แต่ในโรงเรียน ในสถานศึกษา ในฟิตเนส ศูนย์สุขภาพ ศูนย์การค้า และมีการตั้งค่ายมวยไทยฝึกสอนในฐานะศิลปะป้องกันตัว เพื่อสุขภาพ เพื่อการแสดง

                มีคนเรียนมวยไทยกันมาก ตั้งแต่เด็ก เยาวชน ผู้หญิง ผู้ใหญ่ มีการนำมวยไทยไปใช้ในการออกกำลังกาย การเต้นแอโรบิก การประยุกต์มวยไทยให้คนทุกเพศทุกวัยได้ใช้เพื่อการออกกำลังกายและป้องกันตัว ที่กรุงเทพฯ มียิมหรือค่ายมวยที่เปิดสอนมวยไทยเช่นนี้หลายร้อยยิม และเกิดใหม่ไม่ยอมหยุด

                ก่อนนี้มีแต่ครูมวยและนักมวยไทยดังๆในอดีตที่หันมาเปิดค่ายมวยสำหรับคนทั่วไป ทำได้ดี หลายคนต้องขยายไปหลายสาขา วันนี้มาดารา มีคนดัง นักธุรกิจที่เริ่มหันมาเปิดยิม เปิดที่ฝึกสอนมวยไทย

                อาจารย์วิชิต ชี้เชิญ เป็นผู้บุกเบิกสำคัญคนหนึ่ง ทำมวยไทยไปเผยแพร่ตามสถานศึกษา โรงเรียน สถาบันต่างๆ ทั่วประเทศ ฝึกสอนให้ใช้มวยไทยในการป้องกันตัว การออกกำลังกาย และในการแสดงเป็นกลุ่มเป็นร้อยคนพันคนเต็มสนาม ที่เรียกกันว่า นาฎมวยไทย เพื่อประกอบงานพิธีประจำอำเภอ จังหวัด อย่างการเปิดปิดการแข่งขันกีฬา การเปิดปิดงานเทศกาลต่างๆ

                มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง โดยการบุกเบิกและการนำของ ดร.ชาญชัย ยมดิษฐ เปิดการเรียนการสอนมวยไทยถึงระดับปริญญาเอกหลายปีแล้ว เป็นหลักสูตรที่ไม่ได้มุ่งเน้นแต่เรื่องเทคนิกการต่อสู้ แต่สอนเรื่องปรัชญามวยไทย คุณค่าและความหมายของศิลปะที่เป็นมรดกภูมิปัญญาของไทยด้วย

                มวยไทยเป็นศิลปะป้องกันตัว ไม่ใช่เครื่องมือเพื่อไปข่มเหงทำร้ายคนอื่น มวยไทยไม่ได้มีเกียรติมีศักดิ์ศรีด้อยไปกว่าศิลปะป้องกันตัวอย่าง กังฟู ยูโด คาราเต้ เทควนโด ที่มวยไทยดูเหมือนด้อยกว่าเป็นเพราะภาพลักษณ์ที่เราไปสร้างให้มวยไทยอย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นต่างหาก

                มวยจีน เกาหลี ญี่ปุ่น เรียกกันได้เต็มปากว่า ศิลปะป้องกันตัว เพราะเขาเน้นตรงนั้นจริงๆ และเขามี “ปรัชญา” กำกับตลอดเวลา เขาให้คุณค่าและความหมายแก่ศิลปะของเขาว่าเป็นอะไรมากไปกว่าเพียงแต่เทคนิกการเตะต่อย แต่เป็นการแสดงออกถึงตัวตนทั้งหมดของคนคนหนึ่ง หมายถึงทั้งร่างกายและจิตใจ

นั่นคือ จิตวิญญาณหรือสปีริตของสิ่งที่เรียกว่า “ศิลปะ” ที่ใช้เป็นเครื่องมือฝึกฝนคนทั้งร่างกายและจิตใจ  ฝึกสมาธิ ฝึกวินัย ฝึกคุณธรรม เป็นเครื่องมือการสร้างคน พัฒนาคนจริงๆ

เข้าใจมวยจีนเช่นนี้ เราจึงเห็นพระที่วัดเส้าหลินฝึกฝนจนเลื่องลือ และพัฒนาท่ามวยต่างๆ จนกลายเป็นสำนักมวยจีนที่มีชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบัน พระท่านไม่ได้ฝึกมวยเพื่อไปต่อยตีกับใคร แต่ฝึกฝนให้แข็งแกร่งทั้งร่ายกายและจิตใจ มีความกล้าหาญและความเชื่อมั่นในตัวเอง มีอันตรายมาปัญหาเกิดก็สามารถป้องกันตนเองและแก้ไขได้ ไม่ใช่เพียงแต่การใช้มวย แต่ด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง สมาธิที่แรงกล้า หาทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

ในสารคดีที่เกี่ยวกับการฝึกสอนเด็กที่วัดเส้าหลิน อาจารย์ผู้สอนบอกว่า เด็กต้องฝึกฝนเรื่องการมีวินัยและคุณธรรมไปพร้อมกัน โดยไม่ได้แยกเป็นเรื่องๆ อย่างๆ แต่กลมกลืนอยู่ในการฝึกฝนทุกกระบวนท่าภายนอก และการฝึกกำลังภายใน การฝึกให้คนมีสติ มีสมาธิ มีคุณธรรม มีน้ำใจ มีเมตตา ความกล้าหาญ มีความซื่อสัตย์ต่อตัวเองและต่อผู้อื่น ช่วยเหลือปกป้องผู้ที่อ่อนแอและต้องการความช่วยเหลือ

ถ้าสถานศึกษาบ้านเราให้ความสำคัญกับการฝึกฝนมวยไทยอย่างเข้าใจคุณค่าและความหมายจริงๆ เด็กไทยจะเป็นคนมีวินัย มีความเข้มแข็ง มีคุณธรรม มีเมตตา ให้อภัย ไม่ยกพวกตีกันอย่างที่ยังเห็นอยู่วันนี้

Page 1 of 32