phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐสุปดาห์วิจารณ์ 19 ธันวาคม 2557

ระหว่างปี 2529-2536 มูลนิธิหมู่บ้านได้ทำงานส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนด้วยการประสานให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้นำและองค์กรชุมชน ได้ทำให้เกิดเครือข่ายขึ้นมาหลายเครือข่ายดังที่ได้เล่าในคอลัมน์นี้ตั้งแต่ต้น

                ในภาคอีสาน ได้เกิดเครือข่ายอุ้มชูไทอีสาน ซึ่งเป็นเครือข่ายระดับภาค  แรกๆ ก็ประชุมกันถี่ เดือนละครั้ง ต่อมาก็ค่อยๆ ห่างออก เพราะผู้นำและสมาชิกเครือข่ายลงความเห็นว่า น่าจะเน้นการทำงานในพื้นที่ของแต่ละคนให้มาก ขยายฐานในระดับจังหวัดให้หนักแน่น

                นั่นคือที่มาของเครือข่ายอินแปง เครือข่ายที่นครราชสีมา ที่ร้อยเอ็ดและมหาสารคาม ที่ขอนแก่นและที่บุรีรัมย์  เครือข่ายที่จังหวัดสุดท้ายนี้พัฒนาขึ้นมาช้ากว่าที่อื่น แม้ว่าจะมีปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำเก่งๆ หลายคน อย่างผู้ใหญ่ผาย สร้อยสระกลาง คุณคำเดื่อง ภาษี ซึ่งก็มีเครือข่ายเล็กๆ ในพื้นที่ของตนเอง อย่างเครือข่ายอีโต้น้อย ของผู้ใหญ่ผาย ซึ่งมีสมาชิกอยู่ในไม่กี่ชุมนรอบๆ บ้านสระคูณ

                การเกิดขึ้นของเครือข่ายเป็นเรื่องยาก แต่ละจังหวัดมีลักษณะเฉพาะที่ไม่สามารถเอารูปแบบที่อื่นมาสวมลงไปอย่างง่ายๆ ได้ อย่างที่เคยพยายามเอารูปแบบเครือข่ายสงขลามาใช้ที่นครศรีธรรมราชไม่สำเร็จ ที่บุรีรัมย์ก็เช่นเดียวกัน จะทำแบบเครือข่ายอินแปงที่สกลนครและจังหวัดแถวภูพานก็ทำไม่ได้

                แต่บุรีรัมย์ก็เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงที่จะเกิดเครือข่าย เป็นจังหวัดที่ผู้เขียนได้ลงไป “ลุย” เองมากกว่าทุกแห่ง และได้พบว่า นอกจากเครือข่ายอีโต้น้อย ยังมีแกนนำที่กำลังสร้างเครือข่าย หรือมีศักยภาพที่จะทำให้เกิดเครือข่ายในตำบลหรืออำเภอของตนเองได้

                ด้วยเหตุนี้ จึงได้เชิญแกนนำเหล่านี้พร้อมกับสมาชิกใกล้ชิดมาร่วมพบปะเสวนาแลกเปลี่ยนกันหลายครั้ง จนรู้จักมักคุ้นและสนิทสนมกัน ไม่นาน 7 ก๊ก 7 กลุ่มแกนนำก็ค่อยๆ ผสมกลมกลืนกลายเป็นเครือข่าย มีผู้ใหญ่ผายกับกลุ่มอีโต้น้อย แม่บุพผากับกลุ่มจากห้วยศาลา ลำปลายมาศ กลุ่มอาจารย์เคลื่อน จากอำเภอเมือง กลุ่มกำนันวิรัตน์และกลุ่มผู้ใหญ่ทองคำจากอำเภอพลับพลาชัย กลุ่มผู้ใหญ่ทองหล่อจากพุทไธสง

                แต่ละกลุ่มมีกิจกรรมของตนเอง บางกลุ่มโดดเด่นเรื่องเกษตรผสมผสาน บางกลุ่มเรื่องออมทรัพย์ กลางกลุ่มมีกองทุนและสวัสดิการ เมื่อได้มาพบกันจึงได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ยิ่งเมื่อมูลนิธิหมู่บ้านได้พาพวกเขาไปเยี่ยมเยียนเครือข่ายภาคใต้ กลุ่มชาวบุรีรัมย์ก็กลับมาเต็มไปด้วยพลัง และพร้อมที่จะร่วมมือกันสร้างเครือข่ายของตนเองให้เข้มแข็งอย่างที่ได้ไปเห็นมาที่ภาคใต้

                เราได้เชิญครูบางคนจากบุรีรัมย์เข้าร่วมเครือข่ายไปดูงานภาคใต้ ปรากฏว่าได้ผลเกินกว่าที่คาดคิด ครูเหล่านี้ได้เรียนรู้และนำเอาประสบการณ์หลายอย่างมาใช้ที่บ้านของตนเอง โดยเฉพาะครูจำลองที่สตึก ที่กลับมาพัฒนากลุ่มออมทรัพย์ที่มีสวัสดิการแบบครูชบ ยอดแก้วและน้าเคล้า แก้วเพชร ที่สงขลา

ส่วนอาจารย์เคลื่อน นาราช ซึ่งเกษียณอายุแล้ว แต่ยังทำงานเพื่อชุมชน พยายามนำความคิดเรื่องการทำกลุ่มออทรัพย์พร้อมสวัสดิการมาให้ชาวบ้านบัว อำเภอเมืองบุรีรัมย์ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครสนใจ ตอบเหมือนๆ กันหมดว่า พวกเรายากจนกว่าคนใต้ ไม่มีเงิน

อาจารย์เคลื่อนรู้ดีว่า ปัญหาใหญ่ไม่ใช่ไม่มีเงิน แต่เป็นเพราะเคยทำมาแล้วแต่ล้ม จึงไม่มีใครอยากลองให้เสียเวลา จึงตอบปัดๆ ไป แต่อาจารย์เคลื่อนก็ไม่ยอมแพ้ หาวิธีการที่จะจูงใจชาวบ้านให้เห็นความสำคัญของการออม และการสร้างระบบสวัสดิการของตนเอง ไม่ใช่รอแต่รัฐหรือใครภายนอกมาช่วย

วันหนึ่งในการประชุมที่วัด อาจารย์เคลื่อนก็เสนอเรื่องการออมทรัพย์อีก ชาวบ้านก็พูดเป็นเสียงเดียวกันอีกว่า ไม่มีเงินที่จะออมหรอก จะซื้ออยู่ซื้อกินก็ยังจะไม่มี จะเอาที่ไหนไปออม  อาจารย์เคลื่อนมาครั้งนี้พร้อมกับข้อมูลแบบคนที่เคยเรียนวิชาครู

เขาบอกชาวบ้านว่า ที่พูดกันว่า คนบ้านเราไม่มีเงินที่จะออมก็คงไม่ผิดนัก เพราะผมไปถามร้านค้าในหมู่บ้าน รวมเงินที่ร้านทั้งหมดขายเหล้าได้ 6 หมื่นบาท และไปถามคนขายหวยได้ความว่า เดือนหนึ่งๆ เขาขายหวยได้ประมาณ 5 หมื่นบาท แปลว่า ทุกเดือน พวกเราชาวบ้านมีเงินจ่ายค่าเหล้ากับค่าหวยมากกว่าแสน ถึงว่า ทำไมไม่ค่อยมีเงินไปซื้ออยู่ซื้อกิน และทำไมไม่มีเงินมาทำกลุ่มออมทรัพย์

แล้วอาจารย์เคลื่อนก็รุกต่อไปว่า ผมไม่บังอาจบอกให้พี่น้องเลิกกินเหล้าเลิกเล่นหวยหรอก ขอร้องเพียงว่า เอาเงินค่าเหล้าค่าหวยสัก 10 เปอร์เซ็นต์มาออมจะได้ไหม พี่น้องรู้ไหมว่า แค่ลดการกินเหล้าซื้อหวยร้อยละ 10 เราจะได้บุญได้ผลเป็นออมทรัพย์เงินล้านภายในไม่กี่ปี และถ้าเรามีความมุ่งมั่นและออมกันให้มากกว่านี้ และมีสมาชิกให้มากๆ ปีเดียวก็อาจเห็นเงินล้านแล้ว

อาจารย์เคลื่อนเป็นผู้นำผู้ก่อการ เป็นที่ปรึกษา รวมทั้งอาศัยวัด ซึ่งเจ้าคณะจังหวัดก็พอดีเป็นกัลยาณมิตรของท่าน เลยอาศัยเป็นที่ตั้งกลุ่มออมทรัพย์ ภายในปีเดียวชาวบ้านก็ได้เห็นเงินล้านจริงๆ

อาศัยผู้นำแกนนำที่มีคุณธรรมและมีวิธีการในการทำงานที่ดีทำให้เครือข่ายบุรีรัมย์พัฒนาขึ้นมาในอีกแบบหนึ่งที่แตกต่างจากอินแปง เพียงแต่พวกเขาไม่มีสำนักงานศูนย์กลางของเครือข่ายเหมือนอินแปงแต่ก็พบทุกเดือนที่วิทยาลัยเกษตร ซึ่งได้สงเคราะห์ให้ที่ประชุมตั้งแต่ต้นมาจนบัดนี้ มีสถานีวิทยุเผยแพร่ข่าวสารเรื่องราวดีๆ ไปทั่วจังหวัดอีกด้วย

การพบกันทุกเดือนเป็นโอกาสได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้ร่วมกันแก้ปัญหาต่างๆ ได้ทำกลุ่มออมทรัพย์เครือข่าย และเริ่มมีกองทุนกลางขึ้นมา เริ่มประสานให้เกิดการทำงานร่วมกัน ในปี 2539 ได้รับทุนล้านกว่าบาทจาก “กองทุนน้ำบวกใจถวายในหลวง” เพื่อให้ขุดบ่อ 100 บ่อเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ และการทำเกษตรผสมผสาน

เครือข่ายนี้คงเป็นกลุ่มเดียวกระมังที่ทำให้ 100 บ่อ กลายเป็น 300-400 บ่อในเวลาต่อมา เพราะมีการบริหารจัดการทุนที่ได้รับมาแบบให้สมาชิกยืม เมื่อได้เรียนรู้และมีพี่เลี้ยง ทำงานได้ผลก็คืนเงิน ทางเครือข่ายก็ให้สมาชิกคนอื่นยืมต่อ จึงได้ขยายไปเรื่อยๆ มีบางรายที่ไม่ได้ผลและไม่ได้คืนเงิน แต่โดยรวมแล้วถือว่าทำได้สำเร็จ ไม่ได้มีแต่บ่อร้างเหมือนที่ปรากฏให้เห็นทั่วไป

ประธานเครือข่ายพัฒนาชาวบุรีรัมย์ คือ ทองคำ แจ่มใส กำนันชาวกุยแห่งตำบลม่วงหวาน-โคกเจริญ พลับพลาชัย  ที่มีความเป็นผู้นำที่โดดเด่นมาก จึงไม่แปลกที่รัฐบาลสมัยคุณทักษิณได้เลือกเขาเป็นผู้แทนคนอีสานคนเดียวร่วมเดินทางไปดูงานโอทอปที่เมืองโออิตะ ประเทศญี่ปุ่น ชาวกุยหรือส่วยจึงไม่ได้เก่งแต่เลี้ยงช้าง แต่เป็นผู้นำชุมชนระดับปัญญาชนชาวบ้านที่ “บูรณาการ” เป็นและได้ผล

สยามรัฐรายวัน 17 ธันวาคม 2557

งานโอทอปปลายปีนี้ที่เมืองทองธานี (16-24 ธ.ค.) อาจจะไม่ดีในยามเศรษฐกิจฝืด แต่ก็เป็นโอกาสดีที่จะได้ช่วยกันคิดค้นหาแนวทางในการพัฒนา เพราะศักยภาพในเรื่องนี้มีสูงมาก  ศักยภาพหมายถึงพลังที่ยังฝังอยู่ข้างใน เป็นความสามารถที่ยังไม่พัฒนาหรือยังไม่พัฒนาเต็มที่

                ผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น จากวิถีไทยในวัฒนธรรมดั้งเดิมมีมาแต่ไหนแต่ไร แต่มา “บูม” เอาตอนที่เราไปเห็น ”โอทอป” ของญี่ปุ่น แต่เราก็ไปเอาแต่เพียงรูปแบบบางอย่างเท่านั้น ไม่ได้ไปเรียนรู้ เนื้อหาและกระบวนการของโอทอปนั้นว่าเขาทำกันอย่างไร

                ด้วยเหตุนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่จากเมืองโออิตะมาเมืองไทยเมื่อหลายปีก่อนถูกถามว่า โอทอปไทยต่างจากโอทอปญี่ปุ่นอย่างไร เขาจึงตอบว่า ที่บ้านเขา เขาใช้เวลาถึง 20 ปีเพื่อพัฒนาคน ผลิตภัณฑ์และระบบการจัดการ ขณะที่ของไทยเราใช้เวลาเพียงสองปีในการพัฒนาผลิตภัณฑ์

                เขาคงไม่ได้ชมเป็นแน่ และคนไทยโดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวกับนโยบายก็คงไม่ได้เข้าใจคำตอบที่ว่านี้ เราถึงมีแต่ผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่นเต็มไปหมด แต่ยังมีปัญหาเรื่องความรู้ความเข้าใจของคนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ “เจ้าของ” ที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์ คือ ชุมชน ชาวบ้าน ไม่ใช่พ่อค้า ข้าราชการ นักวิชาการที่มีเงิน มีความรู้ มีการจัดการดีกว่า ก็ไปเอาประโยชน์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น ชาวบ้านเป็นเพียงผู้ผลิตและแรงงานถูกๆ เท่านั้น

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 12 ธันวาคม 2557

เมื่อปี 2523 ชาวบ้าน 30 คนรวมกลุ่มกันเพื่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์ที่คลองเปียะ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา มีเงินออม 2,800 บาท  เมื่อปี 2534 กลุ่มออมทรัพย์นี้ฉลองครบ 12 ปี มีเงิน 12 ล้านบาท ปี 2557 คลองเปียะมีสมาชิกอยู่ประมาณ 7,000 คน มีเงินออมและหมุนเวียนอยู่เกือบ 400 ล้านบาท

                ตอนที่พวกเขามีเงินออมไม่กี่หมื่นบาท และปรับระเบียบต่างๆ ที่กรมการพัฒนาชุมชนเคยกำหนด ได้รับการปรามาสจากข้าราชการว่า ไม่ถึงแสนหรอก เดี๋ยวก็แตก แล้วพวกเขาก็ไปถึงแสน ข้าราชการก็บอกอีกว่า ไม่กี่แสนเดี๋ยวก็ทะเลาะกัน พวกเขาก็อยู่จนเกิน 500,000

                ข้าราชการบอกว่า ไม่ถึงล้านก็คงไปก่อน พวกเขาก็ถึงล้านและหลายล้าน ถึงร้อยล้าน และหลายร้อยล้าน และยังบอกอีกว่า ท่าจะได้เห็นเงินพันล้านอีกไม่นาน มีข้าราชการอยากเข้าไปตรวจสอบและหาทางให้เสียภาษี และทำท่าจะเอาเรื่อง

                หลายปีก่อน คุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ขอให้ผมนำเขาและผู้บริหารธนาคาร KFW หรือธนาคารฟื้นฟูประเทศของเยอรมันลงไปคลองเปี่ยะ พวกเขาอยากรู้ว่า กลุ่มออมทรัพย์ที่ไม่จดทะเบียนแล้วมีเงินมากมายพร้อมสวัสดิการอยู่ได้ อย่างไร ไม่มีปัญหา

Page 1 of 46