phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

(รียนผู้อ่านทุกท่าน ตั้งแต่นี้ไป จะนำบทความมาลงสัปดาห์ละ ๒ ครั้ง วันพุธ เป็นบทความที่ลงในสยามรัฐรายวัน และวันจันทร์ บทความที่ลงในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ และอาจมีข้อเขียนอื่นอีกเป็นครั้งคราว ขอบคุณที่ติดตามและสำหรับความเห็น วิจารณ์ ติชมที่ส่งมาทางอีเมล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ผมเป็นคนบ้านนอก เข้ามาอยู่กรุงเทพฯ จริงๆ เมื่อกลางปี 2521 เป็นอาจารย์ประจำที่คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยากาศเมืองไทยยังค่อนข้างตึงเครียดหลัง 6 ตุลาฯ มาเป็นรัฐบาลหอย อยู่ได้ปีเดียวก็เกิดรัฐประหารอีกรอบโดยทหารคณะเดียวกัน เข้าสู่ทศวรรษประชาธิปไตยครึ่งใบ

                ผมเป็นนักเรียนปรัชญา เรียนมาทั้งตรีโทเอก ได้เรียนมานุษยวิทยา สังคมวิทยา และจิตวิทยาสังคมเป็นวิชารอง แต่ก็สนใจปัญหาสังคม ปัญหาชีวิตจริงของผู้คน การเรียนปรัชญาทำให้ตั้งคำถามและพยายามหาคำตอบ หาความหมายของสิ่งต่างๆ รอบตัวอยู่ตลอดเวลา

                เริ่มงานสอนปรัชญาแบบร้อนวิชา สอนปรัชญาตะวันตกและอารยธรรมตะวันตกในส่วนที่เป็นเรื่องปรัชญาซึ่งเป็นวิชาพื้นฐาน แรกๆ ก็สนุกกับการได้นำสิ่งที่เรียนมาใช้ในการเรียนการสอน ไม่นานก็เริ่มเหนื่อยหน่าย เพราะการเรียนปรัชญาไม่ใช่วิชาที่ต้องท่อง แต่เป็นอะไรที่ต้องถกเถียง เป็นกระบวนการแบบ “วิภาษวิธี” ที่ดูเหมือนนักศึกษาไทยไม่คุ้นเคย แม้แต่นักศึกษาธรรมศาสตร์ที่ขึ้นชื่อว่ามีความเป็นตัวของตัวเองสูง วิพากษ์วิจารณ์เก่ง แต่หลัง 6 ตุลาฯ ธรรมศาสตร์เองก็เข้าสู่ยุคสายลมแสงแดด นักวิพากษ์สังคมไทยส่วนใหญ่เข้าป่าไปหมดแล้ว

                นักศึกษายุคหลัง 6 ตุลาฯ จึงไม่สนใจเรื่องการเมือง (หรือสนใจแต่ไม่กล้าแสดงออก) สนใจการเรียนการสอบให้ได้คะแนนดีๆ จะได้ออกไปหางานทำดีๆ มีความมั่นคง เรื่องสังคมการเมืองยกไว้ก่อน

                ขณะนั้นจะบอกว่าผมไม่ค่อยรู้จักเมืองไทยเท่าไรนักก็คงไม่ผิด เพราะไปเรียนต่างประเทศสิบกว่าปี แต่ก็อยากเรียนรู้และตั้งคำถามตลอดเวลาว่า ทำไมคนไทยถึงจน ทั้งๆ ที่เป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ที่ดินก็มาก แต่คนจำนวนไม่น้อยก็เข้ามาอาศัยอยู่ในสลัมในกรุงเทพฯ แออัดยัดเยียดในห้องพักที่บ้างแห่งสร้างบนหนองน้ำเน่าน้ำครำ เป็นยุคที่อีเอ็มยังไม่มีใช้

                ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้คนจากหมู่บ้านจึงย้ายถิ่นฐานมาทำงานในกรุงเทพฯ กันมากมาย เด็กๆ ออกจากบ้านมาทำงานตามปั้มตามอู่ซ่อมรถยนต์ ผู้หญิงมาทำงานตามซ่องตามคลับตามบาร์ ว่ากันตามทฤษฎีสังคมศาสตร์ก็พอเข้าใจ อ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ติดตามข่าวสารบ้านเมืองทางสื่อต่างๆ ก็พอรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ก็ไม่ใช่ความรู้ที่ลึกซึ้งถึงแก่น ไม่ใช่ความรู้แจ้งเห็นจริงซึ่งน่าจะเกิดได้จากประสบการณ์การออกไปสัมผัสโดยตรง

                คณะศิลปะศาสตร์ในยุคนั้นเป็นผู้ดูแลวิชาพื้นฐานที่นักศึกษาทุกคณะต้องเรียนด้วยกัน บางเทอมจึงมีนักศึกษา 1,500-2,000 คนที่เรียนรวมกัน กระจายอยู่ตามห้องต่างๆ ถ่ายทอดโดยโทรทัศน์วงจรปิด อาจารย์พูดแข่งกับเสียงแม่ค้าจากท่าพระจันทร์ นักศึกษาก็ฟังบ้าง จดบ้าง คุยกันบ้าง

                ในคณะฯ มีสาขาวิชาปรัชญา มีนักศึกษาลงเรียนไม่มากนัก ส่วนใหญ่ลงเป็นวิชาเลือก มาจากคณะอื่นๆ อย่างรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ หรือสาขาอื่นในคณะศิลปะศาสตร์เอง ผมสอนหลายวิชา โดยเฉพาะที่เป็นปรัชญาล้วนๆ แต่ที่จำได้ดี คือ วิชาสัมมนาสถานการณ์สังคมไทย ซึ่งเป็นอะไรที่เปิดกว้างให้เลือกหัวข้ออะไรก็ได้ที่เป็นปัจจุบัน นำมาวิเคราะห์วิจารณ์เพื่อการเรียนรู้ร่วมกันกับนักศึกษา

                ความที่ผมเรียนจากยุโรป จากอิตาลี ฝรั่งเศสและเยอรมัน หลายคนเข้าใจว่าผมเป็นผู้เชี่ยวชาญหรืออย่างน้อยผู้รู้ดีเรื่องมาร์กซิสม์  และยิ่งเมื่อได้ฟังผมพูดผมบรรยายในห้องเรียนหรือในที่สัมมนา และได้อ่านข้อเขียนบทความก็เริ่มเชื่อว่า ผมน่าจะเป็นพวกหัวรุนแรงรุ่นใหม่หลัง 6 ตุลาฯ ผมบอกบางคนทีเล่นทีจริงว่า ผมไม่ค่อยรู้เรื่องมาร์กซ์เท่าไร รู้จักพ่อของเขามากกว่า  ผมหมายถึงเฮเกลที่ได้ศึกษามาจริง (ได้เขียนเอกสารการสอนชุดวิชาปรัชญาการเมืองให้ มสธ. ปี 2527 หน่วยที่ 10 ปรัชญาประวัติศาสตร์ของเฮเกล ส่วนคนที่เขียนของมาร์กซ์ คือ คุณสุรพงศ์ ชัยนาม)

                ท่านอาจารย์ปรีดี เกษมทรัพย์ คณะนิติศาสตร์ อาจารย์ผู้ใหญ่นักเรียนเก่าเยอรมันยังเตือนผมในฐานะรุ่นพี่ผู้หวังดีว่า ให้เพลาๆ ลงบ้าง ผมก็ทำตาม คือเขียนบทความโดยหันมาใช้นามปากกา

                สิ่งที่ผมพูดและเขียนในช่วงแรกๆ นั้นอาจจะมีสีสันเป็นทฤษฎีและวิชาการค่อนข้างมาก แต่ก็มาจากการได้ลงไปสัมผัสกับชีวิตความเป็นจริงของผู้คนในชนบท ในชุมชนต่างๆ โดยได้เข้าไปร่วมงานกับองค์กรพัฒนาเอกชนที่สำคัญในยุคนั้นองค์กรหนึ่ง คือ สภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งในศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย

                ผู้ที่ดูแลองค์กรนี้ในขณะนั้นคือบาทหลวงบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ ซึ่งต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นบิชอบ ประมุขมิสซังอุบลราชธานี ท่านได้ชวนผมไปเป็นกรรมการในกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม (กศส.) ซึ่งมีกรรมการท่านอื่นๆ ที่ได้ร่วมกันก่อตั้งตั้งแต่ก่อน 6 ตุลาฯ คือ ดร.โกศล ศรีสังข์ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ อาจารย์โคทม อารียา คุณศรีสว่าง พั่ววงศ์แพทย์

                อาสาสมัครหรือเจ้าหน้าที่ในองค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งนี้เป็นคนหนุ่มสาวจากมหาวิทยาลัย หนึ่งในนั้นชื่อ ไพศาล วงศ์วรสิทธิ์ นักศึกษาสาขาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งต่อมาได้บวชเป็นพระที่รู้จักในนาม “พระไพศาล วิสาโล” ผู้ตั้งใจจะบวชเพียงระยะหนึ่ง นี่ก็น่าจะ 30 ปีแล้วกระมัง

                กศส. เป็นองค์กรเอกชนเดียวที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยนักศึกษา 3,000 คนที่ถูกจับหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ

                นอกนั้น ท่านบุญเลื่อนยังให้ผมเป็นกรรมการในคณะกรรมการยุติธรรมและสันติ อีกองค์กรหนึ่งด้านสิทธิมนุษยชนของศาสจักรคาทอลิก และยังเป็นกรรมการในองค์กรเอกชนอื่นๆ อีกหลายองค์กรที่ทำงานด้านการพัฒนา เหตุผลอาจเป็นเพราะยุคนั้นมีนักวิชาการที่ทำงานพัฒนากับชุมชนไม่มากนัก

                การทำงานกับองค์กรเหล่านี้ทำให้ผมได้มีโอกาสออกไปสัมผัสกับชีวิตจริงของผู้คนโดยเฉพาะในชนบท ได้เริ่มเข้าใจว่า ปัญหาที่แท้จริงของความยากจน หนี้สิน การย้ายถิ่นเข้าไปอยู่ในเมืองหรือไปตั้งรกรากที่อื่นล้วนมาจากนโยบายการพัฒนาที่ถ้าไม่ผิดพลาดก็ไม่เหมาะสม ไม่สอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริงของสังคมไทย ที่ได้แต่ความทันสมัย แต่ไม่พัฒนา

                ผมเป็นคาทอลิก แต่เป็นลูกศิษย์ท่านพุทธทาส และทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกส่วนหนึ่งเกี่ยวกับแนวคิดของท่าน ผมเชื่อว่า ความรู้ที่แท้จริง ที่เป็นความรู้แจ้งนั้นมาจากประสบการณ์ การสัมผัสกับความเป็นจริง เหมือนพระพุทธเจ้าทรงสำเร็จวิชาการชั้นสูงจากสำนักต่างๆ แต่ไม่บรรลุ ทรงบำเพ็ญตบะจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก็ไม่บรรลุ ทรงรู้แจ้งเมื่อทรงได้พบเห็นผู้คนในชีวิตจริง ที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย

                ไอน์สไตน์จึงบอกว่า ความรู้ดีที่สุดมาจากการปฏิบัติ เป็นความรู้มือหนึ่งที่เกิดจากข้างใน การเรียนรู้ที่ถูกต้องจึงต้องเรียนแบบไม่รู้จบ 

Wednesday, 16 July 2014 08:12

จัดระเบียบ

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 16 กรกฎาคม 2557

ตั้งแต่ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 สังคมไทยสวิงไปมาระหว่างอำนาจสองขั้ว รัฐบาลพลเรือนอยู่ได้พักหนึ่ง ทหารก็เข้ามา อ้างว่ามาจัดระเบียบ เพราะสังคมไทยไร้ระเบียบ ไม่ยึดถือกติกา ทำผิดกฎหมาย โกงกินบ้านเมือง ทำให้บ้านเมืองพินาศฉิบหาย

          เมื่อฉีกแม่บทของระเบียบสูงสุดแล้วก็ร่างขึ้นมาใหม่ นี่ก็ฉีกไปแล้ว 18 ฉบับ กำลังร่างฉบับที่ 19 ซึ่งเป็นเพียงชั่วคราว และคงมีฉบับที่ 20 ของจริงตามมา

          ในเวลาเดียวกันเราก็เห็นความพยายามที่จะจัดระเบียบสังคม กำจัดอิทธิพล อำนาจมืด ตั้งแต่อาวุธสงคราม ไปถึงวินมอเตอร์ไซค์ รถตู้ ชายหาด บาทวิถี และขยายออกไปถึงการจัดระเบียบที่ดิน การรุกที่ป่าสงวน อุทยาน ที่สาธารณะส่วนรวมที่มีคนเอาไปเป็นของส่วนตัว

          คนส่วนใหญ่ก็โมทนาสาธุ แม้ลึกๆ แล้วก็ไม่ทราบว่าเป็นการแก้ปัญหายั่งยื่นหรือไม่ หลายคนสงสัยว่า เมื่อไรที่อำนาจที่ควบคุมภายนอกเปลี่ยนไป กลับไปเป็นรัฐบาลพลเรือน ทุกอย่างก็อาจกลับไปเหมือนเดิม เพราะรากเหง้าของปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข

สยามรัฐรายวัน  9 กรกฎาคม 2557

คุณหมอประเวศ วะสี เสนอว่า การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาไม่สำเร็จเพราะเหตุผลหลายประการ ประการหนึ่ง คือ ระบบราชการ ท่านบอกว่า ข้าราชการจะต้องปรับบทบาทหน้าที่ของตนเองใหม่

“ระบบราชการ คือ การควบคุม แต่ระบบการศึกษา คือ ความงอกงาม เติบโต หลากหลาย เมื่อเราจัดระบบการศึกษาใส่ระบบราชการก็เหมือนจัดต้นไม้บนกระถางบอนไซ การศึกษาต้องออกจากกระถางบอนไซ จะต้องเติบโตขึ้นด้วยความหลากหลายตามธรรมชาติ  การศึกษาที่ดีต้องตอบความสุข ความชื่นชม ความงอกงาม”

ในอดีต การศึกษาอยู่ในวัด อยู่ในครอบครัว อยู่ในชุมชน ในชีวิตจริง ในการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เมื่อสังคมเปลี่ยนไป การศึกษาออกจากวัดไปอยู่ในกระทรวง ไปอยู่กับระบบราชการ สังคมไทยกลายเป็นสังคมไม่เรียนรู้ เป็นสังคมท่องหนังสือ แข่งขันกับสอบ อยู่ได้ด้วยกฎระเบียบ คุณหมอประเวศบอกว่า

“สังคมไทยอ่อนแอทางปัญญา มีความรู้น้อย ใช้ระบบอำนาจเป็นใหญ่เนื่องจากขาดความรู้ เช่น ระบบราชการ คือ ตัวแทนขององค์กรเชิงอำนาจ   มีแต่เน้นกฎหมาย ระเบียบ การสั่งการและการควบคุม ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด เพราะสังคมไทยปัจจุบันมีปัญหาที่ซับซ้อนและยากต่อการแก้ไขมากขึ้น”

Page 1 of 31