phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 18 เมษายน 2561

ถ้าการท่องเที่ยวชุมชนทำให้เกิดรายได้ แต่ทำลายทุนที่สำคัญของชุมชนอย่าง ทุนทางสังคมวัฒนธรรม ทุนทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ทุนทางปัญญา แล้วคุ้มไหม

            ชุมชนเป็นผู้ถูกกระทำมานาน ชาวบ้านถูกใช้เป็นเครื่องมือในการผลิต เป็นเครื่องมือในการบริโภค ยัดเยียดทุกอย่างให้อยากกินอยากได้โดยสื่อและการโฆษณา โดยค่านิยมของลัทธิบ้าบริโภค วันนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพิ่มรายได้ให้การท่องเที่ยว ให้ททท. ให้จีดีพี ให้รัฐบาลไทย

            หลายปีที่ผ่านมา ททท.ไปส่งเสริมการจัดงานบุญ งานประเพณีประจำปีต่างๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว เช่น การแห่เทียนเข้าพรรษา บุญปราสาทผึ้งออกพรรษา บุญบั้งไฟ แรกๆ ก็เฉพาะจังหวัด ต่อมาก็ขยายไปจังหวัดอื่นๆ ลัทธิเลียนแบบและโดยการสนับสนุนของททท. ภาครัฐภาคเอกชน

            เข้าใจดีว่าเป็นการโปรโมตการท่องเที่ยวหมู่ (mass tourism) ที่ต้องมีอีเว้นท์ใหญ่ๆ แปลกตาระทึกใจ (exotic) ให้คนไทยคนต่างชาติไปเที่ยวชม (sightseeing) ต้องการให้คนไปเที่ยวเป็นหมื่นเป็นแสน

            แต่ถามว่า แล้วชาวบ้านได้อะไร ได้รางวัลมากน้อยเท่าไร ได้กันกี่คนที่ลงทุนตกแต่งรถขบวนแห่หมดไปเป็นหมื่นเป็นแสน หรืออาจมากกว่าด้วยซ้ำ (แบบ เป็นหนี้ไม่ว่าขอให้ได้หน้าเป็นพอ) เงินทองที่ททท.และหน่วยงานต่างๆ ให้ไปหมดไปกลางทางเท่าไรกว่าจะถึงมือชาวบ้านคนทำงานจริงๆ

            แล้วประเพณีและขบวนแห่แหนต่างๆ มีคุณค่าและให้ความหมายอะไรแก่บุญประเพณีเดิมบ้าง บางแห่งยังเลยเถิดผิดเพี้ยนไปเลยก็มี อย่างการแห่ดาวที่ท่าแร่ สกลนคร ประเพณีเดิมที่ทำกันมานับร้อยปีเป็นการทำดาวเล็กๆ ด้วยไม้ไผ่ แล้วนำไปแห่รอบวัดในคืนวันคริสตมาส

วันนี้ทำกันใหญ่โต ลงทุนทำรถประดับด้วยดอกไม้ไฟสี แล้วยังมีคนนั่งบนรถไปด้วย ถ้าเป็น “แม่พระ นักบุญยอแซฟและพระกุมารเยซู” ก็ไม่ว่าไร แต่กลายเป็น “นางงาม” เหมือนขบวนแห่นางนพมาศ แบบนี้ทำเพื่ออะไร แต่ละคันลงทุนไปเท่าไร ททท.ให้เงินไปเล็กน้อย ถึงมือชาวบ้านเท่าไรก็ไม่รู้

แล้วมีนักท่องเที่ยวไปกันกี่คน ที่แห่ดาวกันสองวันสองครั้ง ที่ท่าแร่และที่ตัวจังหวัดสกลนคร เงินรายได้จากนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่จริงๆ มากน้อเท่าไรก็ไม่รู้ ที่ไปพักไปกินข้าวไปซื้อของ

หนักไปกว่านั้นคือการใช้วัฒนธรรมท้องถิ่นบางอย่างเป็นเครื่องมือดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยและเทศ โดยไม่สนใจว่าไปกระทบความรู้สึกชาวบ้าน “เจ้าของวัฒนธรรม” ตัวจริงหรือไม่เพียงใด อย่างกรณีผีตาโขนที่ด่านซ้ายและนาแห้ว จังหวัดเลย

ผีตาโขนเป็นความเชื่อของคนท้องถิ่นบางพื้นที่ในจังหวัดเลย การมี “หัวโขน” และเครื่องแต่งกายที่แปลกหูแปลกตาคล้ายกับหน้ากากและเสื้อผ้าที่ฝรั่งใส่กันในวันฮัลโลวีน ทำให้ททท.เอาไปใช้เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการท่องเที่ยวไม่เพียงจังหวัดเลย แต่เลยออกไปถึงต่างประเทศเพื่อชวนคนมาเที่ยวเมืองไทย

หลายปีก่อน ตอนที่ทท.ส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดเลย เอาผีตาโขนไปต้อนรับรัฐมนตรีหรือผู้ใหญ่ในรัฐบาล กำนันผู้ใหญ่บ้านที่ผมได้พูดคุยด้วยที่ด่านซ้ายและนาแห้ว รู้สึกไม่พอใจมาก แต่เพราะเป็นชาวบ้านผู้น้อย ย่อมไม่สามารถแสดงการต่อต้านอะไรได้ นอกจากนินทาด่าว่าลับหลัง

เวลาที่ฝรั่งในต่างแดนเอาพระพุทธรูปไปตั้งไว้หน้าห้องอาหาร คนไทยก็ประท้วงว่าไม่ให้ความเคารพ เวลามีนักท่องเที่ยวไปยืนถ่ายรูปบนตักพระพุทธรูป คนไทยก็เรียกร้องให้ว่ากล่าวตักเตือน เวลาฝรั่งแต่งงานกับคนไทยนำเศ๊ยรพระพุทธรูปไปตั้งไว้บนเสารั้วรอบบ้าน คนไทยก็ประท้วงให้เอาลง

บอกว่า การกระทำเหล่านั้นเป็นการลบหลู่ดูหมิ่น ไม่ให้ความเคารพ ไม่รู้กาละเทศะ ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง แล้วเวลาททท.เอาผีตาโขนไปแสดง ไปเล่น ไปรับแขก รู้ที่ต่ำที่สูงไหม ไม่ดูถูกความเชื่อของชาวบ้านมากเกินไปหรือ

ความเชื่อไม่ว่าพุทธศาสนาหรือศาสนาใด หรือความเชื่อในท้องถิ่นในสิ่งเหนือธรรมชาติ ล้วนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นของจริงไม่ใช่ของเล่น ไม่เชื่อก็ไม่ควรไปลบหลู่

มนุษย์ทุกคน ไม่ว่านักท่องเที่ยวหรือไม่ต่างก็ชอบอะไรที่แปลกใหม่ แปลกหูแปลกตา แต่การท่องเที่ยวหมู่กระแสหลักก็ยังวนเวียนอยู่แต่เรื่อง “การเที่ยวชม” (sightseeing) โดยไม่สนใจว่า สิ่งที่คนต้องการนั้นไม่ใช่เพียงแต่ชมด้วยตา แต่สัมผัสด้วยใจด้วย

ทำไมไม่จัดผ้าป่าสามัคคี กฐินสามัคคีให้นักท่องเที่ยวต่างชาติไปร่วมกับคนไทยที่ทำกันตลอดปี แต่จัดให้เป็นธรรมชาติ ให้คนต่างชาติได้ร่วมงานบุญประเพณีอย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนคนอื่นๆ ไปกันสัก 20-30 คน คงไม่ทำให้วุ่นวายทำลายพิธีกรรมอันดีงาม แต่จะกลายเป็นสีสันในความเป็น “อินเตอร์” ของพิธี

งานปีใหม่ สงกรานต์ ลอยกระทง และงานประเพณีต่างๆ ในชุมชนหมู่บ้านมีการจัดงาน การท่องเที่ยวหมู่ก็สามารถผสานกับกับโปรแกรมได้ถ้าไม่ทำให้งานชาวบ้านเสียหาย แต่ได้สีสันและความสัมพัน์กับคนต่างชาติ ที่ไปด้วยใจและอยากสัมผัสกับ “จิตวิญญาณ” ของชุมชน

วิถีชุมชนมีมากมายที่การท่องเที่ยวหมู่กระแสหลักสามารถปรับให้เข้ากันได้อย่างกลมกลืน จัดไม่ให้เป็นเพียงการไป “เที่ยวชม” แต่ไปร่วมงานบุญอย่างแท้จริง ทุกคนก็จะได้บุญ ได้ความรู้สึกที่ดี ให้ฝรั่งคนต่างชาติได้พบปะกับคนไทย ได้พูดคุยถามไถ่ ได้คุยกับพระสงฆ์องค์เจ้า ได้กินข้าวกินปลากับชาวบ้าน

ไม่ควรจัดงานบุญประเพณีเพียงเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว หรือแม้แต่การที่มีนักท่องเที่ยวไป “เที่ยวชม” หมู่บ้าน ไม่ว่าไทยหรือเทศก็ไม่ควรเกณฑ์ชาวบ้าน คนเฒ่าคนแก่ไปแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่เขาอุตส่าห์เก็บไว้ไปงานบุญสำคัญ ให้ชาวบ้านมาตั้งแถวรับตั้งแต่ทางเข้าหมู่บ้าน ฟ้อนรำแห่แหนนักท่องเที่ยว ยังกับเทวดามาโปรดสัตว์

วันนี้คนอยากกลับไปหาธรรมชาติ อยากกลับไปมีความสัมพันธ์อันดีกับธรรมชาติ กับผู้คน กับชุมชน ธรรมชาติแปลว่าไม่ตกแต่งจนบิดเบือน ไม่เสแสร้ง แต่จริงใจ จะให้คุณค่าแก่ผู้อยู่และผู้ไปเยือน

การท่องเที่ยวที่เคารพธรรมชาติ เคารพจารีตประเพณีวิถีชุมชน จะให้ไม่เพียงแต่รายได้ แต่ให้ความสุขที่สัมผัสได้ด้วยจิตวิญญาณ ที่เงินซื้อหาไม่ได้

สยามรัฐรายวัน ๑๑ เมษายน ๒๕๖๑

โรงแรมอามันดารี อยู่ที่เมืองอูบุด เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ค่าที่พักคืนหนึ่งประมาณ 30,000 บาท ที่พักเต็มตลอดปี เขาจำลองหมู่บ้านบาหลีมาไว้ที่นั่น ที่นักท่องเที่ยวบางคนบอกว่า คือสวรรค์บนดิน

                ผู้บริหารโรงแรมห้ามพนักงานบอกนักท่องเที่ยวที่มาพักว่า ไม่ไกลจากนั้นมีหมู่บ้านบาหลีของจริง มีที่พักโฮมสเตย์ราคาเพียง 300 บาท ถ้าบอกแขกจะถูกไล่ออก

                นั่นคือที่มาหรือต้นแบบของโรงแรมโฟร์ซีซั่นที่แม่ริม เชียงใหม่ ที่ยกหมู่บ้านไทยไปไว้บนเนินเล็กๆ อยู่ท่ามกลางทุ่งนาป่าเขา คนที่เอาแนวคิดนี้มาเป็นฝรั่งเจ้าของพิซซ่าคัมปานี โรงแรมแมรีออท ไมเนอร์กรุ๊ป ที่ถูกหัวเราะเยาะตอนแรกว่า เป็นความคิดประหลาด ไม่น่าจะไปรอด

                แต่โรงแรมแห่งนี้ที่ราคาก็ไม่น้อยกว่า 30,000 บาทต่อคืนเต็มตลอดปี มีนาข้าว มีธรรมชาติแวดล้อมที่นำเอาวัชพืชธรรมดาไม่มีราคามาตกแต่งให้ดู “เป็นธรรมชาติ” เติมเต็มความฝันของผู้คนวันนี้ที่โหยหาธรรมชาติ เหมือนหนังฟอเรสท์ กัมป์ ที่สร้างความฝันเสมือนจริงให้คนอเมริกันที่โหยหาไอดอล

                ศาสตราจารย์กุนเธอร์ ฟัลติน คนเขียนหนังสือ “ความคิดมีค่ากว่าเงิน” เป็นคนเล่าเรื่องโรงแรมอามันดารี และเป็นคนพาผมไปนั่งกินกาแฟที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นหลายปีก่อน (ตอนนั้นมีชื่อว่าเดอะ รีเจ้นท์แม่ริม) มองลงไปยังทุ่งนา เขาบอกว่า “อยากให้ยูพาผู้นำชุมชนมาดูงานที่นี่ จะได้เห็นว่า ที่บ้านเขาสวยกว่ามาก”

                เขาบอกว่าอาจจะไม่สวยกว่าในแง่ของการประดับตกแต่ง แต่เป็นธรรมชาติมากกว่า และสำหรับฝรั่งอย่างเขา เป็นอะไรที่ “สวยและมีคุณค่า” มากกว่า

                เขาบอกว่า เสน่ห์หมู่บ้านไทยไม่ได้อยู่ที่ทุ่งนาป่าเขาอย่างเดียว แต่อยู่ที่ คน ชุมชน วิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม คือ ความสัมพันธ์ของผู้คน คนกับคน คนกับธรรมชาติ คนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ เป็นอะไรที่ขาดหายไปชีวิตของฝรั่ง

                นักท่องเที่ยวไม่มีทางเลือกมากนัก ถ้าไม่ไปกับทัวร์ที่พาไปตามสถานที่ท่องเที่ยว ขึ้นลงรถบัสรถตู้ไปดูไปชมโน่นนี่นั่นแบบผิวเผินและไปซื้อของ ไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับ “ชีวิตจริง” ของคนไทยเลย

                “ความสัมพันธ์” และ “ความเป็นธรรมชาติ” คือ สิ่งที่หายไปในชีวิตของฝรั่งนักท่องเที่ยว พวกเขาอยากเล่นกับหมา กับแมวในหมู่บ้าน อยากได้ยินเสียงไก่ขัน นกร้อง อยากไปวัดไม่เพียงแต่ไปดูๆ แล้วก็ถูกเรียกไปขึ้นรถ แต่อยากมีเวลาคุยกับพระบ้าง ไปทำสมาธิบ้าง ไปทาสีกำแพงวัดให้ด้วยบางวันก็ยังได้

                เขาอยากไปร่วมกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน ไปร่วมพิธีกรรม ประเพณี งานบุญ อยากไปลองดำนา เกี่ยวข้าว ไปคุยกับครูกับเด็กที่โรงเรียน ไปดูว่าเขาเรียนกันอย่างไร ไปเล่าให้เด็กฟังว่าบ้านเขาเป็นอย่างไร เด็กๆ เป็นอย่างไร กินอยู่อย่างไร แลกเปลี่ยนกัน เป็นปฏิสัมพันธ์ที่มีชีวิต

                เขาบอกว่า ที่บาหลีมีตัวอย่างของการทำโฮมสเตย์ที่เหมาะกับฝรั่ง ส่วนใหญ่คงไม่อยากพักในบ้านร่วมกับครอบครัวชาวบ้าน อยากอยู่แยกเป็นส่วนตัว แต่ยังอยู่ในบริเวณบ้านของเจ้าของ ฝรั่งลงทุนสร้างบ้านพักให้หลังเล็กๆ ราคาไม่แพง โดยขอมาพักฟรีปีละ 4-6 สัปดาห์ ตัวเองหรือเพื่อนๆ เวลาที่เหลือเจ้าของบ้านให้คนอื่นมาพักและเก็บค่าที่พักได้

                ดร.ฟัลตินรู้จักเมืองไทยมา ๔๐ ปี แต่งงานกับคนไทย มีบ้านที่เชียงใหม่ ไปๆ มาๆ เพราะยังเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน เขาบอกว่า โฮมสเตย์แบบที่ฝรั่งอยากพักอาจคนละอย่างกับที่คนไทยหรือนักท่องเที่ยวเอเชียต้องการ

                เขาเน้นการท่องเที่ยวที่เป็น “ทางเลือก” ที่มีคุณค่าให้ทั้งนักท่องเที่ยวและชุมชน ไม่ใช่ท่องเที่ยวกระแสหลัก ท่องเที่ยวหมู่ (mass tourism) ที่ไม่ได้ให้ทางเลือกอะไรกับนักท่องเที่ยวนอกจากสถานที่ท่องเที่ยวหลัก และวีธีการจัดการท่องเที่ยวแบบเดิมๆ พาไปดูโชว์ ไปดูของ “ปลอมๆ”

                การท่องเที่ยวทางเลือกอาจเป็นทางรอดของชุมชนก็เป็นได้ เขายกตัวอย่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวนาที่มีบ้านอยู่ตามภูเขากำลังคิดจะทุบทิ้งบ้านเก่าๆ ขายที่ดินไปอยู่ในเมือง เพราะการเกษตรไม่มีอนาคต มีนักท่องเที่ยวทักว่า อย่าทำเลย เอาไว้แบบเดิม ปรับให้คนมาพักจะดีกว่า

                นั่นคือที่มาของรายได้หลักของชาวนาสวิสวันนี้ ที่ไม่ได้มาจากการเกษตร แต่มาจากการท่องเที่ยว คนไปเที่ยวทั้งหน้าร้อนและหน้าหนาว ไม่ได้เพียงไปสัมผัสกับธรรมชาติสวยงาม แต่ได้พบปะกับชาวบ้าน วิถีชีวิตแบบเดิม ได้ลองรีดนมวัว เห็นการทำขนมนมเนย อาหารท้องถิ่น ที่ขายนักท่องเที่ยว

                ทุกอย่างอยู่ที่การจัดการ “ทุน” ท้องถิ่นให้ตอบสนองความฝันของผู้มาเยือนให้มากที่สุด พวกเขาไม่ได้ต้องการแค่มาดูมาเห็น แต่ต้องการมารู้จัก มาสัมพันธ์กับคน กับชุมชน เช่นเดียวกับคนใน “มองท์ ลีโอแนส์” ภาคใต้ของฝรั่งเศสที่จัดการต้อนรับแขกในวันหยุดสุดสัปดาห์โดยสหกรณ์อย่างได้ผล

      ที่นั่น คนไปเที่ยวพักผ่อนได้ออกจากความจำเจของเมืองใหญ่ไปอยู่ใกล้ธรรมชาติ ได้กินอาหารจากฝีมือแม่บ้านที่เก่งที่สุดของท้องถิ่น ได้พูดคุยกับผู้คนอย่างเป็นกันเอง ได้ซื้อข้าวของ ผักผลไม้ ขนมนมเนยติดมือกลับบ้าน ที่นั่นชุมชนร่วมมือร่วมแรงกันจัดการเป็น “เจ้าภาพ” ที่ดี

     ปัญหาบ้านเราคือไม่ได้มีการช่วยพัฒานาคน พัฒนาระบบเพื่อให้มีการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งจะต้องมาจากความรู้ความเข้าใจธรรมชาติของคนที่มาเที่ยว ความฝันของพวกเขา และตอบสนองความฝันนั้นด้วยทุนท้องถิ่นที่ผ่านการถอดรหัส ให้ผู้มาเยือนเข้าถึงคุณค่าที่ลึกลงไป ไม่ใช่สัมผัสได้แต่เปลือกนอก

    การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนมักเอาแนวคิดของการท่องเที่ยวกระแสหลักไปใช้ มุ่งแต่จะ “ขายของ” ขายวัฒนธรรมแบบ “เด็ดยอดภูมิปัญญา” คิดถึงแต่มูลค่าโดยเข้าไม่ถึงคุณค่าและจิตวิญญาณ

   การท่องเที่ยวแบบนั้นจะได้แค่ไป “เที่ยวหมู่บ้าน” แบบผิวเผิน เพียงเพราะเป็น “กระแส” เท่านั้น ไม่ได้ไปสัมผัสจิตวิญญาณอันเป็นเสน่ห์ที่เป็นคุณค่าอันล้ำลึกของชุมชน

สยามรัฐรายวัน 4 เมษายน 2561

หกสิบปีของความทันสมัยที่ไม่พัฒนาของไทยน่าจะแบ่งได้เป็น ๓ ยุค ๒๐ ปีแรก (๒๕๐๑-๒๕๒๑) เราทำลายป่าไปจากร้อยละ ๖๐ เหลือเพียงไม่ถึงครึ่ง ยุคที่รัฐบาลประกาศว่า “คนขยันย่อมหักร้างถางป่าเพื่อทำการเพาะปลูก” แต่ความจริง “นายทุน” ทำลายป่ามากกว่าชาวบ้าน นายทุนรวยขึ้น ชาวบ้านจนลง ป่าหมด

            ยุคที่สอง (๒๕๒๑-๒๕๔๑) ชุมชนล่มสลายไปจนฟองสบู่ประเทศแตก ตอนแรกก็ดูเหมือนโชติช่วงชัชวาลด้วยน้ำมันและก๊าซในอ่าวไทยและอีสเทิร์นซีบอร์ด ขยายไปเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าในช่วง ทศวรรษ ๒๕๓๐-๒๕๔๐ ที่เติบโตสุดขีด จีดีพีสองหลักจนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในที่สุด

            ยุคที่สาม (๒๕๔๑-๒๕๖๑) ชุมชนกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อมถูกถล่มซ้ำในนามการท่องเที่ยว ที่ยินดีต้อนรับทุกคนแบบไร้ขีดจำกัด ไร้เงื่อนไข ขอให้มามากๆ เห็นตัวเลขเพิ่มขึ้นทุกปีแล้วดีใจ ขายอะไรก็ขายหมด รวมถึง “วัฒนธรรม” ธรรมชาติ อากาศดี วิถีชุมชน

            เป็นนโยบายที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจบนโศกนาฎกรรมทางสังคม โดยไม่ได้สนใจฟังสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระราชดำรัสไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ ว่า

“หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียวโดยไม่ให้แผนปฏิบัติการที่สัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวไปในที่สุด”

            ยุคที่หนึ่งและที่สองชุมชนได้รับการส่งเสริมให้ปลูกพืชเศรษฐกิจ เป็นนิยายของการพัฒนาที่สัญญาว่า “พรุ่งนี้รวย” แต่ชาวบ้านก็ยังยากจนเป็นหนี้เป็นสิน ไม่ว่าจะปลูกข้าว ปอ มันสำปะหลัง มะม่วงหิมพานต์ สบู่ดำ และอื่นๆ มาถึงอ้อยและยางพาราโดยเฉพาะที่ภาคอีสาน นี่ก็ส่วนหนึ่งที่ทำให้ป่าหมด

            เมื่อโลกเปลี่ยน โลกหมุนกลับ คนกลับไปหาธรรมชาติ โหยหาสิ่งที่ขาดหาย ที่ตนเองได้ทำลาย ก็พบว่าไม่มีอะไรเป็นธรรมชาติเท่ากับชุมชนหมู่บ้าน เพราะแม้จะเปลี่ยนไป แต่ก็ยังได้กลิ่นอายและร่องรอยของธรรมชาติ ประเพณี วิถีดั้งเดิมอยู่พอสมควร

            ท่องเที่ยวชุมชนจึงถูกโปรโมตอย่างดุดัน เป็นท่องเที่ยวเกษตร ท่องเที่ยวนิเวศ ท่องเที่ยววิถีไทย ไปสัมผัสชีวิตชาวบ้าน อากาศบริสุทธิ์ ผักพื้นบ้านอาหารพื้นเมือง ผ้าทอมือ ย้อมสีธรรมชาติ หัตถกรรม

            เสน่ห์ของชุมชนดึงดูดคนเมืองให้ออกไปชนบท จากความจำเจและมลพิษ ตลาดน้ำชุมชนจึงเกิดขึ้นเกลื่อนกลาด แต่ที่สุดก็เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งอย่างอัมพวา สามชุก เชียงคาน ตลาดไฮโซในกรุงเทพ

            การท่องเที่ยวโปรโมตโดยททท.และจังหวัด ทำให้เกิดปัญหาความเสื่อมสลายของธรรมชาติและชุมชน อย่างกรณีเกาะสิมิลันในอันดามัน และชุมชนคีรีวงที่นครศรีธรรมราช เป็นตัวอย่างล่าสุด ก่อนนี้ต้องไปดูที่พัทยา ภูเก็ต เกาะสมุย เกาะเสม็ด เกาะช้าง เกาะทั้งหลายและชายทะเล

            ความเสื่อมสลายและปัญหาเหล่านี้เป็นผลของแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบเอาเงินนำหน้าปัญญาตามหลังแท้ ๆ อ้างว่าเพื่อเกระจายรายได้ แต่ไปทำลายสิ่งแวดล้อมและวิถีชุมชน แบบแลกกันไม่คุ้ม

            หน่วยงานของรัฐพยายามทุกวิถีทางที่จะสร้างเสน่ห์ จุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปชุมชนหมู่บ้านจังหวัดของตน คิดแบบแยกส่งน โดยไม่มองภาพรวมของการพัฒนา ไม่สร้างคนสร้างระบบที่จะทำให้ชุมชนมีภูมิคุ้มกัน ไม่ได้รับผลกระทบทางลบจากการท่องเที่ยว ใครอยากทำอะไรก็ทำไป

            การกระจายรายได้จำกัดอยู่เพียงไม่กี่ครัวเรือนของผู้นำชุมชนและพรรคพวก จำนวนนักท่องเที่ยวมากเกินไปในพื้นที่ที่ละเอียดอ่อน ซึ่งมีวิธีการมากมายที่ททท.และหน่วยงานต่างๆ เข้าใจดี รู้ว่าจะทำอย่างไร แต่ไม่ทำเพราะต้องการตัวเลข

            ที่ภาคใต้ของประเทศฝรั่งเศส ใกล้เมืองลีอองและแซงเอเตียน มีภูมิประเทศสวยงาม มีชุมบนหมู่บ้านแถบนั้นที่มีประเพณีวิถีชุมชน คนจากเมืองใหญ่พากันออกไปเที่ยววันสุดสัปดาห์ สหกรณ์และกลุ่มแม่บ้านก็รวมตัวกันทำร้านอาหารขึ้นมาพิเศษเฉพาะกิจ ทำอาหารอร่อยของท้องถิ่นเพื่อรับนักท่องเที่ยว

มีอะไรดีๆ ก็นำออกมาขาย มีการบริหารจัดการโดยสหกรณ์ องค์กรชุมชน ทุกคนมีส่วนได้ การท่องเที่ยวแบบนี้ไม่มีปัญหาผลกระทบ เพราะชุมชนท้องถิ่นตั้งรับเป็น ร่วมมือกันจัดการทุกอย่าง เป็นเจ้าภาพเอง ไม่มีราชการ นายทุนหรือบริษัททัวร์ไหนเข้าไปยุ่ง

            ที่เมืองไทย มีชาวบ้าน กลุ่มชาวบ้านที่ทำอะไรสำเร็จ มีคนไปดูงานกันมาก บางแห่งไปเกือบทุกวัน แรกๆ ก็มีผลกระทบ ไม่เป็นอันทำมาหากิน แต่ที่สุดก็ปรับตัวได้ ทำให้คนมา-คนอยู่ก็ได้ประโยชน์ เจ้าของพื้นที่ไม่ได้เสียเวลาทำมาหากิน ได้ผลตอบแทนจากค่าวิทยากร ค่าอาหารเครื่องดื่ม ได้ขายผลผลิต

            ที่ใดที่พบว่ามีการไปดูงานแบบละเลงงบประมาณปลายปีก็ประกาศปิดรับคนดูงานในเดือนกรกฎา-สิงหา เพราะคนไปไม่ได้เรียนรู้ ไปดูชั่วโมงเดียวกลับ ไม่มีประโยชน์อะไร ทำข้าวของเขาเสียหายอีกต่างหาก

            ชุมชนไม่ควรปฏิเสธการท่องเที่ยว แต่ควรปฏิเสธนโยบายรัฐที่ต้องการแต่ “ตัวเลข” ไม่ช่วยพัฒนาคน พัฒนาระบบ ชอบไปสั่งการ ไปครอบงำ ชุมชนต้องตั้งรับให้ดีกับบริษัทัวร์ทั้งหลายที่เอาชุมชนไปขาย สถาบันอุดมศึกษาที่เข้าไปเอาข้อมูลจากชาวบ้านอ้างว่าเพื่องานวิจัยโดยไม่ได้ช่วยอะไรเลย

            แต่อย่างว่า ชุมชนอ่อนแอและถูกทำลายไปจนไม่รู้จะเอาอะไรไปต่อรองต่อกรกับรัฐและนายทุนได้ ร้านค้าโชห่วยก็ใกล้จะเจ๊งหมดแล้ว เหลือรถขายผักผลไม้ขายกับข้าว เขายังเอาห้างสรรพสินค้าใส่รถกระบะไปแข่ง แล้วชาวบ้านคนยากคนจนจะเหลืออะไร

Page 1 of 131