phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

เมื่อบ่ายวันที่ 23 มกราคม 2558 ผมได้ไปเยี่ยมศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพที่วัดบ่อแป้น ตำบลปงยางคก อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ตั้งใจจะไปเรียนรู้ประสบการณ์ดีๆ จากศูนย์แห่งนี้ซึ่งมีชื่อเสียงในการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตด้วยวีธีผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาไทย การแพทย์แผนไทยและการแพทย์แผนปัจจุบัน โดยความร่วมมือระหว่างวัด โรงพยาบาล ราชการและชุมชน

                การไปครั้งนี้ คุณหมอพนัส พฤกษ์สุนันท์ ได้ช่วยประสานและนำพวกเราชาวคณะสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนหรือมหาวิทยาลัยชีวิตไปดูงานที่วัดนี้ที่มีบรรยากาศที่สวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย ศูนย์นี้ได้รับการอนุเคราะห์ การบริจาคจากคนในท้องถิ่นและบุคคลทั่วไป และร่วมมือกับ สปสช.

                ที่นี่เราได้พบฝรั่งคนหนึ่ง ซึ่งพูดภาษาอังกฤษพอสื่อสารได้ เมื่อทราบว่าเขาเป็นชาวออสเตรีย ก็มีคนขอให้ผมไปพูดคุยภาษาเยอรมันด้วย เขาดีใจมาก เล่าเรื่องของเขาด้วยความตื่นเต้น น้ำตาคลอ เขาบอกว่า 4-5 ปีแล้วที่เขาพยายามหาคนไทยที่จะพูดจาภาษาเยอรมันกับเขา เพิ่งมาเจอเป็นคนแรก

                เขาชื่ออัลเบิร์ต เป็นชาวออสเตรีย มาจากเมือง Bregenz เมืองสวยงามตั้งอยู่ริมทะเลสาบคอนสตันซ์หรือ Bodensee (ที่เชื่อมระหว่างสวิส เยอรมันและออสเตรีย) เขามาที่ศูนย์นี้เพื่อมาดูแลสาวไทยที่เขาได้รู้จักที่พัทยาเมื่อ 5 ปีก่อน วันหนึ่งไปเที่ยวด้วยกันที่สุราษฎร์ สาวไทยก็มีปัญหาสุขภาพ เส้นเลือดในสมองแตก เธอถูกส่งมาที่ลำปาง เพราะบัตรประชาชนบอกที่นี่ และได้รับการผ่าตัดสมองที่ลำปาง

                ทองศรี คือชื่อของสาวไทยคนนี้ ซึ่งเดิมไปชาวบุรีรัมย์ ไปทำงานดูแลผู้สูงอายุที่ลำปาง ต่อมาไปทำงานที่พัทยาและได้พบกับคุณอัลเบิร์ต คบหากันอยู่ปีหนึ่ง เขากลับไปออสเตรียและกลับมาพบเธออีก และไปเที่ยวสุราษฎร์ด้วยกันและเกิดปัญหาสุขภาพดังกล่าว

                เราได้พบคุณทองศรี ซึ่งกำลังทำกายภาพบำบัด เธอยังพูดจาได้เกือบปกติ ยังพอเดินได้ แขนขวาใช้งานได้ แต่ด้านซ้ายใช้งานไม่ได้ เธอบอกว่า ไม่มีญาติพี่น้องเลย พ่อแม่แยกกันและให้คนอื่นเลี้ยงตั้งแต่ยังเด็ก เธอแต่งงาน มีลูกสองคน เลิกกัน ญาติของฝ่ายชายเอาลูกชาย 2 คนของเธอไปตั้งแต่ยังเล็ก และไม่เคยได้เห็นหน้ากันอีกเลย

                อัลเบิรต์บอกว่า เขาได้ช่วยเหลือเธอตั้งแต่เกิดปัญหา ไม่เคยทิ้งเธอ นอกจากกลับไปประเทศบ้าง ไปต่อวีซ่า ไปหาเงินมาช่วยรักษาเธอ เขาทำงานเป็นกรรมกร เป็นช่าง (ไม่ทราบรายละเอียด) อายุ 65 ปี ได้เงินบำนาญไม่มากมายอะไร เขาบอกว่า สำหรับที่บ้านเขา ถือว่าเขาเป็นคนจน แต่เขาก็ไม่ทอดทิ้งผู้หญิงคนนี้ กลับไปขายสมบัติที่ยังพอมีอยู่และช่วยเหลือ เฝ้าดูเธอที่ศูนย์ฟื้นฟูแห่งนี้  คุณทองศรียืนยันว่า เขาไม่เคยไปไหนเลย หายไปไม่ถึง 10 นาทีก็มาแล้ว

                ผมถามเขาว่า ทำไมเขาจึงยังช่วยเธอ เขาตอบว่า พี่ของเขาที่ออสเตรียบอกว่า อย่าทิ้งเธอและให้ผมอยู่ช่วยเธอที่นี่

                สิ่งที่คุณอัลเบิร์ตต้องการมากที่สุดตอนนี้ คือ อยากให้เราติดต่อหน่วยงานไหนก็ได้ที่พอจะช่วยเหลือเธอ เพราะเขาต้องกลับไปออสเตรียสัก 5-6 เดือนเพื่อรักษาขาของเขาที่เป็นเส้นเลือดขอดค่อนข้างอันตราย แพทย์ที่ลำปางแนะนำว่า อย่าให้มีการนวดหรือประคบร้อน เพราะเส้นเลือดอาจแตกและเป็นอันตรายถึงชีวิต เขาจึงต้องการกลับไปบ้านเพื่อให้ทำการรักษาผ่าตัดที่นั่น และมีประกันสุขภาพด้วย

                เขาเป็นห่วงว่า ระหว่างที่เขาไม่อยู่ใครจะช่วยดูแลแฟนของเขา เพราะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เขาไม่มีเงินพอที่จะจ้างคนช่วยดูแล และที่ศูนย์ก็คงไม่สามารถให้คนมาดูแลเป็นพิเศษได้

                เกือบ 5 ปี แล้วที่ผู้ชายคนนี้ช่วยเหลือหญิงไทยที่เขาชอบพอและรู้จักเพียงปีเดียว โดยไม่เคยทอดทิ้ง ทั้งๆ ที่เขาก็ทำได้ แต่เขาไม่ทำ แทนที่จะเกษียณอายุ แล้วได้พักผ่อน ได้ใช้เงินที่เก็บสะสม เงินบำนาญ เขาก็มาใช้เวลาทั้งหมด และเงินที่เขามีจากบำนาญและการขายสมบัติเพื่อดูแลหญิงไทยคนหนึ่งที่โชคร้ายประสบปัญหาสุขภาพจนช่วยตนเองไม่ได้

                ถ้าไม่เรียกเขาว่า พระเอกตัวจริงแล้วจะเรียกว่าอะไรดี

                เราคนไทยจะไม่ยื่นมือไปช่วยคนไทยด้วยกันและแบ่งเบาภาระของอัลเบิร์ต ฝรั่งชาวออสเตรียน้ำใจประเสริฐผู้นี้บ้างหรือ

 

โทร.ของศูนย์ฯ            054-367-505,  086-654-4505

โทร.คุณทองศรี           080-6429546

โทร.ผู้เขียน                  081-823-8084

สยามรัฐรายวัน 28 มกราคม 2558

รัฐบาลไทยพยายามมา 30-40 ปีแล้วที่จะทำให้การศึกษาในระดับประถม-มัธยมสัมพันธ์กับชีวิต กับชุมชน กับท้องถิ่น ถึงกับไปกู้เงินธนาคารโลกมาทำโรงเรียนเพื่อชุมชนมีความพยายามปฏิรูปการศึกษาโดยให้มีการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นโดยครู-ผู้บริหารโรงเรียนในท้องถิ่นเอง แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ ยกกลับไปให้ “กรมวิชาการ” ทำให้เหมือนเดิม

                เหมือนช้างอินเดียที่เขาล่ามไว้กับต้นไม้ใหญ่นานหลายปี พอปล่อยออก แต่ยังมีโซ่อยู่ เพียงแต่ล่ามไว้กับกิงไม้เล็กๆ เดินไปไหนมาไหนได้สบาย แต่ช้างก็ไม่ไปไหน ยัง “เซื่อง” อยู่เหมือนเดิม ฟังแต่คำสั่งของควานเหมือนเดิม

                โดยหลักการแล้ว ทุกคนเห็นด้วยกันหมดตามที่คุณหมอประเวศบอกว่า “การศึกษาในบ้านเราทุกวันนี้มีปัญหาอยู่สองส่วนใหญ่ๆ ส่วนที่หนึ่ง คือ การแยกชีวิตออกจากการศึกษา ทำให้คนลืมรากเหง้าของตัวเอง และทำให้สังคมไม่เกิดความสมดุล เหมือนอวัยวะในร่างกายที่ต้องทำงานแยกหน้าที่ หากการศึกษาถูกตัดแยกออกจากชีวิต ก็เหมือนกับสังคมไทยถูกตัดรากเหง้าทางวัฒนธรรมออกไป”

                แต่พอไปถึงการปฏิบัติก็นึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไร แม้จะมีโรงเรียนหลายแห่งที่ทำได้ดี มีวิธีคิดและวิธีปฏิบัติที่เป็นไปในแนวทางนี้ แต่ก็มีน้อยเหลือเกินจนกลายเป็นข้อยกเว้น หรือเป็นกรณีของครูที่เกิดมาเพื่อผ่าเหล่าผ่ากอ คิดนอกคอก ถึงต้องเชื่อปราชญ์ที่บอกว่า ปลาเป็นเท่านั้นที่ว่ายทวนกระแส

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 23 มกราคม 2558

มองย้อนกลับไปในชีวิต ช่วงอันเป็น “ที่สุดของที่สุด” คือ ช่วงที่ไปทำ “ทำงานเอดส์” ไปทำงานกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี คนเป็นเอดส์ระหว่างปี 2536-2540

                ได้สัมผัสกับ “ห้วงลึกของความไร้เหตุผล” คือโรคเอดส์ ที่หาคำอธิบายไม่ได้ด้วยประการทั้งปวงว่า ทำไมผู้คนถึงได้รังเกียจผู้ติดเชื้อกันนัก คนคนหนึ่งเคยมีพ่อมีแม่ วันหนึ่งพบว่าตนเองติดเชื้อเอชไอวี แม้แต่พ่อแม่ก็ยังทอดทิ้ง เคยมีพี่น้องก็ไม่มี เคยมีเพื่อน เพื่อนก็หายไป เคยทำงาน เขาก็ไล่ออกหรือให้ออกด้วยวิธีการต่างๆ เข้าร้านก๋วยเตี๋ยวเขายังจะไม่ขายให้ เดินไปตามถนนคนก็เดินหนี นี่จึงเป็นสภาพของ “ความบัดซบ” (absurd) โดยแท้ มาจากความไม่รู้ ความกลัวแบบไร้เหตุผล

                ได้สัมผัสกับ “ความตายเพราะความไร้เหตุผล” คนเป็นเอดส์จำนวนมากตายไม่ใช่เพราะโรคเอดส์ แต่ตายเพราะไม่อยากอยู่ ไม่ต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไป เพราะอยู่ไปก็ไร้ความหมาย คนถูกทอดทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยวในมุมมืดของชีวิต อยู่ไปโดยไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับใครเลย จะอยู่ได้อย่างไร บางคนยังไม่น่าตาย หมอบอกว่า นอนที่โรงพยาบาล อยู่ดีๆ ก็ตายไป เพื่อนคนป่วยทั้งซ้ายทั้งขวา เห็นเพื่อนไปก็ไปด้วย

                ได้สัมผัสกับ “ความทุกข์ที่หาคำบรรยายมิได้” ของผู้ติดเชื้อ และผู้ติดเชื้อรุนแรงจนปรากฏอาการที่เรียกกันว่าคนเป็นเอดส์ คนที่ได้ตราบาปที่สังคมมนุษย์-สัตว์ที่มีเหตุผลมอบให้ ความทุกข์ของครอบครัว พ่อแม่ พี่น้อง ญาติมิตร ไม่ว่าจะทุกข์เพราะรับได้หรือรับไม่ได้ ก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น

Page 1 of 50