phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 26 สิงหาคม 2558

เห็นคลิป “รองผอ.ร.ร.เสิงสาง” แล้วหดหู่สิ้นหวังกับการศึกษาไทยที่มีครูและผู้บริหารโรงเรียนแบบนี้ และคงมีจำนวนไม่น้อยในประเทศนี้กระมังที่ทำให้การศึกษาแย่กว่าประเทศอื่นๆ ที่เราชอบดูถูก

                วันนี้กำลังมีการสอบสวนกรณีนี้ แต่จะมีการลงโทษหรือสรุปบทเรียนอะไรอื่นหรือไม่ก็ไม่ทราบ  เพราะประเทศนี้ใช้อำนาจเส้นสายเป็นหลัก อาจจะย้ายไปไหนสักแห่งให้เรื่องเงียบไปสักพัก แล้วอาจกลับไปเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนไปเลยก็ได้

                โลกเปลี่ยนไปแล้ว แต่ครูและผู้บริหารโรงเรียนยังไม่รับรู้ ไม่เข้าใจ อาจได้เรียนถึงระดับ “ป.เอก” อย่างที่รองผอ.คนในคลิปอ้าง แต่ก็ดูเหมือนไม่ได้ช่วยอะไรเลย เรียนถึงขั้นนั้นได้อย่างไรก็ไม่รู้ถึงคิดไม่เป็น ตามโลกตามการเปลี่ยนแปลงไม่ทัน

                นักเรียนที่เป็นผู้นำการประท้วงในคลิปน่าจะฟ้องรองผอ.คนนี้ มีเพื่อนนักเรียนอีกเป็นร้อยเป็นพยาน  ฟ้องที่ทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ สบประมาท ดูหมิ่นเหยียดหยาม ละเมิดสิทธิมนุษยชน คุกคามทางเพศ (sexual harassment) ทำได้อย่างไรที่จะขอดูอวัยวะเพศของนักเรียนต่อหน้าเด็กนักเรียนเป็นร้อย คงคิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับครูที่สามารถทำอะไรกับเด็กก็ได้ แม้แต่แก้ผ้าเด็กให้คนอื่นดู

                น่าชื่นชมนักเรียนที่ไม่ได้ตอบโต้ ไม่ได้ใช้กำลัง ยอมให้รองผอ.คนนี้ตบหัวหลายครั้ น่าชื่นชมเด็กนักเรียนโรงเรียนแห่งนี้ที่ไม่ได้ใช้ความรุนแรง เพียงแต่โห่แสดงความไม่เห็นด้วยเท่านั้น ทั้งน้องผู้นำและนักเรียนเหล่านี้สมควรได้รับความชื่นชมใน “ความเป็นผู้ใหญ่” (maturity) กว่าครูคนคนนั้นที่เรียกตีวเองว่า “รอง” และอ้างว่าจบปริญญาเอก แต่เป็นเด็กยิ่งกว่าเด็กประถมเสียอีก ไม่ได้ดั้งใจก็อาละวาด ปาอะไรลงพื้นแล้วกระทืบ ทำตัวเหมือนผู้ร้ายอันธพาลในละครน้ำเน่า

                อ่านข่าวในหนังสือพิมพ์แล้วนึกภาพไม่ออกจนดูว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าไปดูคลิปจะเห็นชัดเจนว่า ครูคนนี้หลงยุค นึกว่าตัวเองอยู่โรงเรียนบ้านนอก ยุคโบราณ จนลืมไปว่าวันนี้เขาบันทึกภาพที่ตนเองกำลังทำร้ายนักเรียนอยู่ แล้วถูกส่งต่อด้วยความเร็วเท่าแสงไปทั่วโลก ถึงทุกคนที่มีมือถือและจอคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันทางอินเทอร์เน็ต จากหนึ่งจึงเป็นหลายแสนและอาจเป็นล้านครั้งไปแล้ววันนี้ น่าละอายที่มีคนที่บอกว่า ทำเรื่องนี้ด้วยสำนึกครู ปลาเน่าตัวเดียวทำให้เหม็นหมดข้อง ครูดีๆ พลอยเสียหายไปด้วย

หลงยุคแล้วหลงตัวเอง หลงอำนาจ ทำตัวกร่างยิ่งกว่านักเลงปากซอย ท้าตีท้าตอ่ยกับเด็กๆ รุ่นลูกรุ่นหลาน ซึ่งเป็นนักเรียนของตนเอง หลงในวิธีคิด ยึดติดอยู่กับการจัดการศึกษาที่เน้นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เน้นการสั่งการ ครูเป็นใหญ่ เป็นศูนย์กลาง เป็นผู้ให้ ผู้ประสาทวิชา ผู้ปั้นเด็กจากดินให้เป็นดาว ถนอมผ้าขาวไว้ให้สวยงาม กระบวนทัศน์การศึกษาที่ตกยุคไปนานแล้ว

ครูหลงยุคในระบบการศึกษาที่หลงยุค สอนเด็กให้ท่องจำ สั่งเด็กให้เรียนสิ่งที่ตนเองสอนและรู้เท่านั้น ไม่สอนให้เด็กคิดเป็น วิพากษ์วิจารณ์เป็น สอนให้ตอบมากกว่าถาม ถามมากก็ถูกด่าว่าเป็นคนเรื่องมากอวดดีอวดเก่ง ยิ่งมาตั้งคำถามผู้บริหารโรงเรียนถึงเรื่องที่ดูเหมือนไม่โปร่งใส ไม่ชอบมาพากล ยิ่งเหมือนเป็นกบฏที่ต้องปราบปรามให้กลับมาอยู่ใต้อำนาจ

หลงยุคเพราะต้องการให้นักเรียนเรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้ ไม่ทำเรื่องที่ครูเห็นว่าวุ่นวายเดือดร้อน โดยไม่คิดว่านั่นเป็นการพัฒนาเด็กให้เติบโตทางความคิด ทางปัญญาและวุฒิภาวะ เป็นรากฐานประชาธิปไตย ซึ่งไม่ได้แปลว่าการไปลงคะแนน แต่หมายถึงการเคารพในสิทธิเสรีภาพของบุคคล สิทธิในการแสดงความคิดเห็น มีธรรมาภิบาลและนิติธรรม หมายถึงการมีและเคารพกฏระเบียบที่ดีงามทั้งครูและนักเรียน

การศึกษาไทยปล่อยให้คนที่ไร้วุฒิภาวะมาเป็นผู้บริหารโรงเรียนได้อย่างไร เป็นการศึกษาเองที่หลงยุคหลงทาง ยังตั้งหลักตั้งลำไม่ได้สักที ปฏิรูปกี่ครั้งก็ยังเหมือนเดิม

ระบบการศึกษาไทยล่มสลายเพราะไร้คุณธรรม ไร้ธรรมาภิบาล ไร้ความรู้ความสามารถที่แท้จริง มีแต่การใช้อำนาจและแสวงหาผลประโยชน์ในตำแหน่งหน้าที่ เป็นเครื่องมือของนักการเมือง คนมีอำนาจ

ระบบที่หาความลงตัวไม่ได้ อยากพัฒนาก็จัดการประเมินคุณภาพการศึกษาแบบเหมาเข่ง เสียเวลา เสียงบประมาณ ครูไม่เป็นอันทำงานเพราะมัวแต่เตรียมรับการประเมิน ส่วนมากก็ปลูกผักชีไว้รอ บางแห่งขนาดมีกลองยาวนำหน้าขบวนผู้ไปประเมิน

เรื่องแบบนี้มีในสังคมที่ชอบแต่รูปแบบภายนอก ไม่สนใจเนื้อหากระบวนการ ครูก็ชอบผูกไท้ใส่สูทแม้อากาศร้อนตับแตก เหมือนคนมีปัญหาที่อยากกลบปมด้อยของตนเอง ผู้บริหารต้องไปตีกอล์ฟกินไวน์คบนักการเมือง พ่อค้า คนมีอำนาจ จะได้มีเครือข่ายเส้นสาย ไม่ใส่ใจในการศึกษาอันเป็นหน้าที่ของตน

หลายปีก่อนก็บ่นกันว่าเงินเดือนครูน้อย ไม่มีกำลังใจทำงาน วันนี้เงินเดือนครูโรงเรียนประถมนักเรียนไม่กี่สิบคนยังสูงกว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ แต่ครูก็ยังมีปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายเหมือนเดิม หนักกว่าเดิมเพราะหนี้สินเพิ่มขึ้น และทำงานแย่เหมือนเดิมหรือแย่กว่าเดิม

ลิเกหลงโรงแบบนี้ น่าจะเลิกเสียที เรื่องเก่าเรื่องเดิมไม่อยากดูอีกแล้ว คสช.น่าจะทำเรื่องใหม่ได้แล้ว ไม่เช่นนั้นชาตินี้ก็ปฏิรูปพัฒนาไม่ได้ เพราะ”ชะตากรรมของประเทศขึ้นอยู่กับการศึกษาของประชาชน” (เบนจามิน ดิสราเอลี)

Wednesday, 26 August 2015 22:02

สานอนาคต

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 21 สิงหาคม 2558

บทความชุดนี้มีชื่อเต็มว่า “เชื่อมอดีตกับปัจจุบันเพื่อสานอนาคต” และกำลังจะมาถึงบทสรุปในฉบับนี้ ซึ่งอยากจะบอกว่า จะเชื่อมอะไรกับอะไร อย่างไร จะสานอนาคตอะไรและอย่างไร

                หลายปีก่อน ฝรั่งคนหนึ่งออกเดินทางจากอังกฤษไปรอบโลก โดยตั้งใจว่าจะใช้กำลังของตนเอง   เท่านั้น ไมใช้เครื่องยนต์ ไม่ใช้ลมช่วย  เดินทางกว่า 60,000 ก.ม.รอบโลกด้วยการเดิน ปั่นจักรยาน พายเรือคายัค เรือแคนู ถีบจักรยานน้ำเพื่อข้ามน้ำข้ามทะเล

                เขาเดินทางผ่าน 37 ประเทศ ใช้เวลานานถึง 13 ปี เพราะต้องหยุดพักรักษาตัวจากอาการเจ็บป่วย รณรงค์ปลุกสำนึกให้คนรักธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและหาทุนเพื่อเดินทาง เพราะเขาออกเดินทางด้วยเงินติดตัวไปเพียงน้อยนิด แต่เชื่อมั่นว่าจะบรรลุเป้าหมายได้ด้วยการสนับสนุนของผู้คนทั่วโลก

                เจสัน ลูอีส (Jason Lewis) เป็นชาวอังกฤษให้สัมภาษณ์เมื่อการเดินทางไกลด้วยกำลังมนุษย์สิ้นสุดลงว่า สิ่งที่เขาประทับใจมากที่สุดอย่างหนึ่งในการเดินทางครั้งนี้ คือได้เรียนรู้คุณค่าดีงามต่างๆ ของชุมชนคนพื้นเมืองในหลายประเทศ รวมทั้งชาวเล ทางภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามันของไทย

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์  14 สิงหาคม 2558

มหาวิทยาลัยชีวิตมีปรัชญาเดียวกับเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอนให้รู้จักดำเนินชีวิตตามทางสายกลาง ใช้ความรู้ใช้ปัญญา และมีระบบการบริหารจัดการตนเอง จัดการชีวิต จัดการชุมชน จัดการสังคมที่ดีทำให้มีภูมิคุ้มกัน ไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก หรือได้รับแต่ไม่ถึงกับมีปัญหาจนแก้ไขไม่ได้

                พอประมาณ คือ ความพอดี พองาม ความลงตัว เป็นคุณธรรมความดีที่นำทางชีวิต ทางสายกลาง ในทางพุทธศาสนา คือ มัชฌิมาปฏิปทา

                มีเหตุมีผล คือ การเรียนรู้ การคิดและตัดสินใจด้วยข้อมูล ความรู้ มีหลักคิดหลักการที่ดี ไม่ใช่ทำอะไรด้วยอารมณ์ความรู้สึกอย่างเดียว หรือเห็นใครทำอะไรก็ทำตาม โดยไม่ใส่ใจในการแสวงหาข้อมูลความรู้ที่เหมาะสมกับสถานภาพและสิ่งที่ตนทำ

                มีภูมิคุ้มกัน คือ มีความมั่นคงปลอดภัย อยู่ได้แม้มีปัญหาอุปสรรคทั้งจากภายในภายนอก หรือปัจจัยที่คุกคามและเป็นอันตรายทำให้เกิดผลกระทบ ซึ่งหมายความว่าต้องมีระบบการจัดการที่ดี ไม่ว่าระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน หรือสังคม อยู่อย่างมีเป้าหมาย มีแบบมีแผน มียุทธศาสตร์

Page 1 of 66