phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Tuesday, 21 October 2014 09:55

อินแปง

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 17 ตุลาคม 2557

เทือกเขาภูพาน โดยเฉพาะช่วงต่อเขตระหว่างสกลนคร กาฬสินธุ์ มุกดาหาร นครพนม เป็นดินแดนประวัติศาสตร์ของสังคมไทย เป็นฐานที่มั่นของขบวนการเสรีไทย ซึ่งวางแผนต่อสู้กับญี่ปุ่นระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีฐาน A American ฐาน B British  ฐาน C Chinese นายเตียง ศิริขันท์ อดีต ส.ส.และรัฐมนตรีหลายสมัยคนสกลนครเป็นแกนนำสำคัญ

หลังจากนั้นก็เป็นฐานสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่ว่ากันว่าก่อกำเนิดขึ้นที่นี่ จิตร ภูมิศักดิ์ ได้เดินทางเข้าป่าที่ภูพาน และถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2509 ที่บ้านหนองกุง ตำบลคำบ่อ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

ภูพานแถบนั้นเป็นป่าเป็นเขา เหมาะสำหรับการตั้งฐานและการหลบซ่อน เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ด้วยของป่าและไม้มีค่านานาพรรณ เป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำและห้วยใหญ่น้อยมากมาย นโยบายปราบคอมมิวนิสต์ทำให้ทางราชการปล่อยให้มีการตัดไม้และทำลายป่า อย่างหนึ่งเพื่อให้คอมมิวนิสต์ไม่มีที่หลบซ่อนตั้งฐานได้ง่ายๆ อีกต่อไป

บ้านบัว อำเภอกุดบาก ถือเป็นเขตสีชมพู รอยต่อกับสีแดง ชาวบ้านทำมาหากินด้วยการทำไร่ทำสวนทำนาและหาของป่า ไม่นานวิถีแห่งการพัฒนายุคใหม่ก็เข้าไป ไม่กี่ปีชาวบ้านก็เป็นหนี้เป็นสิน ยากจนลง หลายคนออกจากบ้านไปรับจ้างในเมือง

อาจารย์สุรัตน์ วรางครัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น วิทยาลัยครูสกลนคร ได้ทำวิจัยเรื่องชนเผ่าต่างๆ ในจังหวัดสกลนคร คือผู้ที่มูลนิธิหมู่บ้านไปร่วมงานด้วยในโครงการศึกษาวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนา แนะนำว่าควรเลือกบ้านบัว ซึ่งเป็นชาวกะเลิง คนกลุ่มน้อยเผ่าพันธุ์หนึ่งที่อพยพย้ายถิ่นมาจากฝั่งลาวนานกว่าร้อยปีแล้ว จนวันนี้คงถูกกลืนจากชนเผ่าลาวและอื่นๆ ในท้องถิ่น เพราะไม่ได้พูดจาภาษากะเลิงอีก แม้ว่าจะเป็นพี่น้องตระกูลเดียวกันหรือใกล้เคียงกับชาวบลูหรือโส้ ซึ่งเป็นตระกูลมอญเขมร

เราให้เอก หรือธวัชชัย กุลวงศ์ ที่เรียนจบปริญญาตรี เอกพัฒนาชุมชน ขึ้นไปอยู่ที่บ้านบัว ให้ไปเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมชุมชน ประวัติศาสตร์ชุมชน ไปสัมภาษณ์ชาวบ้าน คนเฒ่าคนแก่ด้วยวิธีการประยุกต์ของเปาโล แฟรร์ คือ ไม่ได้ต้องการเพียงได้ข้อมูลชุมชน แต่ต้องการให้ชุมชนได้สำนึกใหม่และเปลี่ยนแปลง

นายเอกเข้าไปอยู่หมู่บ้านแบบนักพัฒนายุคใหม่ที่ไปสัมภาษณ์ พูดคุยกับชาวบ้าน ยังความแปลกใจให้ชาวบ้านเป็นอย่างมาก เพราะปกติคนเข้าไปทำงานพัฒนามักมีโครงการไปด้วย อาจารย์สุรัตน์กับผมจึงตัดสินใจผสมผสานเพื่อลดความไม่พอใจของชาวบ้านลงไปบ้าง โดยการเอาหมูกะโดนหรือหมูกี้ที่ชาวบ้านเรียกกัน หมูดำพื้นเมืองไปให้ชาวบ้านเลี้ยง ขยายพันธุ์และแบ่งกันเลี้ยง เอาไว้ใช้ในพิธีกรรมและเป็นอาหาร

จริงๆ แล้ว เราใช้เงินเพียง 5,000 บาท ครึ่งหนึ่งไปซื้อลูกหมูให้ชาวบ้านเลี้ยง อีกครึ่งหนึ่งให้นายเอกพาชาวบ้านไปศึกษาดูงาน โดยเฉพาะไปเรียนรู้เรื่องหวายว่าเขาเพาะกล้ากันอย่างไร เพราะคนเฒ่าคนแก่ในชุมชนไม่มีใครรู้ แต่เดิมไม่ต้องเพาะกล้า ธรรมชาติทำให้ เมื่อหนี้สินมากขึ้น ชาวบ้านไปตัดเอาหวายทั้งอ่อนทั้งแก่ไปขายเพื่อหาเงินใช้หนี้ หวายหมดป่าอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านอยากกินหวายก็หาทางปลูกเอง

ปีแรกที่นายเอกเข้าไปทำงานกับชาวบ้านได้ข้อมูลมากมาย เขานำออกมาเพื่อรายงานให้อาจารย์ พี่ๆ พวกเราที่พบกันทุกเดือนเพื่อเรียนรู้จากบทเรียนของน้องๆ ที่เข้าไปทำงานในชุมชน

หนึ่งปีให้หลัง ชาวบ้านซึ่งตอนแรกเบื่อหน่ายกับการให้ข้อมูลก็กลับขอบคุณนายเอก และขอบคุณผมที่ช่วยให้พวกเขาได้เรียนรู้ว่า พวกเขาเป็นใคร มาจากไหน เมื่อไร และเกิดอะไรขึ้นตลอดเวลาที่ผ่านมา ทำไมพวกเขาถึงจน ทำไมถึงมีหนี้สิน

พวกเขาได้ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด เพิ่งจำได้ว่าเมื่อปี 2508 มีคนเอาปอเข้าไปปลูกแล้วขายได้เงิน ชาวบ้านก็ปลูกปอกันทั้งหมู่บ้าน เมื่อราคาตกก็พากันถางป่าขยายที่ปลูก ปี 2513 มันสำปะหลังเข้ามา คนเริ่มปลูกไม่กี่คนแล้วรวย ทุกคนก็อยากรวยและปลูกกันทั้งหมู่บ้าน เมื่อราคาตกก็ถางป่าขยายที่ปลูก

ปี 2516 กำลังเกิดวิกฤติการเมืองระหว่างประเทศ เวียดนาม ลาว เขมรกำลังระส่ำ ชาวบ้านบัวก็ปลูกกัญชา เอาไปขายทหารอเมริกันในค่ายที่นครพนมและอุดรฯ ปี 2519 ถนนมา 2520 ไฟฟ้าเข้า ก็ถึงคราวล่มสลายครั้งสำคัญของชาวบ้านบัว เพราะถนนกับไฟฟ้ามา อะไรๆ ก็ตามมาด้วย ทีวี ตู้เย็น พัดลม หม้อหุงข้าว เครื่องใช้ไฟฟ้า มาก่อนผ่อนทีหลังทั้งนั้น คงเดาได้ว่า ในปี 2530 ที่นายเอกเข้าไปบ้านบัวนั้นมีสภาพเช่นไร

ชาวบ้านเริ่มทบทวนเรื่องราวต่างๆ ร้อยเรียงจนเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าทำไมพวกเขาถึงจนและเป็นหนี้เป็นสิน คงเป็นความรู้แจ้งแบบอริยสัจ 4 ที่ทำให้ไม่รู้แต่เพียงที่มาสาเหตุของทุกข์ แต่รู้ทางออกเพื่อพ้นทุกข์ด้วย ชาวบ้านบัวกลุ่มแกนนำแรกก็เป็นเช่นนั้น

พวกเขาเริ่มเอาทุกสิ่งที่อยากกินกลับมาปลูกในที่ของตนเองที่กลายเป็นไร่มัน คนละ 100 บ้าง 200 บ้าง ปลูกไม่ถึงสามปี คนเป็นหนี้ 60,000 ก็ใช้หนี้หมด มีอยู่มีกิน ลุงเสริม อุดมนา มีที่เป็นสวนป่าอยู่ 6 ไร่หลังวัดบ้านบัว อยากรวยจึงจ้างรถไถมาไถสวนแล้วปลูกมัน 5 ปีเป็นหนี้แสนหนึ่ง จึงเลิก หันมาปลูกทุกอย่างที่อยากกิน อยากใช้ มีพืชต่างๆ นับได้กว่า 350 อย่างในสวน

อย่างหวาย ซึ่งเป็นพระเอกของอินแปงร่วมกับน้ำหมากเม่า ชาวอินแปงเพาะกล้าหวาย 25 ปีได้มากกว่า 50 ล้านต้น ปลูกเองเต็มสวน ขายให้ราชการเอกชนคนทั่วไป  เราใช้เงิน 5,000 บาทให้ชาวบ้านเรียนรู้ เกิดปัญญา พัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ นับเป็นเม็ดเงินกว่า 500 ล้านบาท

อินแปง คือชื่อที่พ่อบัวศรี ศรีสูง ปราชญ์ชาวมหาสารคาม ประธานเครือข่ายอุมชูไทอีสานตั้งให้ พวกเขาเรียนรู้ไม่เพียงแต่ที่มารากเหง้าของตนเอง แต่ได้เรียนรู้ถึงศักยภาพที่แท้จริงของตน ทรัพยากรที่มีอยู่ การนำมาใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน พวกเขาทำวิสาหกิจชุมชนในเครือข่ายอยู่กว่า 50 อย่าง

สมาชิกเครือข่ายอินแปงกระจายอยู่ในหมู่บ้าน อำเภอ จังหวัดสกลนคร กาฬสินธุ์ อุดรธานี มุกดาหาร นครพนม กว่า 80 ตำบล ในกว่า 800 หมู่บ้าน ไปมาหาสู่ เรียนรู้และทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน โดยไม่ได้มีผู้นำที่โดดเด่นอะไร บางคนเป็นคอมมิวนิสต์เก่า เป็นลูกหลานคอมมิวนิสต์บ้าง เสรีไทยบ้าง

เครือข่ายอินแปงเป็นการจัดความสัมพันธ์ของกลุ่มคนที่มีแนวคิดเดียวกัน ต้องการช่วยเหลือกัน ฟื้นฟูคุณค่าและทุนทางสังคม ทุนทางปัญญาของชุมชนเป็นฐานการพัฒนาเพื่อการพึ่งพาตนเอง

บทเรียนของคนอินแปงในยุคแรกของการค้นหาตัวเอง คือ คนที่ไม่มีอดีตเป็นคนไม่มีอนาคต คนไม่รู้ที่มาก็ไม่รู้ที่ไปของตนเอง คนไม่มีรากเหง้าจะถูกเขาครอบงำและกำหนดอนาคตให้หมดเลย

สยามรัฐรายวัน 15 ตุลาคม 2557

ตั้งแต่ระยะแรกๆ ของรัฐประหาร 22 พฤษภาคม มีคนเสนอให้ คสช. ตั้งสภาพลเมืองในทุกจังหวัด เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิรูป ระยะหลังมีการเสนอให้ตั้งสภาพลเมืองเพื่อปลอบใจคนอกหักไม่ได้เป็น สปช. เพื่อให้มีส่วนร่วมในการปฏิรูป ไม่ได้เข้าวงในก็ให้อยู่วงนอกประมาณนั้น

                บทเรียนบนเส้นทางประชาธิปไตยของสังคมไทยหลายสิบปีที่ผ่านมา ถ้าสรุปแบบเรียบง่ายจนอาจจะง่ายเกินไปก็ คือ เป็นการต่อสู้ระหว่างการผูกขาดอำนาจ สวิงไปมาระหว่างอำนาจทหารกับพลเรือน ซึ่งก็ผูกขาดทุกรัฐบาล ก็ยังสงสัยว่า รัฐบาลนี้จะมีอะไรที่แตกต่างหรือไม่เพียงใด

                สังคมไทยเต็มไปด้วย “สภา” สารพัดชนิด ที่ยังไม่มีก็คือสภาประชาชนที่เข้มแข็ง เพราะถ้าเข้มแข็งมากพอ สังคมไทยคงไม่มีการผูกขาดอำนาจได้อย่างง่ายดายต่อเนื่องยาวนานอย่างที่ผ่านมา ความเหลื่อมล้ำ การเอารัดเอาเปรียบ การโกงกินคงไม่มากมายอะไรขนาดนี้

                มาถึงวันนี้ก็ต้องเปิดใจกว้างให้ คสช. ทำงานตามที่ประกาศไว้ว่า จะคืนความสุขให้ประชาชน วลีที่ตีความได้มากมายหลายแบบ ขึ้นอยู่กับว่าใครเข้าใจอย่างไร เพราะผู้คนวันนี้ต้องการความสุขที่ตนเองมีส่วนสร้าง ไม่ใช่นั่งรอรับเหมือนรอผู้มีบุญมาโปรด

                การคืนความสุขในทางการเมืองหมายถึงการคืนสิทธิเสรีภาพ คืนอำนาจให้ประชาชน ให้พวกเขาดูแลตนเอง ให้พึ่งพาตนเอง ให้มีอำนาจในการตัดสินใจ การจัดการทรัพยากร การจัดการการพัฒนา การจัดการการศึกษา การจัดการสุขภาพ การจัดการชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง

                คำว่า สภาพลเมือง เป็นคำที่เหมาะสมแล้ว เพราะพลเมืองหมายถึงคนที่มีสำนึก มีสิทธิเสรีภาพ เป็นสมาชิกที่เป็นพลังของสังคม  แต่สภาพลเมืองเกิดได้จริงถ้าหากเกิดมาจากข้างล่าง ไม่ใช่ให้รัฐบาลเป็นคนตั้ง เหมือนกับที่ไปขอให้รัฐตั้งสภาองค์กรชุมชน ทั้งๆ ที่ชุมชนควรตั้งขึ้นมาเอง ซึ่งยากกว่าและนานกว่า

ที่จริงก็มีอยู่แล้วในหลายชุมชน พอออกมาเป็นพรบ. ก็กลายเป็นว่าถูกครอบโดยอำนาจรัฐ มีอย่างเดียว คือ การได้งบประมาณนิดหนึ่งสำหรับองค์กรเหล่านี้ และองค์กรระดับชาติ ที่เข็นพรบ.นี้ กอปปี้มาจากสภาผู้นำของชุมชน ซึ่งมีพลังเพราะไม่ได้ถูกแต่งตั้งจากอำนาจภายนอก แต่เกิดขึ้นมาจากภายในของชุมชนเอง แม้ไม่มีสถานภาพทางกฎหมาย แต่ก็เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

การต่อสู้ทวงคืนอำนาจของประชาชนคงต้องใช้เวลาอีกนาน เสรีภาพจะไม่เกิด ไม่พัฒนา ถ้าหากไม่ให้ผู้คนเรียนรู้เพื่ออยู่อย่างเสรี ประชาธิปไตยจะไม่เกิดถ้าหากคนไม่มีโอกาสที่จะใช้อำนาจในการตัดสินชะตากรรมของตนเอง ไม่มีอำนาจในการปกครองตนเอง

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า สภาต่างๆ ไม่ว่า สนช. สปช. และอื่นๆ จะไม่พยายามปฏิรูปสังคมไทย ปฏิรูประบบ โครงสร้าง เริ่มจากรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ ที่ต้องร่างใหม่ แก้ไขปรับปรุง ซึ่งก็เชื่อว่าจะทำได้ไม่น้อย ปัญหาอยู่ที่ว่า การเปลี่ยนแปลงต่างๆ จะไม่เกิดจากภายนอกเท่านั้น แต่ต้องมาจากภายในด้วย มาจากการพัฒนาจิตสำนึก การศึกษา ซึ่งต้องไปพร้อมกับกฎหมายและระเบียบต่างๆ ไม่เช่นนั้นกฎหมายก็คงไม่เพียงพอเพื่อทำให้สังคมอยู่ได้ มีรั้วดีๆ แต่มีช่องหมาลอดไม่กี่ช่อง ทั้งคนทั้งหมาก็หาทางออกไปจนได้

การแก้ปัญหาและการพัฒนาให้ยั่งยืนคงไม่ได้มาจากข้างบน ข้างนอก แต่ต้องมาจากข้างใน มาจากชุมชน มาจากประชาชน อย่างกรณีการแก้ปัญหาชาวนา ก็ยังแก้แบบ top down กันต่อไป ไม่มีเวทีให้ชาวนาได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ในการสะท้อนปัญหาที่แท้จริงของพวกเขา ให้โอกาสการเรียนรู้ รัฐและผู้มีอำนาจคิดเอาเองตลอดมาว่ารู้ปัญหาชาวนา และรู้ทางออกอีกต่างหาก แต่ก็ไม่เคยเห็นแก้ได้สักที

ปัญหาหนี้สิน ปัญหาทรัพยากร ปัญหาพลังงาน ปัญหาการศึกษา และอื่นๆ เป็นปัญหาที่สัมพันธ์กันทั้งหมด รัฐและผู้มีอำนาจไม่เคยให้โอกาสแก่ชาวบ้านให้มีส่วนร่วมในการแก้ไข มีแต่คนคิดให้ ทำให้ สั่งให้ทำ สั่งให้กิน สั่งให้ใช้ และกลายเป็นผู้อุปถัมภ์ที่ทำให้ทุกข์ แล้ววันหนึ่งก็บอกว่าจะเอาความสุขไปให้

ปฏิรูปสังคมไทยต้องเริ่มจากการเลิกผูกขาดอำนาจ ปฏิรูปอำนาจรัฐ ปฏิรูปอำนาจเศรษฐกิจ เลิกการผูกขาดแบบลงรายละเอียดให้ได้ว่า แปลว่าอะไรในทางปฏิบัติ

มีตัวชี้วัดมากมายที่บอกได้ว่า รัฐจะเลิกผูกขาดหรือไม่ เช่น งบประมาณให้ อปท.จะเพิ่มให้เขาอย่างน้อยให้ได้ร้อยละ 35 หรือไม่ และเพิ่มต่อไปพร้อมกับจัดระบบรายได้ใหม่ให้เหมาะสมกับการคืนอำนาจที่แท้จริง  การให้จังหวัดจัดการตนเอง การเลิกโครงสร้างอำนาจแบบภูมิภาคที่ไปครอบงำท้องถิ่น บทบาทที่ทับซ้อนแบบที่ไม่มีประเทศพัฒนาไหนเขาทำกัน ยกเว้นประเทศที่ยังรวมศูนย์และผูกขาดอำนาจเท่านั้น

สภาทั้งหลายที่กำลังถกกันเรื่องการปฏิรูป ขอแนะนำให้ไปศึกษาชุมชนเข้มแข็งต่างๆ ทั่วประเทศว่าพวกเขาจัดการตนเองอย่างไร พวกเขามีสภาประชาชน สภาพลเมือง สภาประชาธิปไตย โดยไม่ต้องเรียกชื่อหรือมีโครงสร้างอะไรให้วุ่นวาย สิ่งสำคัญที่สุดคือเนื้อหาของประชาธิปไตย ซึ่งหมายถึงการปกครองตนเอง ไม่ใช่เอาแต่รูปแบบ มีนั่นนี่โน่น แต่ก็ไม่มีวิญญาณเสรี วิญญาณประชาธิปไตยอะไรเลย

ความจริง ในระดับชาติ มีการปฏิรูประบบสุขภาพที่ทำกันมาหลายปี มีสมัชชาพื้นที่ สมัชชาประเด็น ประชาชนและชุมชนทุกระดับมีส่วนร่วม การเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพกำลังเกิด และเป็นฐานสำคัญสำหรับการปฏิรูปเรื่องอื่นๆ  เป็นต้นแบบที่ดีของหลายประเทศทั่วโลกที่มาเรียนรู้ดูงาน

ถ้าอยากทำให้สำเร็จหรืออย่างน้อยวางรากฐานที่มั่นคงใน 1 ปี ก็มีตัวแบบอยู่แล้ว จริงใจกับการปฏิรูปและประชาธิปไตยเพียงใด วัดกันไม่ใช่ที่กระจายอำนาจ แต่ที่การคืนอำนาจให้ประชาชน

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 10 ตุลาคม 2557

เครื่องมือการวิเคราะห์สังคมของมาร์กซ์สามารถนำมาใช้ได้ดีไม่น้อยเพื่อทำความเข้าใจกับสภาพปัญหาของสังคมไม่ว่าในประเทศที่ใช้ระบอบการเมืองแบบไหน สังคมนิยมหรือเสรีนิยม

                มาร์กซ์มองเห็นการเอารัดเอาเปรียบ การกดขี่แรงงาน คนจน โดยนายทุน เขามองประวัติศาสตร์เป็นการต่อสู้ทางชนชั้น นายทุนเองก็มีวิธีการที่แยบยลและมีประสิทธิภาพในการครอบงำและเอาเปรียบ ถ้าหากแรงงานไม่เรียนรู้ ไม่วิเคราะห์สถานการณ์ก็จะไม่รู้เท่ากับการกดขี่ดังกล่าว

                เปาโล แฟรร์ นักการศึกษาและนักพัฒนาชาวบราซิลก็ใช้วิธีวิเคราะห์แบบมาร์กซิสต์ แต่ก็ไม่ได้นำไปสู่การต่อต้านต่อสู้โดยใช้กำลัง หากเป็นการจัดการศึกษาที่เป็นการปลุกจิตสำนึกของผู้คน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจาก “ข้างล่าง” จาก “ข้างใน” อย่างที่เนลสัน แมนเดลา บอกไว้ว่า “อาวุธที่ทรงพลังที่สุดเพื่อการเปลี่ยนโลก คือ การศึกษา”

                แนวคิดและแนวทางแบบวัฒนธรรมชุมชนได้อิทธิพลจากมาร์กซ์และเปาโล แฟรร์ โดยผ่านมาทางอันโตนิโอ กรัมชี นักปรัชญาและผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลี ผู้ถูกหาว่าเป็นพวกลัทธิแก้ เพราะวิพากษ์มาร์กซ์ว่ามองข้ามเรื่องวัฒนธรรม ซึ่งเป็นเครื่องมือเพื่อการครอบงำที่ทรงพลังมากกว่าอาวุธ กฎหมาย ตำรวจ เพราะเป็นอำนาจนำ (hegemony) ที่ครอบงำได้อย่างแนบเนียน โดยคนที่ถูกครอบงำไม่รู้ตัว

                หนังสือ การศึกษาของผู้ถูกกดขี่ (The Pedagogy of the Oppressed) ซึ่งถูกแบนหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 เป็นงานที่เปาโล แฟรร์ เขียนขึ้นตั้งแต่ปี 1968 (2511) เป็นหนังสือที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา และได้รับความนิยมทั่วโลกไม่ว่าในระบอบการเมืองใด เพราะแสดงให้เห็นว่า การศึกษาที่ดีนั้นต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เป็นปลดปล่อยจากการครอบงำ กดขี่ข่มเหงไปสู่ความเป็นไท

                เมื่อปี 2530 มูลนิธิหมู่บ้านร่วมกับวิทยาลัยครูหลายแห่ง ทำโครงการศึกษาวัฒนธรรมชุมชนเพื่อการพัฒนา ที่หลักๆ อยู่ที่สกลนครกับชาวกะเลิงที่บ้านบัว อำเภอกุดบาก และชาวโส้ อำเภอกุสุมาลย์ กับชาวบนหรือเนียะกูรญ์ที่บ้านนำลาด อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ และกับชาวกุยหรือชาวส่วย ที่บ้านม่วงหวาน-โคกเจริญ อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์

                ทั้ง 4 กรณี เป็นต้นแบบสำคัญของการพัฒนาชุมชนโดยใช้วัฒนธรรมชุมชนเป็นรากฐาน และประยุกต์วิธีการแบบเปาโล แฟรร์เป็นเครื่องมือในการทำงาน

                ชาวบนหรือเนียะกูรญ์ เป็นคนกลุ่มน้อยตระกูลมอญเขมร ที่นักมานุษยวิทยาอเมริกันมาศึกษาและประเมินไว้ว่ามีเหลืออยู่ในเมืองไทยประมาณ 2,500 คน เท่านั้น พวกเขาอาศัยอยู่แถวๆ เทือกเขาเพชรบูรณ์ต่อกับดงพญาเย็น เคยอยู่บนพื้นราบ แต่ค่อยๆ ขยับหนีขึ้นไปอยู่บนที่สูงเพราะถูกเอาเปรียบ ถูกหลอกและดูถูกจากคนไทยในพื้นราบ

                อาจารย์ปรีชา อุยตระกูลและอาจารย์กนก โตสุรัตน์ จากวิทยาลัยครูนครราชสีมาในขณะนั้นได้ทำการวิจัยชาวบ้านที่บ้านน้ำลาดมาก่อน การสานต่อเพื่อทำงานพัฒนาในชุมชนนี้จึงไม่ยาก ที่ยาก คือ ทำอย่างไรให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เอาเงินไปให้ทำโครงการ เงินหมดก็ทำโครงการใหม่

                การเรียนรู้เพื่อพัฒนาจิตสำนึกที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่บ้านนำลาด ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือ โดยสุรศักดิ์ อยู่วิเชียรหรือติ๋ง ที่เรียนจบเอกพัฒนาชุมชนจากวิทยาลัยครูนครราชสีมาที่เราส่งเข้าไปฝังตัวอยู่ในหมู่บ้านได้เริ่มสนทนากับชาวบ้าน สืบสาวราวเรื่องที่มาของชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านเรียนรู้จักตนเองว่าเป็นใครมาจากไหน

                นอกจากการสนทนากับคนเฒ่าคนแก่ บันทึกเรื่องราวจากการบอกเล่า แล้วนำมาร้อยเรียง วิเคราะห์ร่วมกับอาจารย์ ผู้รู้นอกชุมชน เราให้ติ๋ง “สอนหนังสือ” ชาวบ้าน ให้อ่านออกเขียนได้ ประเด็น คือ การเชื่อมโยงการเรียนรู้หนังสือกับการพัฒนาจิตสำนึกจะทำได้อย่างไร เพราะแค่เรียนอ่านออกเขียนได้ไม่นานก็คงลืมถ้าหากไม่ได้ใช้ อย่างที่ยูเนสโกประเมินความล้มเหลวในแอฟริกามาแล้ว

                นายติ๋งไม่ได้สอนเด็ก แต่สอนทุกคนในชุมชน ทั้งเด็กผู้ใหญ่ เพราะเวลาเรียนจริงไม่ใช่การเรียนแบบเด็กๆ ที่มาหัดเขียนหัดอ่าน แต่เป็นการให้คนเฒ่าคนแก่ ผู้รู้ประจำหมู่บ้านนำเอาเรื่องราวในอดีตของชาวบนมาบอกเล่า ก.ไก่ เขียนอย่างนี้ก็ใช่ แต่ไก่ในวิถีของชาวบนเป็นอย่างไร เลี้ยงอย่างไร มีพันธุ์อะไรบ้าง ทำอย่างไรให้ได้ ข.ไข่ มาก ลูกดก ไม่เกิดโรค  ถ้าเป็น ร.โรค อะไรจะใช้ ย.ยา อะไรมาช่วย

                นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการเชื่อมโยงการเรียนอักษร การอ่านการเขียนกับชีวิตจริง กับประวัติศาสตร์หมู่บ้าน กับการดำรงชีวิต การทำมาหากิน และวิถีชุมชน

                ชาวบนเหมือนกับคนกลุ่มน้อยในสังคมไทย มักถูกดูถูกและถูกเอาเปรียบ พวกเขาทั้งเกลียดทั้งกลัวคนไทย คนพื้นราบ ไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ภูมิใจในรากเหง้าเผ่าพันธุ์ ปิดบัง ไม่อยากเปิดเผยว่าตนเองเป็นชาวบน กลัวเขาดูถูกหรือหลอกเอา

                การศึกษาเพื่อพัฒนาจิตสำนึกทำให้พวกเขาได้เรียนรู้จักตนเอง บรรพบุรุษ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ความเชื่อมั่นเริ่มกลับมา ความภูมิใจในตัวเองและเผ่าพันธุ์ค่อยๆ ฟื้นคืนมา คนเฒ่าคนแก่เอาเสื้อผ้าชุดเก่งออกมาสวมใส่ในวันสำคัญ เริ่มให้ลูกหลานใส่เสื้อผ้า เครื่องประดับของชาวบน

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในชุมชน เริ่มได้ยินเสียงเป่าใบไม้ ซึ่งหายไปนานแล้ว คนเป่าเก่งก็เริ่มสอนเด็กๆ ถ่ายทอดทักษะในการทำมาหากิน ครูในโรงเรียนก็เห็นด้วย เด็กๆ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชาวบนไปโรงเรียนทุกวันศุกร์ เวลามีงานก็มีการแสดง การฟ้อนรำแบบชาวบน และชาวบ้านมาร่วมงานอย่างพร้อมหน้าสนุกสนาน คนเฒ่าคนแก่บางคนเห็นลูกหลานฟ้อนรำไม่สวย ทนไม่ได้ออกไปช่วยรำด้วย

เมื่อความเชื่อมั่นและความภูมิใจในตัวเองกลับมา พลังก็เกิด ศักยภาพที่ฝังลึกอยู่ภายในก็ได้รับการพัฒนา เกิดการเปลี่ยนแปลงชุมชนที่ร่วมกันคิดว่า ทำอย่างไรจึงจะอยู่รอดโดยไม่ต้องปลูกมันสำปะหลังอย่างเดียวอีกต่อไป เกษตรผสมผสานเริ่มขยายไปตามครัวเรือน คนเริ่มสร้างรากฐานมั่นคงให้ตนเอง

เรื่องทำนองคล้ายกันเกิดขึ้นที่บุรีรัมย์ และได้จุดประกายให้เกิดเครือข่ายพัฒนาชาวบุรีรัมย์ที่พัฒนาอย่างเงียบๆ แต่มีสมาชิกกว่า 20,000 คน และผู้ใหญ่ทองคำ แจ่มใส ผู้ใหญ่บ้านชาวกุย และประธานเครือข่ายก็ได้รับเกียรติเป็นตัวแทนของคนอีสานไปดูงานโอทอปที่โออิตะ

ชาวกุยไม่ได้เก่งแต่เลี้ยงช้าง แต่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงสังคมก็ทำได้ดี

Page 1 of 40