Black Ribbon

phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 11 มกราคม 2560

หลายคนมองดูสังคมไทยวันนี้แล้วคงเกิดความขัดแย้งในใจ ไหนว่ายึดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นฐานเพื่อการปฏิบัติ แล้วทำไมจึงดูไม่สมดุล ไม่ลงตัวเลยระหว่าง GDP กับ GDH

          GDP (Gross Domestic Product) หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ เป็นดัชนีชี้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจและได้กลายเป็นตัวชี้วัด “การพัฒนา” ของประเทศไปด้วย ซึ่งในความเป็นจริงก็รู้กันอยู่ว่าไม่จริง เพราะประเทศไทยอาจจะ “ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา”

เพราะการพัฒนาที่ยอมรับกันในระดับนานาชาติวันนี้เขาไม่ได้วัดกันที่เศรษฐกิจอย่างเดียวแล้ว แต่รวมไปถึงด้านอื่นๆ โดยเฉพาะทางสังคม สิ่งแวดล้อม สิทธิ ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยคนจน ซึ่งความเหลื่อมล้ำดัวกล่าวประเทศไทยอยู่อันดับต้นๆ ของโลก

          GDH (Gross Domestic Happiness) หรือความสุขมวลรวมประชาชาติ ที่รู้กันว่า ภูฏานเป็นประเทศเดียวในโลกที่ประกาศชัดเจนว่า ความสุขของประชาชนคือเป้าหมายการพัฒนา

ผู้นำประเทศเล็กๆ ตีนเขาหิมาลัยแห่งนี้บอกว่า ประเทศต่างๆ เอาการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) เป็นเป้าหมาย และความสุขเป็นผลพลอยได้ ขณะที่ประเทศของเขาเอาความสุขเป็นเป้าหมาย เศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ จึงพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่เปิดประเทศให้คนหลายล้านเข้าไปเที่ยว แม้ว่าจะทำได้เพราะมีทุกอย่างที่นักท่องเที่ยวแสวงหา

แนวคิดในการพัฒนาประเทศของภูฏานเริ่มเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว ไล่เลี่ยกับประเทศไทย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงมีพระราชดำรัส “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2517 ในวันพระราชทานปริญญาที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ว่า

“การพัฒนาประเทศนั้นจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพอสมควรและปฏิบัติได้แล้วจึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจชั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป”

“หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียวโดยไม่ให้แผนปฏิบัติการที่สัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวไปในที่สุด”

คำถามในใจที่ไม่ได้รับคำตอบ และดูเหมือนว่าไม่ได้รับความสนใจที่จะตอบจากผู้ที่เกี่ยวข้องด้านนโยบาย ไม่ว่ารัฐบาลหรือสภาพัฒน์ฯ ถ้าตอบก็คงอ้างว่าได้เขียนไว้ในแผนพัฒนาฯ แผนที่ 12 ที่กำลังเริ่มกันนี้แล้ว ซึ่งเป็นคำตอบที่ไม่ผิด แต่ทำไมไม่เห็นในความเป็นจริง

นอกจากนั้น นักวิชาการทั้งหลาย สถาบันอุดมศึกษาที่มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองก็ดูไม่ได้สนใจประเด็นนี้ มีไม่กี่คนที่สนใจและให้ความเห็นต่อเนื่อง อย่างศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ที่พูดถึง “หลัลล้าอีโคโนมี่” และ “เศรษฐกิจบูติค” ที่เสนอเป็นรูปธรรมเชิงแนะนำให้รัฐบาลและสังคมให้ความสนใจกับประเด็นนี้

เช่นเดียวกับที่คุณหมอประเวศ วะสีได้พูดย้ำตลอดมาหลายปีว่า ทำอย่างไรจึงจะสร้างฐานการพัฒนาให้เข้มแข็ง เหมือนการสร้างเจดีย์ที่ต้องเริ่มจากฐานราก ไม่ใช่สร้างจากยอดที่พังลงมาอย่างที่เกิดขึ้นตลอดมา ฐานที่ท่านหมายถึง คือ ชุมชน

พอพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาแบบบูติค เศรษฐกิจฐานราก ก็มีคนสรุปว่า เป็นการต่อต้านการพัฒนา ถอยหลังไปหาอดีตแบบวันวานยังหวานอยู่ ที่ด่วนสรุปกันเช่นนี้เพราะยังไม่เคยมีการจัดเวทีให้คนที่มีความเห็นแตกต่างกันสองฝ่ายนี้มาพบกัน มาเสวนากันอย่างจริงจัง

การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจบูติค มีฐานอยู่ที่สังคมวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งเป็นต้นทุนที่สำคัญ มีคุณค่าที่โลกวันนี้แสวงหา แต่สงสัยว่าคนที่กำหนดนโยบายการพัฒนาเข้าใจและเข้าถึงประเด็นนี้มากน้อยเพียงใด

เพราะที่เห็นและเป็นอยู่ ยังเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่รวมศูนย์ เอาแผนใหญ่ แผนกลางเป็นหลัก ทำให้เศรษฐกิจชุมชนเป็นเพียงแรงงาน ฐานการผลิต ทรัพยากร ทุนของท้องถิ่นจึงรับใช้ส่วนกลางมากกว่าที่จะมีเป้าหมายเพื่อการเติบโตเป็นตัวของตัวเอง พึ่งพาตนเอง มั่นคงทีละขั้นตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ที่สำคัญ ถ้าหากเป้าหมายของการพัฒนาคือ “ความสุข” (GDH) แนวทางการพัฒนาก็ต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับเป้าหมาย  (เป้าหมายดี วิธีการต้องดีด้วย) จึงต้องสร้างโมเดลการพัฒนาที่เป็น “ไทยๆ” ที่สมดุล เหมาะสมกับ “ภูมิสังคม” กับคนส่วนใหญ่ที่ยังขาดโอกาสในการพัฒนา เพราะนโยบายที่เป็นอยู่มองข้ามศักยภาพที่แท้จริงของชุมชน ของคนเหล่านี้

คนไทยจะมีความสุข “ถ้วนหน้า” มากกว่านี้ โดยไม่จำเป็นต้องไล่ตามการพัฒนาที่ประเทศพัฒนาแล้วเขาวางไว้ ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่าต้องถอยหลังไปหาอดีต เพียงแต่จัดความสัมพันธ์ใหม่กับโลกใบนี้ที่ผู้คนต้องการปัจจัยสี่ สิ่งดีๆ ที่ชุมชน คนท้องถิ่น คนยากคนจนมีศักยภาพที่จะตอบสนองได้เป็นอย่างดี ถ้าหากฝ่ายนโยบายเข้าใจและให้การส่งเสริมสนับสนุนอย่างจริงจัง

         เพื่อเดินตามวิถีแห่งความพอเพียงตามพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน เราควรช่วยกันนิยามการพัฒนาใหม่ หาความลงตัว ความสมดุล ความพอดีมากกว่านี้

สยามรัฐรายวัน 4 มกราคม 2559

คนจำนวนมากอาจตามโลกไม่ทัน เพราะการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว แต่ในวิสัยทัศน์การพัฒนาไม่ว่าของสหประชาติหรือของไทยที่ไม่ต้องการ “ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ก็คงต้องช่วยกันหาวิธี “บูรณาการ” และเชื่อมสานอดีตกับปัจจุบันเพื่อวาดฝันอนาคตที่มีความสุขด้วยกันทุกคน

                กระแสโลกที่เปลี่ยนรวดเร็วทางเทคโนโลยีเหมือนกับจะวิ่งไปข้างหน้า แต่ดูให้ดีจะพบว่า ในเวลาเดียวกันโลกกำลังหมุนกลับ

                ๑.กลับไปหาต้นกำเนิดชีวิต (back to source of life) ค้นหาความหมายของชีวิตในศาสนา ปรัชญา คุณค่าความดีงาม คนต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจในโลกที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก สิ่งให้ความรื่นเริงบรรเทิงใจ แต่อีกด้านหนึ่งกลับทำให้เกิดความว่างเปล่า ความโดดเดี่ยว ความเหงา

      ๒.กลับคืนสู่ธรรมชาติ (back to the nature) กระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ป่า ระบบนิเวศ กระแสเกษตรอินทรีย์ อาหารปลอดภัย พลังงานสะอาด พลังงานที่ไม่รู้หมดจากธรรมชาติ สายลม แสงแดด พลังงานชีวมวล ท่องเที่ยวนิเวศ ท่องเที่ยวเกษตร

      ๓.คืนสู่ความเรียบง่าย (back to basics) สู่ความพอดี คนพบว่าการกินอยู่พอดีทำให้มีความสุข ความสมดุลในการจัดการชีวิต จัดการองค์กร จัดการชุมชน  ความสุขอยู่ที่การแบ่งปัน การให้ ไม่ใช่ได้แต่รับ การสะสมจนมีล้นเกิน อยู่ที่การรู้จักพอ

      ๔.คืนสู่รากเหง้า (back to the roots) กลับไปค้นหาภูมิปัญญาดั้งเดิม คุณค่าดีงาม ทุนทางปัญญา ทุนทางสังคมวัฒนธรรมของบรรพบุรุษ นำมาฟื้นฟูอนุรักษ์ประยุกต์ผสานให้เหมาะสม เพื่อเป็นรากฐานชีวิตของวันนี้

                โลกหมุนกลับ กลับไปเชื่อมอดีตกับปัจจุบันเพื่อสานอนาคต ไม่ได้ถอยหลังลงคลอง แต่ถอยไปตั้งหลัก ตั้งหลักได้ก็เดินหน้าได้ และเดินได้อย่างมั่นคงกว่าเดิม

                การไม่ทิ้งผู้คนไว้เบื้องหลัง โดยเฉพาะคนจน คนขาดโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาเศรษฐกิจที่ก้าวหน้า จึงหมายถึงการช่วยให้ผู้คนเหล่านี้สามารถอยู่ร่วมกับคนที่มีความรู้ มีสถานภาพเศรษฐกิจสังคมดีกว่าโดยการค้นหาสิ่งดีๆ ที่พวกเขามีอยู่ ซึ่งเป็นอะไรที่โลกแห่งเทคโนโลยีที่ก้าวหน้านี้ไม่มี

                อยากกินไก่นาปลาแม่น้ำก็ต้องไปที่ชุมชน อยากกินผักปลอดสารเคมีต้องไปหาที่ชาวบ้านปลูกไว้กินเอง หรือปลูกแปลงเล็กๆ เหลือกินก็เอาไปขาย อยากได้ผ้าทอมือย้อมสีธรรมชาติก็ต้องไปหาทีชุมชน กลุ่มทอผ้า วิสาหกิจชุมชน เพราะโรงงานทำผ้าแบบนั้นไม่ได้

                อยากเห็นวิถีชีวิตที่สงบ ไม่รีบเร่งเรียบง่ายก็ต้องไปที่หมู่บ้านไกลๆ ไปดูบนเขาบนดอย ชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดเป็นมิตรกับธรรมชาติ พึ่งพาอาศัยกัน ไปท่องเที่ยวชุมชน โฮมสเตย์ หรือไม่ก็เข้าวัดปฏิบัติธรรม ทำสมาธิ กรรมฐาน ปล่อยวาง เกิดสติ เกิดปัญญา

                อาศัยความรู้และการสื่อสารสมัยใหม่ ใครๆ ก็รู้แล้วว่า การเกษตรไม่ใช่เป็นเพียงทางเลือกของคนไม่มีทางไป แต่เป็นรอดของคนที่เห็นทางทำมาหากินอย่างมีความสุขบนผืนดิน มีอาหาร มีรายได้ มีความมั่นคง มีความสุขกว่าการทำงานในเมือง ในโรงงาน ในสำนักงาน

                ถ้ามีวิสัยทัศน์พัฒนายั่งยืนไม่ใช่ทุนนิยมเส้นตรง คงไม่เห็นแย้งกับโครงการ “คนกล้าคืนถิ่น” ที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 1 ล้านคน พวกเขาจะไม่กลับไปแย่งอาชีพทำนา ไม่ทำให้ข้าวเพิ่มปริมาณมากขึ้นจนราคาตก แต่จะทำให้ชาวไร่ชาวนาเห็นแบบอย่างของการทำการเกษตรแล้วอยู่รอด พอเพียงและมั่นคงยั่งยืน

                นี่คือการไม่ปล่อยทิ้งชาวบ้านไว้ข้างหลัง เดินหน้าไปสู่ 4.0 ซึ่งคงยากที่จะถึงถ้าหากคนส่วนใหญ่ ชาวไร่ชาวนายังไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ไม่ใช่คิดแต่จะขับพวกเขาเข้าเมืองไปเป็นลูกจ้าง หรือเป็นเพียงแรงงานในเกษตรแปลงใหญ่ที่ยกให้นายทุน เพียงเพราะต้องการเพิ่มผลผลิตเพื่อการส่งออก

                คนกล้าคืนถิ่นจะทำให้เห็นว่า ทำการเกษตรในผืนดินไม่กี่ไร่ก็อยู่ได้อย่างพอเพียงและมีความสุข และพัฒนาไปสู่วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ จากเล็กไปหาใหญ่ เป็นเศรษฐกิจแบบ “บูติค” (อย่างที่ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์เรียก) เศรษฐกิจขนาดเล็กบนฐานคุณค่าท้องถิ่น ฐานวัฒนธรรมชุมชน

                โลกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว เป็นโลกอินทรีย์ ต้องการอาหารอินทรีย์ เกษตรแปลงขนาดใหญ่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการเชิงคุณภาพของโลกได้ ศักยภาพที่แท้จริงอยู่ที่ชุมชน อยู่ที่คนเล็กๆ กลุ่มเล็กๆ

                งานโอทอป งานผ้าพื้นเมืองในจังหวัดต่างๆ พบว่า ผ้าทอมือ ย้อมสีธรรมชาติขายหมดไม่เหลือตั้งแต่วันแรกๆ  คนต่างชาติคนไทยไปกว้านซื้อจนหมดแผงหมดบู้ท  แล้วรัฐบาลเห็นศักยภาพของคนเล็กๆ เหล่านี้เพียงใด ถ้าไม่อยากทิ้งพวกเขาไว้ข้างหลัง ต้องให้โอกาสพวกเขาได้เดินไปข้างหน้าอย่างเข้าใจโลกและเข้าใจศักยภาพของผู้คนที่แตกต่างหลากหลาย

               มองเป็นบวกมากกว่าเป็นลบ เป็นโอกาสเพื่อการพัฒนาประเทศแบบหลากหลาย (diversified) ไม่ใช่มีรูปแบบเดียวแบบสี่เหลี่ยมหรือเส้นตรง แบบเอาเงินนำหน้า เอาเศรษฐกิจเป็นตัวชี้วัด แบบนั้นต่างหากที่ทิ้ง “ชาวบ้าน” ไว้ข้างหลัง ช่องว่างที่ถ่างออกไประหว่างคนรวยกับคนจน

ชาวนานุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียว ไม่ใส่เสื้อ เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ ๙ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2522 เมื่อเสด็จเยี่ยมราษฎรและทรงศึกษาสภาพแวดล้อมปัญหาฝนแล้งน้ำท่วม ที่ริมอ่างเก็บน้ำหนองกุดใหญ่ ขณะที่นายตี นะเรศรัมย์ ชาวบ้านบ้านโคกขมิ้น ม.4 ต.หนองเต็ง อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ กำลังทอดแหหาปลาอยู่ พระองค์ทรงเรียกให้มาเข้าเฝ้าเพื่อถามทุกข์สุขและข้อมูลเรื่องน้ำในอ่างและบริเวณนั้น

 

ลุงตีวันนี้อายุ 68 ปีเล่าว่า ไม่เคยคิดฝันว่าวันหนึ่งจะได้เข้าเฝ้าและในลักษณะเช่นนั้น ประทับใจอย่างหาที่สุดมิได้ในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่สนพระทัยต่อทุกข์สุขของชาวบ้านคนยากคนจน แม้นุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียวก็ไม่ทรงรังเกียจถือพระองค์ ประทับนั่งบนพื้นดินพร้อมกับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สนทนาเป็นเวลาหนึ่งกับลุง

 

ไม่กี่ปีต่อมาทางราชการได้เข้าไปพัฒนาอ่างเก็บน้ำหนองกุดใหญ่นั้นเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งและระบายน้ำป้องกันปัญหาน้ำท่วมในหน้าฝน ทำให้ปัจจุบันชาวบ้านเกษตรกรในพื้นที่ก็มีน้ำกินน้ำใช้และทำการเกษตรได้ โดยไม่ประสบปัญหาฝนแล้งหรือน้ำท่วมอีก

 

ถามว่า มีข้าราชการคนไหนที่อ้างว่าเป็น “ข้า” งานของพระราชา ทำได้เช่นนี้

ถามว่า มีนักการเมืองคนไหนที่อ้างว่ารักชาติบ้านเมืองที่จริงใจทำได้เช่นนี้

ถามว่า มีอาจารย์ นักวิชาการคนไหนที่สอนเรื่องการพัฒนาประเทศ ที่ทำได้เช่นนี้

ถามว่า มีใครก็ได้ที่ประกาศว่ารักความเป็นธรรม เสรีภาพและประชาธิปไตย ที่ทำได้เช่นนี้

 

นึกถึงสถานการณ์เมื่อปี 2522 ที่เพิ่งผ่าน 6 ตุลาคม 2519 ที่ยังรบกับ “คอมมิวนิสต์”  ที่นักศึกษาและผู้คนหลายพันคนเข้าป่าจับอาวุธสู้กับอำนาจรัฐ พระองค์เสด็จไปในพื้นที่สีชมพู (จึงเห็นทหารถือปืนอยู่ด้วย)

 

นึกออกไหมว่า คนที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ เสด็จไปโดยไม่มีพิธีรีตองอะไรอื่น ไม่แบกไม่หาม ไม่มีรถยนต์พระที่นั่ง ประทับนั่งลงกับพื้นดินโดยไม่ได้เรียกหาเสื่อ หาผ้ามารองกันเปื้อนกันฝุ่น ซึ่งถ้าทรงเรียกทุกคนก็พร้อมที่จะจัดหาให้ได้ในทันที แต่ทรงเลือกที่จะประทับลงบนผืนดินโดยไม่มีอะไรรอง

 

คุณเคยเห็นภาพแบบนี้ที่ไหนในโลกไหม กษัตริย์องค์ไหน ในประเทศไหน ยุคไหนทำได้แบบนี้

 

ดูภาพนี้ทีไร บอกได้โดยไม่อายว่า น้ำตาซึมครับ

 

ความยิ่งใหญ่อันล้นพ้นของพระองค์ท่านมาจาก “พระทัย” อันยิ่งใหญ่เพื่อคนไทย โดยเฉพาะคนยากคนจน คนทุกข์ร้อน 

คือ “พลังแผ่นดิน” อันยิ่งใหญ่ที่ “ระเบิดจากข้างใน” 

Page 1 of 108