phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 26 มิถุนายน 2558

ได้เล่าเรื่องข้อจำกัดและความล้มเหลวในการทำงานร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ซึ่งความจริงก็สะท้อนความล้มเหลวของการจัดการศึกษาทั้งระบบของประเทศนี้ ซึ่งเป็นข่าวกันไปเมื่อไม่นานนี้ว่า องค์กรระดับโลกประเมินผลสัมฤทธิ์การศึกษาไทยไว้ต่ำมาก แล้วยังให้ข้อสังเกตด้วยว่า เด็กไทยในระดับประถมปีที่ 3 ถึง 600,000 คนอ่านไม่ออกเขียนไม่เป็น

                ด้วยพื้นฐานการศึกษาเช่นนี้ ไล่ไปจนถึงระดับอุดมศึกษา เราจึงมีปัญหาการพัฒนาประเทศเนื่องจากการพัฒนาที่ถูกต้องจะต้องมีฐานความรู้ ฐานปัญญา ขาดสิ่งเหล่านี้ เราก็ต้องใช้เงินไปลงทุนสูงซื้อเทคโนโลยีจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ จึงไม่มีทางไปแข่งขันกับใครเขาได้

                ความจริง ไม่ใช่เพียงเรื่องการพัฒนาที่ต้องใช้ความรู้เพื่อจะอยู่รอดในระดับโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่มีการแข่งขันกันสูง แต่การอยู่รอดในหมู่บ้านชนบทของไทยเราเองก็ยังอยู่ไม่ได้เพราะโลกวันนี้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ถ้าไม่มีความรู้ก็อยู่ไม่ได้ ถึงอยู่ได้ก็ถูกเขาหลอก ถูกเขาโกง ถูกเขาครอบงำและเอาเปรียบได้ง่าย

                เพราะไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ขั้นสูง เพราะระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานก็ไม่ดี เราถึงมีการพัฒนาที่เน้นการใช้ทรัพยากร ใช้แรงงาน มากกว่าใช้สติปัญญา เอาทรัพย์สมบัติจากธรรมชาติไปขายกิน ไปรับจ้างขายแรงงาน สรุปอย่างที่เขียนและพูดมาหลายครั้ง ประเทศที่มีความรู้เขาเปลี่ยนทะเลทรายเป็นป่า ประเทศไม่มีความรู้เปลี่ยนป่าเป็นทะเลทราย

                ก่อนมาเป็น “มหาวิทยาลัยชีวิต” ถึงได้สรุปร่วมกับปราชญ์ชาวบ้านทั่วประเทศว่า บ้านเราไม่ได้จนทรัพยากร ไม่ได้จนแรงงาน ไม่ได้จนเงิน แต่จนปัญญามากกว่า ทำอย่างไรจึงจะสร้างความรู้ สร้างปัญญา ไม่ใช่ไปท่องเอาแต่ความรู้ของคนอื่น ซึ่งไม่เพียงพอเพื่อการอยู่รอดและการพัฒนาที่ยั่งยืน

                ทำอย่างไรจึงจะสร้างผู้นำทางปัญญาที่มาจากท้องถิ่นเอง ที่อันโตนิโย กรัมชี ปราชญ์ชาวอิตาเลียนเรียกว่า organic intellectual ที่อยากแปลว่า “ปัญญาชนจากเนื้อใน” คือ ปัญญาชนที่เกิดมาจากชุมชน อาจเป็นเกษตรกร เป็นกรรมกร คนเหล่านี้ที่หลุดพ้นจากการถูกครอบงำ จะช่วยคนอื่นให้เป็นอิสระจากอำนาจนำที่ครอบงำอย่างแนบเนียนในสังคมด้วยเช่นกัน คำว่า hegemony หรืออำนาจนำ มาจากปราชญ์อิตาเลียนผู้นี้ด้วย

                โครงการมหาวิทยาลัยชีวิตถูกผลักเข้าไปสู่ระบบอุดมศึกษากระแสหลักด้วยความหวังว่าจะมีส่วนสร้างผู้นำทางปัญญา ที่มีความรู้มีคุณธรรม เพื่อนำสังคมฐานรากที่ประกอบด้วยชุมชนให้เข้มแข็ง แม้ว่าจะมีข้อจำกัดมากมาย และไม่ได้ผลสูงส่งตามความคาดหวัง แต่ผลที่เกิดกับทั้งอาจารย์และนักศึกษาบางคนในโครงการนี้ทำให้เชื่อว่า หลักสูตรนี้มีคุณค่า และจะมีคุณค่ามากกว่านี้ถ้าหากนำไปใช้อย่างเหมาะสม และนั่นคือที่มาของสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน

                ก่อนไปถึงตรงนั้น ขอเล่าเรื่องดีๆ ของนักศึกษาที่ได้เรียนใน “โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต” ก่อนที่จะมาเป็นสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน เพื่อบอกว่า ความสำเร็จที่เกิดกับคนตัวเล็กๆ เหล่านี้ มีพลังอันยิ่งใหญ่เพียงพอให้เราตัดสินใจลุกขึ้นมาก่อตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอง

                ขนิษฐา มะโนสมบัติ เป็นคนพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย เมื่อปี 2549 เธอมาเรียนหลักสูตรสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นใน “โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต” ซึ่งเราเพิ่งเริ่มต้นทำงานกับมหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร หลังจากที่เราแยกทางกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง

                ศูนย์เรียนรู้อยู่ที่พญาเม็งรายเอง เธอมาเรียนเหตุผลหนึ่งเพราะอยู่ใกล้บ้าน ไม่ต้องเดินทางไกล อีกเหตุผลหนึ่งเพราะกำลังเซ็งกับชีวิต สามีไปทำงานต่างประเทศ ตัวเองอยู่กับลูก เครียด ไม่ค่อยไปไหน อยู่แต่ในบ้าน สามีส่งเงินมาเท่าไรก็ใช้หมด ประหนึ่งปลดปล่อยและประชดอะไรบางอย่าง

                เมื่อมาเรียนปีแรก เธอต้องเรียนเพื่อรู้จักตัวเอง และหาทางเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ได้ อาจารย์ให้ทำโครงงาน เธอก็ทำโครงการงานไปเสนออาจารย์และเพื่อนๆ เพื่อให้ทุกคนให้ความเห็นและให้คำแนะนำรวมทั้งให้กำลังใจเพื่อจะได้ทำจนสำเร็จ

                โครงงานแรกเธอทำเรื่องการลดความเครียด โดยเสนอว่าจะเลิกกินยานอนหลับที่กินมา 10 ปีให้ได้ และจะเลิกตีลูก เพราะเครียดทีไรก็ระบายออกที่ลูก เธอทำได้สำเร็จ และภูมิใจในตัวเอง และทำโครงงานต่อไป คือ เศรษฐกิจพอเพียง

                ข้างๆ บ้านมีที่อยู่ 53 ตารางวา ขนิษฐาลงมือปลูกพืชผักมากมายหลายอย่าง เลี้ยงหมู เป็ด ไก่ ปลา กบ ลงมือทำเองกับลูกๆ โดยมีปราชญ์ชาวบ้านเป็นครูช่วยให้คำแนะนำและสอนให้รู้จักทำและแก้ปัญหา เพราะเธอไม่เคยทำเรื่องเหล่านี้มาก่อน

                เธอเขียนคำคมๆ ไว้ทุกมุมสวน แผ่นหนึ่งเขียนว่า “สุขไดไหนจะเท่า มีกับข้าวอยู่ในบ้าน” เธอมีข้าวปลาอาหารที่ผลิตเอง เหลือยังได้แบ่งปันให้คนอื่น ได้ขาย มีรายได้ มีคนมาเรียนรู้ดูงานเกือบทุกวัน ผู้ว่าฯ นายอำเภอตั้งให้เป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงของจังหวัดเชียงราย

                ขนิษฐาบอกว่า ตอนที่เริ่มเรียนใหม่ๆ เธอนั่งอยู่แถวหลังสุดของห้อง ด้านหน้ามีแต่ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นักการเมืองท้องถิ่น เทศบาล อบต. เรียนไปไม่นาน เธอเริ่มเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง ค่อยๆ ขยับจากแถวหลังสุดไปจนถึงหน้าสุด กลายเป็นเลขาของห้องของรุ่น กล้าพูดกล้าแสดงความคิดเห็น และที่สุดวันหนึ่งเธอก็ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาเทศบาลพญาเม็งรายด้วย

                เรื่องราวของขนิษฐาเคยถูกนำไปทำเป็นตอนหนึ่งของรายการบัลลังก์คนดีทางช่อง 5 เธอกลายเป็นวิทยากรตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับชาติ ได้รับเชิญไปบรรยาย ไปอภิปรายในรายการอบรมสัมมนา และสื่อต่างๆ เพื่อเล่าเรื่องชีวิตของตนเองที่เปลี่ยนไปเมื่อได้เรียนใน “โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต”

                เธอบอกว่า “มหาวิทยาลัยชีวิตไม่ได้ทำให้ฉันดูดีเพียงเพราะใบปริญญา แต่เพราะฉันได้เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนชีวิตของตัวเอง นอกจากจะทำให้ตัวเองมีความสุข ยังสามารถแบ่งปันความสุขส่งต่อให้สังคมได้อีกด้วย”

                วันนี้เธอกำลังพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงจากพื้นที่ 53 ตารางวาเป็น 5 ไร่ เธออยากทำให้เต็มรูปแบบอย่างที่พระเจ้าอยู่หัวทรงสอน และให้เป็นที่เรียนรู้สำหรับผู้คนทั่วไป

                การเปลี่ยนคนเป็นเรื่องยาก เปลี่ยนได้ 1 คน ถือเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เปลี่ยนได้ 2 คนเป็นเรื่องอัศจรรย์ เพราะถ้าเปลี่ยนได้ 1 จะเปลี่ยนได้อีกร้อย เปลี่ยนได้ 2 จะเปลี่ยนได้อีกพัน คนที่ได้ยินได้ฟังขนิษฐา ได้เห็นแบบอย่างชีวิตของเธอจนถึงวันนี้มีเป็นแสนๆ คนแล้ว คนที่ได้รับแรงบันดาลใจและเปลี่ยนชีวิตของตนเองคงมีจำนวนหนึ่ง คนเหล่านี้ก็ขยายผลต่อไปเป็นทวีคูณ เป็นลูกโซ่นิวเคลียร์ที่กำลังระเบิดและสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์  12, 19, 26  มิ.ย. 2558

คำว่า “มหาวิทยาลัยชีวิต” เริ่มติดหูติดตาผู้คนมากขึ้นแล้ววันนี้ แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่ทราบที่มา และคงไม่ทราบที่ไปด้วย จึงอยากเล่าเรื่องยาวๆ ให้ฟัง ก็ต่อจากเรื่องที่เล่ามาเกือบ 50 ตอนก่อนหน้านี้ ซึ่งอยากสรุปย่อๆ อีกครั้ง จะได้หาจุดเชื่อมต่อกันได้

                เมื่อปี 2521 ที่เรียนจบกลับจากต่างประเทศมารับราชการเป็นอาจารย์ประจำที่สาขาวิชาปรัชญา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สารภาพว่าไม่รู้จักเมืองไทย ไม่รู้จักสังคมไทยเลยก็ว่าได้ มาจากบ้านนอกแล้วออกไปเรียนเมืองนอกเสียนาน

                ความที่ได้เรียนปรัชญาตั้งแต่ปริญญาตรีถึงปริญญาเอก แม้ว่าส่วนใหญ่เป็นปรัชญาตะวันตก แต่สิ่งหนึ่งที่ปรัชญาไม่ว่าของซีกโลกไหน เผ่าพันธุ์ไหนมีเหมือนกัน คือ การตั้งคำถามและพยายามหาคำตอบ คำถามทั้งเล็กทั้งใหญ่ ตั้งแต่การกินการอยู่ การทำมาหาเลี้ยงชีพไปจนถึงเกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน โลกเป็นมาอย่างไร ทำไมอะไรๆ จึงเป็นอยู่อย่างที่เห็น ความจริง ความดี ความงาม คืออะไร

                สรุปแล้ว วิชาปรัชญาเป็นวิชาที่ว่าด้วยการหาความหมายของสิ่งต่างๆ เมื่อคนเราถามว่า “คืออะไร” หานิยามหาคำตอบของสิ่งต่างๆ นั่นคือการตั้งคำถามเชิงปรัชญาทั้งสิ้น

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 29 พ.ค. 5 มิ.ย. 2558

การทำความเข้าใจเรื่องวิสาหกิจชุมชนตามปรัชญาหรือหลักคิดดั้งเดิมเป็นเรื่องยาก ทั้งๆ ที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังลำบากยากแค้น มีหนี้สิน ยังอยู่ในสถานะเหมือนคนตกน้ำ ต้องดิ้นรนไม่ให้จมน้ำตาย แต่แทนที่จะคิดเอาตัวให้รอดก่อน กลับฝันเลยไปไกลว่าทำอย่างไรจึงจะรวย มีเงินมากๆ จากการขายของที่ผลิตได้

                ผมเดินทางไปทั่วประเทศ หลายแห่งไม่รู้จักผม เมื่อได้ยินว่า ดร.เสรี ไป กลุ่มแม่บ้านก็มักจะดีใจ นึกว่าเป็น ดร.เสรี วงศ์มณฑา ซึ่งมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักมักคุ้น เห็นออกทีวีบ่อย และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด กลุ่มแม่บ้านดีใจว่า จะมีคนไปช่วยแนะนำว่าจะทำการตลาดอย่างไร จะขายที่ไหนอย่างไร

                และบางแห่งยิ่งผิดหวังมากขึ้นเมื่อผมไปพูดเรื่องวิสาหกิจชุมชน แทนที่จะพูดเรื่องการผลิตและการขาย กลับไปพูดเรื่องวิธีคิด ซึ่งผมย้ำเสมอว่า ถ้าเราคิดไม่ถูก เราก็จะทำไม่ถูก  หนทางสวรรค์ที่เรียกกันว่ามรรคมีองค์ 8 ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเริ่มต้นจาก “สัมมาทิฐิ” แล้วถึงมี “สัมมาอาชีวะ” ตามมา

                ผมเสนอให้ชาวบ้านแยกแยะเรื่องการผลิต การแปรรูปที่ทำกันอยู่นั้นให้ดี ไม่ควรคิดอย่างเดียวว่าจะผลิตอะไรแล้วไปขายตลาดในเมือง ตลาดในกรุงเทพฯ จะไปเมืองทองธานีได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ตลาดใหญ่ที่สุดอยู่ที่บ้านตนเอง คือ ตลาดชุมชน

Page 1 of 62