phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 25 มีนาคม 2558

              “ไม้ล้มต้นเดียว ดังกว่าป่าทั้งป่าเติบโต” ภาษิตจากชาติไหนไม่ทราบ แต่นำมาใช้กับสถานการณ์บ้านเมืองในเรื่องสหกรณ์เครดิตยูเนียนได้เป็นอย่างดี

                เคยเขียนเรื่องเครดิตยูเนียนมาหลายครั้ง และเขียนวันนี้อีกไม่ใช่เพื่อซ้ำเติม แต่ด้วยความเห็นใจสมาชิกกว่า 1.2 ล้านคนในเครดิตยูเนียนกว่า 1,300 แห่งในประเทศไทย ที่กำลังได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงนั้นคือสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น

ไม่เท่านั้น ยังมีเครดิตยูเนียนอื่นอีกหลายแห่งที่ได้นำเงินไปฝากที่คลองจั่น ซึ่งนอกจากเงินฝากหายแล้ว สมาชิกส่วนหนึ่งได้ทยอยถอนเงินและลาออก                 ความเชื่อในสหกรณ์เครดิตยูเนียนโดยรวมสั่นคลอน ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นหมดข้อง

สหกรณ์เครดิตยูเนียนถือกำเนิดที่ประเทศเยอรมนีเมื่อประมาณ 160 ปีมาแล้ว เป็นธนาคารคนจน  คนชนบท ชาวไร่ชาวนาและต่อมาเป็นธนาคารกรรมกรในย่านอุตสาหกรรม และขยายไปยังประเทศต่างๆ ในยุโรป อเมริกาและทั่วโลกกว่า 100 ประเทศ มีจำนวนมากกว่า 50,000 แห่ง มีสมาชิกกว่า 200 ล้านคน เฉพาะในสหรัฐอเมริกามีกว่า 90 ล้านคน

ที่ประเทศเยอรมนี บ้านเกิดของเครดิตยูเนียนไม่ได้มีชื่อนี้ แต่ชื่อว่า Reifeisen ตามชื่อของบุคคลผู้ก่อตั้ง ส่วนที่เนเธอร์แลนด์เรียกว่า Rabo Bank เมื่อไปที่แคนาดาและสหรัฐอเมริกาเมื่อประมาณ 100 ที่แล้วจึงเรียกกันว่า Credit Union

เครดิตยูเนียนมาเมืองไทยเมื่อปี 2505 โดยบาทหลวงชาวอเมริกันจากฟิลิปปินส์เป็นผู้นำเข้ามา และเริ่มก่อตั้งเครดิตยูเนียนแห่งแรกที่ศูนย์กลางเทวา ห้วยขวางเมื่อปี 2508 และได้จดทะเบียนเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์เมื่อปี 2522 และตัดคำว่าออมทรัพย์ออกเมื่อปี 2548 เหลือแต่คำว่า สหกรณ์เครดิตยูเนียน

เครดิตยูเนียนไม่เกี่ยวกับศาสนาแม้ว่าจะกำเนิดในประเทศที่ผู้คนนับถือศาสนาคริสต์ และนำเข้ามาโดยบาทหลวง สมาชิกส่วนใหญ่ในประเทศไทยนับถือศาสนาพุทธ ชาวเพชรบุรีหนึ่งในสี่เป็นสมาชิกเครดิตยูเนียน ซึ่งเฟื่องฟูมาก มีมากกว่า 65 แห่ง บางอำเภอตึกที่ทำการสหกรณ์เครดิตยูเนียนใหญ่กว่าของธนาคารพาณิชย์เสียอีก

ที่เครดิตยูเนียนแพร่หลายในเมืองเพชรเป็นฝีมือของอาจารย์จากวิทยาลัยครูเพชรบุรี (ชื่อในสมัยก่อน ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี) โดยเฉพาะอาจารย์สุวิทย์ เปียผ่อง ผู้ได้รับรางวัลนักสหกรณ์แห่งชาติปี 2554  ท่านและเพื่อนอาจารย์จำนวนหนึ่งได้บุกเบิกและทำงานอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ประมาณ 40 ปีที่แล้ว

เครดิตยูเนียนอาจจะมีภาพเบื้องต้นเป็นธนาคารคนจน เกษตรกร กรรมกร และเมื่อมาเมืองไทยก็ก่อตั้งในย่าน “สลัมห้วยขวาง” ที่ถนนประชาสงเคราะห์ซอย 24 แต่ความจริงแล้ว ไม่ว่าที่เมืองไทยหรือที่ไหนในโลก เครดิตยูเนียนได้กลายเป็นธนาคารของคนชั้นกลางทั่วไปที่อยากมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของ ได้รับผลประโยชน์จากการออมเงินไม่เพียงแต่ดอกเบี้ย แต่เงินปันผลและได้ช่วยเหลือคนอื่นๆ และที่สำคัญ เครดิตยูเนียนได้ชื่อว่าเป็น “สถาบันการเงิน” ที่มีความมั่นคง

ปรัชญา หลักการดั้งเดิม 5 ข้อ ที่ยังดำรงไว้จนถึงวันนี้ทั่วโลกที่ถือเป็นจิตวิญญาณของเครดิตยูเนียน คือ ความซื่อสัตย์ ความเสียสละ ความรับผิดชอบ ความเห็นใจกัน และความไว้วางใจกัน  ความสำเร็จของเครดิตยูเนียนทั่วโลกน่าจะมาจากการยึดมั่นในหลักการที่ว่านี้

ราโบแบ้งค์ หนึ่งใน 30 ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่รวบเอาเครดิตยูเนียนต่างๆ เข้าด้วยกันเป็นสหพันธ์  ประกาศไว้ในหนังสือที่ระลึกของธนาคารว่า “ธนาคารแห่งนี้แม้มีเงินก็มิอาจสร้างได้” เพราะสร้างมาด้วย “ทุนทางสังคม” คือ ด้วยความไว้วางใจกันของสมาชิก ซึ่งมาจากจิตวิญญาณ 5 ประการที่ว่านั้น

นิตยสารการเงิน Global Finance ยกให้ราโบแบ้งค์เป็นหนึ่งในสิบสถาบันการเงินที่ปลอดภัยที่สุดในโลก ระดับ 3A แต่กระนั้นก็ใช่ว่าจะไม่เคยมีปัญหา เพราะได้กลายเป็นธุรกิจข้ามชาติทางด้านการเงินและกิจการต่างๆ ด้านการเกษตรและอาหาร จึงมีความเสี่ยงสูงไปด้วยเป็นธรรมดา

ในกรณีของประเทศไทย แต่เดิมเครดิตยูเนียนก็เป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ค่อยๆ เติบโตอย่างเงียบๆ ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก และมีคณะกรรมการที่ดีมีคุณธรรม มีความเสียสละ และกว่าจะเป็นสมาชิกก็ต้องผ่านการฝึกอบรมจนเข้าใจถ่องแท้ในจิตตารมณ์หรือจิตวิญญาณของเครดิตยูเนียน

สหกรณ์เครดิตยูเนียนรวมตัวกันเป็นชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนียนแห่งประเทศไทย ต่อมามีชุมนุมสหกรณ์ขึ้นมาอีก 2 แห่ง แห่งหนึ่ง คือ ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนียนเพื่อการพัฒนา ซึ่งสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นเป็นแกนนำก่อตั้ง ส่วนอีกชุมนุมฯ อยู่ทางภาคอีสานตอนกลา

ผมเป็นสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนียนศูนย์กลางเทวา ซึ่งเป็นเครดิตยูเนียนแห่งแรกของประเทศไทย ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ได้ก่อตั้งมา ได้ช่วยเหลือสมาชิกกว่า 20,000 คน เป็นเงินอาจจะไม่กี่ร้อยล้านบาท แต่คุณค่าของ “ทุนทางสังคม” นั้นยิ่งใหญ่กว่าตัวเงินมากนัก นั่นคือทุนที่สถาบันการเงินทั่วไปไม่มี

แต่เมื่อใดที่เครดิตยูเนียนสูญเสียทุนดังกล่าวไป กระโดดเข้าไปสู่ทุนนิยมเต็มตัว จิตวิญญาณหายไป ความโลภเข้ามาครอบงำ โศกนาฎกรรมคลองจั่นคือกรณีตัวอย่างที่เจ็บปวด

Thursday, 26 March 2015 21:12

ประชาพิจัย (๒)

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 27 มีนาคม 2558

การทำประชาพิจัยเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำ “แผนแม่บทชุมชน” เพราะที่ผ่านมา ชุมชนไม่เคยมีแบบมีแผนในการพัฒนาตนเอง รอแต่คำสั่งกับงบประมาณเท่านั้น มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. เทศบาล ก็ทำได้เพียงแผนเพื่อรองรับงบประมาณ ทำโครงการให้สอดคล้องกับแผนใหญ่ของรัฐบาล

ซุนหวู่บอกว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” แต่จอมยุทธที่เก่งสุด คือ คนที่รบชนะโดยไม่ต้องรบ ซึ่งต้อง “สู้ด้วยยุทธศาสตร์ รบด้วยปัญญา ชนะด้วยความรู้”

ชุมชนเข้มแข็ง คือ ชุมชนที่รู้จักตนเอง รู้จักโลก และมียุทธศาสตร์ ซึ่งหมายถึงมีหลักการ หลักคิดที่ดี มีเป้าหมายและเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น ซึ่งภาษาทางการเขาเรียกวิสัยทัศน์ เรียกพันธกิจและคำอื่นๆ ที่มักใช้กันแบบสับสนหรือเพียงเพื่อให้ดูดี

เขียนให้ดูดีไม่ยาก แต่กระบวนการเพื่อให้เกิดพลังตั้งแต่การเริ่มต้นจนถึงที่สุดนั้นทำยาก เพราะนั่นคือยุทธวิธีที่มีพลังตั้งแต่อดีตกาล จนกลายเป็นปรัชญาเต๋า คำที่แปลว่า “วิถี” เพราะวิถีและเป้าหมายเป็นอันเดียวกัน เพราะ “เครื่องมือ คือ เป้าหมายที่กำลังกลายเป็นจริง” (Means is the end in the becoming)

แผนแม่บทชุมชน คือ แผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของชุมชน ที่ชุมชนร่วมกันพัฒนาขึ้นมาโดยกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เข้าใจศักยภาพที่เป็น “ทุน” ที่แท้จริงของตนเอง และพบแนวทางในการพัฒนาทุนดังกล่าวไปสู่การพึ่งตนเอง

ถ้าหากว่า การทำประชาพิจัยคือเครื่องมือทำแผนแม่บทชุมชน หัวใจของการทำประชาพิจัย คือการสร้างกระบวนการเรียนรู้ ให้กับคนในชุมชน เพื่อให้ชุมชนหลุดพ้นจากวิธีคิดแบบพึ่งพา และรอความช่วยเหลือจากรัฐหรือภายนอก

“หลุดพ้น” (emancipation) เป็นคำใหญ่ที่มีความหมายครอบคลุมหลายอย่างหลายด้าน เราได้สรุปไว้ว่า การทำแผนแม่บทชุมชนด้วยประชาพิจัยวัดได้ว่าสำเร็จมากน้อยเพียงใดจากผลที่เกิดขึ้น คือ

“หลุดพ้นจากวิธีคิดแบบพึ่งพา มาพึ่งตนเอง เป็นตัวของตัวเอง  หลุดพ้นจากวัฒนธรรมอุปถัมภ์เข้าสู่วัฒนธรรมข้อมูล ความรู้  หลุดพ้นจากวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบรับ มาเรียนรู้แบบรุก  สืบค้น สำรวจ วิจัย แสวงหา พัฒนาองค์ความรู้ใหม่ด้วยตนเอง  หลุดพ้นจากวิธีคิดและวิธีจัดการแบบแยกส่วน มาคิดแบบเชื่อม  โยง หรือบูรณาการ และจัดการแบบผนึกพลัง (synergy) ก่อให้เกิดผลไม่เพียงบวก แต่ทวีคูณ”

ด้านบวกที่เกิดขึ้นกับชุมชน คือ “ชุมชนเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง ภูมิใจในรากเหง้า วัฒนธรรม        ค้นพบ “ทุน” และศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง จนกล้า “ลงทุน” โดยไม่ต้องรอรัฐช่วย  ถ้าช่วยก็ถือว่า “ต่อยอด-สมทบ”  เกิดวงจรชีวิตใหม่ของชุมชน จัดการชีวิตของตนเองเป็นระบบ

“ตัดสินใจได้เองว่า จะกิน จะอยู่ จะทำอะไร อย่างไร เกิดระบบเศรษฐกิจชุมชนที่สร้างหลักประกัน ความมั่นคง และระบบสวัสดิการให้ครอบครัว วันนี้และวันหน้ายามแก่เฒ่า”

ผลที่เกิดขึ้นนี่เราได้พบเห็นในชุมชมเข้มแข็งที่เราได้ไปประมวลความรู้ ไปสังเคราะห์กระบวนการเรียนรู้ และนำมาพัฒนาเป็นประชาพิจัย

ทั้งนี้ไม่ได้ไปลอกมาจากชุมชนใดชุมชนหนึ่ง แต่มาจากหลายชุมชน หลักๆ ที่สำคัญมาจากกระบวนการเรียนรู้และประสบการณ์ของไม้เรียง นครศรีธรรมราช มาจากเครือข่ายอินแปง ที่สกลนครและรอบภูพาน มาจากผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม และเครือข่ายป่าตะวันออก และมาจากแนวคิดของซายานอฟ นักคิดชาวรัสเซียที่มีผู้นำไปประยุกต์ใช้เรื่องเศรษฐกิจชาวนาที่ยโสธร

นอกนั้นก็มาจากประสบการณ์การทำวิจัยที่คีรีวง นครศรีธรรมราช ที่แวงน้อย ขอนแก่น และที่หางดง เชียงใหม่ รวมทั้งประสบการณ์การทำงานกับชุมชนทั่วประเทศทั้งที่สำเร็จและล้มเหลว ชุมชนเข้มแข็งและอ่อนแอ มั่นคงและล่มสลาย เราได้สรุปบทเรียนและพัฒนาขึ้นมาเป็น “ประชาพิจัย”

ประชาพิจัยของแท้ดั้งเดิมทำกันในระดับตำบล เพราะเป็นขนาดพอเหมาะ ไม่ใหญ่ไปไม่เล็กไป มีผู้นำและคนหลายระดับหลายประเภท ไม่ขาดคนเก่งคนดี อาจมีปราชญ์ชาวบ้านอยู่ด้วย มีอบต. เทศบาล ระบบที่ช่วยให้ดำเนินการได้ มีงบประมาณและแผนของตนเอง

การเตรียมการ  เป็นขั้นตอนสำคัญในการเตรียมนักวิจัยชุมชน เตรียมชุมชน ค้นหาคนในชุมชนที่มีคุณสมบัติที่จะเป็นแกนนำในการวิจัย เป็นผู้นำ มีจิตอาสา ต้องการพัฒนาชุมชนของตนเองให้ได้จำนวนเพียงพอเพื่อดำเนินการในแต่ละหมู่บ้าน

เวทีที่ 1 เปิดโลกแห่งการเรียนรู้ ทำความเข้าใจวิธีการ เปิดโลกแห่งการเรียนรู้ เชิญวิทยากรจากภายนอกมาช่วยเชื่อมชุมชนเข้ากับโลก วิเคราะห์โลก โลกาภิวัตน์ ผลกระทบต่อชุมชน  การพัฒนา 50 ปีที่ผ่านมา ปัญหาเศรษฐกิจ สังคมที่ตามมา วงจรอุบาทว์ของหนี้สิน  ทางตันของการพัฒนา  “หมาบนทางด่วน”  ให้การบ้าน เก็บข้อมูลรายได้ รายจ่าย หนี้สิน ประวัติหมู่บ้าน รากเหง้าเผ่าพันธุ์

เวทีที่ 2  นำข้อมูลจากเวทีที่ 1 มาวิเคราะห์ โดยเฉพาะรายรับ รายจ่าย หนี้สินมา ให้การบ้านไปเก็บข้อมูลทรัพยากร ทุนชุมชน ทุนทางปัญญา ทุนทางสังคม

เวทีที่ 3  นำข้อมูลจากเวทีที่สองมาวิเคราะห์ เตรียมการไปศึกษาดูงาน แล้วไปเรียนรู้ดูงาน สร้างแรงบันดาลใจให้ชุมชน ได้เห็นตัวอย่างของคนที่สู้แล้วสำเร็จ และรอด

เวทีที่ 4  นำข้อมูลการไปศึกษาดูงานมาวิเคราะห์ สรุปบทเรียน รวมทั้งการได้ดูวิดิโอเรื่องราวดีๆ ของบุคคล ของชุมชนที่เรียนรู้แล้วแก้ปัญหาได้ ไม่ใช่แก้ได้เพราะมีงบอย่างเดียว แล้วให้แนวทางในการไปร่างแผนแม่บทชุมชนในระดับหมู่บ้าน ก่อนที่จะนำมาพบกันในเวทีที่ 5 เพื่อมาทำแผนแม่บทในระดับตำบล

เวทีที่ 6  เป็นเวทีใหญ่ในระดับตำบล เป็นการทำประชาพิจารณ์แผนแม่บทชุมชนที่แกนนำ หรือตัวแทนของแต่ละหมู่บ้านมาร่วมกันร่าง

แรกเดิมที การทำแผนแม่บทชุมชนเราใช้เวลากัน 1 ปี ต่อมาลดลงมาเหลือ 6 เดือน เพื่อให้ชาวบ้านมีเวลาทำงานด้วย เรียนรู้ด้วย ไม่รีบเร่งทำการอบรมสองสามวันแล้วให้กลับไปทำ ซึ่งมักไม่ได้ผล

แผนแม่บทชุมชนที่เกิดจากกระบวนการเรียนรู้แบบประชาพิจัยนี้ ถ้าทำเต็มรูปแบบ และชุมชนมีส่วนร่วมจริง ก็จะได้ผลอย่างแน่นอน เพราะชุมชนรู้สึกว่า เป็นผลงานการจัดการทุกขั้นตอนด้วยตนเอง พวกเขาจะค้นพบตัวเอง รู้ที่มา รู้ปัญหาที่แท้จริงของตนเอง และร่วมกันวางแผนเพื่อแก้ปัยหาเหล่านั้นอย่างจริงจัง

ข้อมูล คือ อำนาจ ข้อมูลเปิดประตูไปสู่การค้นพบสาเหตุของปัญหา และแนวทางพัฒนาไปสู่ทางออกที่ยั่งยืน เพราะชุมชนเป็นคนดำเนินการหลักในทุกขั้นตอน

Thursday, 26 March 2015 21:08

ประชาพิจัย (๑)

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 20 มีนาคม 2558

“ประชาพิจัย คือ การวิจัยของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน” เป็นนิยามที่คุณหมอประเวศ วะสี ได้ให้ไว้แบบเข้าใจง่าย แต่คำนี้ก็ไม่ได้ติดตลาด แม้จะได้คิดกันขึ้นมาเพื่ออธิบายเครื่องมือชิ้นหนึ่งเพื่อการเรียนรู้และการศึกษาของชุมชนตั้งแต่ปี 2540

ถ้าหากจะนับกันเป็น พ.ศ. แล้ว ปี 2525 นับเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ของแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนในประเทศไทยก็ว่าได้ เพราะเป็นปีที่คนทำงานพัฒนาในองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่งได้ประเมินตนเองและได้พบว่า ความล้มเหลวในการพัฒนาชุมชน ไม่ว่าหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน มาจากความไม่เข้าใจชุมชน

เมื่อไม่เข้าใจก็ไปคิดแทนชาวบ้าน ทำแทนชาวบ้าน เอาเงินไปมอบให้เพื่อทำโครงการต่างๆ อย่างมากก็ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมโดยการให้พวกเขานำเสนอ “ปัญหาและความต้องการ” ของตนเอง ซึ่งชาวบ้านประชุมกันสักชั่วโมงก็ได้บัญชีปัญหาและความต้องการพร้อมลายเซ็นกำกับของ “ผู้เดือดร้อน”

เมื่อวิเคราะห์และยอมรับความผิดพลาดของตนเอง เราก็เริ่มเปลี่ยนการพัฒนาจากการให้เงินไปทำโครงการมาเป็นการลงไปเรียนรู้ ไปศึกษาชุมชนอย่างจริงจัง ไปศึกษาไม่เพียงแต่ปัญหาและความต้องการ ของชาวบ้าน แต่ไปศึกษาวิธีคิด วีปฏิบัติ จารีต ประเพณี วิถีชุมชน ซึ่งรวมถึงคุณค่าต่างๆ ที่ทำให้แนวคิดนี้ถูกเรียกว่า “วัฒนธรรมชุมชน”

นั่นคือที่มาของคำว่า “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” และกระแสของการ “คืนสู่รากเหง้า” ที่เริ่มจุดติดตั้งแต่ปี 2527  พร้อมกับคำว่า “ปราชญ์ชาวบ้าน” ที่ค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นมา

คำเหล่านี้เป็นตัวแทนของ “กระบวนทัศน์” ใหม่ในงานพัฒนา คำโตทำนี้ที่หมายถึงวิธีคิด วิธีปฏิบัติ วิธีให้คุณค่า ที่ตั้งอยู่บนฐานการมองโลกความเป็นจริงแบบหนึ่ง

เมื่อการมองโลกเปลี่ยน วีธีคิดเปลี่ยน ชีวิตการทำงานก็เปลี่ยน แม้ว่าเริ่มต้นก็อาจจะยังคิดและทำกันอย่างแยกส่วนหรือยังมีลักษณะกระท่อนกระแท่น แต่ไม่นาน การลงไปทำงานคลุกคลีกับวิถีชุมชน ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า ชาวบ้านมีศักยภาพที่จะพัฒนาและแก้ปัญหาของตนเองได้

มูลนิธิหมู่บ้าน ซึ่งก่อตั้งมาอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2531 เป็นแกนนำสำคัญในกระบวนการนี้ มีการไปค้นหา ศึกษาประมวลความรู้ภูมิปัญญา ผ่านทางปราชญ์ชาวบ้านและผู้นำชุมชน จัดพิมพ์เผยแพร่ทางเอกสาร หนังสือ สิ่งพิมพ์รายสะดวกและรายเดือน ในยุคที่อินเทอร์เน็ตยังไม่เกิด

จากการเพียงไปศึกษาและสังเคราะห์ความรู้ภูมิปัญญามาเป็นการวิจัยอย่างจริงจังเมื่อปี 2531 เมื่อมูลนิธิหมู่บ้านส่งคุณพรพิไล เลิศวิชาและทีมงานลงไปวิจัยที่คีรีวง อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช สืบเนื่องมาจากที่ผมและเพื่อนอีกสองคนลงไปตระเวนภาคใต้เพื่อสืบค้นหาภูมิปัญญาของแผ่นดิน และชุมชนเข้มแข็งเมื่อปี 2530 เมื่อไปที่คีรีวงคุยกันบ่ายเดียว ชาวคีรีวงก็เอ่ยปากขอร้องให้เราลงไปช่วยพวกเขาวิจัยเพื่อจะได้ทำแผนพัฒนาตนเองอย่างเป็นระบบ

งานวิจัยนั้นคือที่มาของหนังสือ “จากไพร่หนีนายถึงธนาคารแหง่ขุนเขา” และตามมาด้วยงานวิจัยที่ขอนแก่น (“ชาวนาลุ่มน้ำชี”) และที่เชียงใหม่ (“ไขประตูดอย”)

นอกนั้น มูลนิธิหมู่บ้านได้ไปศึกษากรณีต่างๆ ที่เป็นองค์วามรู้ของบุคคล ของกลุ่ม องค์กรชุมชน ที่ใช้ในการแก้ปัญหาของตนเอง ทั้งในด้านการเกษตร สุขภาพ สิ่งแวดล้อม พลังงาน ธุรกิจชุมชนและอื่นๆ ได้พบความจริงมากมายที่คล้ายคำกล่าวของมหาตมะ คานธีที่ว่า “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน”

วันหนึ่งเราจึงค่อยๆ สังเคราะห์องค์ความรู้ต่างๆ เหล่านี้ออกมาเป็นเครื่องมือที่ผมได้ตั้งชื่อให้ว่า “ประชาพิจัย” คือ การวิจัยที่ชาวบ้านทำเองและเพื่อการพัฒนาตนเอง ล้อคำว่า “ประชาพิจารณ์” โดยใช้ภาษาอังกฤษว่า People Research and Development หรือ PR&D

ระหว่าง “ประชาพิจัย” กับ “วิจัยไทบ้าน” ที่ปรากฏขึ้นในแวดวงการพัฒนาและวิชาการ ไม่ทราบว่าคำไหนมาก่อนมาหลัง แต่ทั้งสองคำก็มีความหมายคล้ายกัน และยืนยันเหมือนกันว่า ชาวบ้านมีศักยภาพและความสามารถในการวิจัยไม่ได้น้อยไปกว่านักวิชาการ นักวิจัย เพียงแต่คนละวีธี คนละแบบเท่านั้น

การวิจัยไทบ้านของชาวบ้านที่ปากมูลได้รับรางวัลจากกระทรวงสาธารณสุขและองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่ามีส่วนสำคัญในการสร้างชุมชนเข้มแข็ง ที่แสดงให้เห็นว่า ชาวบ้านเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ วิถีชุมชนเป็นอะไรที่คนภายนอกอาจเข้าไม่ถึง ต้องให้พวกเขาเป็นผู้ที่บอก แยกแยะให้เห็น โดยกระบวนการที่เหมือนกับงานวิจัยทั่วไป เพียงแต่อาจจะไม่ได้บอกวิธีวิจัยแบบทำกันในสถานศึกษาเท่านั้น

ที่สำคัญ ชาวบ้านไม่ใช่เป็นเพียงผู้ให้ข้อมูล แต่เป็นตัวข้อมูลเอง พวกเขาไม่ได้เพียงแต่อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ แต่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

การวิจัยที่คีรีวง ที่แวงน้อย ที่หางดง โดยมูลนิธิหมู่บ้าน ยังถือว่าเป็นการวิจัยที่หน่วยงานภายนอกไปทำร่วมกับชาวบ้าน อาจแตกต่างจากงานวิจัยของสถาบันอุดมศึกษาทั่วไปบ้างก็ตรงที่เป็นงานวิจัยแบบชุมชนมีส่วนร่วมอย่างสำคัญและเป็นกันเองอย่างยิ่ง มีบทบาทไม่เพียงแต่มีชื่อในใบเสนอโครงการ แต่ได้ร่วมคิดร่วมทำตั้งแต่ต้นจนจบจริงๆ

ที่สำคัญ เป็นงานวิจัยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับรูปแบบ แต่เน้นเนื้อหาและกระบวนการอันนำไปสู่ผลลัพท์ที่ชัดเจน นำไปใช้เพื่อการพัฒนาชุมชนได้จริง เพราะได้ผลตั้งแต่ขณะที่ทำวิจัยแล้ว ไม่ใช่เอาผลไปบอกชาวบ้านเมื่อตนเองทำเสร็จ

ไม่ใช่งานวิจัยเหมือนวิทยานิพนธ์ปริญญาโท ปริญญาเอก เป็นงานวิจัยที่ไม่ได้มี 3 บท 5 บท ไม่ได้ไปลอกไปรีวิวเอกสารหนังสือ ตัดแปะเพื่อให้งานดูหนาและตบตาอาจารย์

งานวิจัยของชาวบ้านเป็นงานวิจัยเพื่อชีวิต ไม่ใช่เพื่อให้รู้ แต่เพื่อให้รอด ไม่ใช่ให้รวย แต่เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาตนเองให้อยู่ได้อย่างพอเพียงและมั่นคงโดยอาศัยทุนท้องถิ่น ทุนทรัพยากร ทุนทางปัญญา ทุนทางสังคม ไม่ใช่วิจัยเพื่อเสนอโครงการเพื่อขอหรือรอรับงบประมาณจากรัฐหรือภายนอก

งานวิจัยไทบ้านและประชาพิจัยอาจไม่ได้มีแต่ชาวบ้านที่ทำ อาจมี “คนนอก” อย่างนักวิชาการ เอ็นจีโอ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมด้วย แต่พวกเขาไม่ได้เข้าไปครอบงำกำหนดการวิจัย แต่ไปสนับสนุน ให้คำแนะนำ โดยเฉพาะในการวิเคราะห์ แต่คนทำวิจัยจริงๆ หรือผู้วิจัยหลัก คือ ชาวบ้าน

Page 1 of 55